เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

ข่าว


Morning Bell - บล.เคทีบี (ประเทศไทย) 16/09/63

  • 2020-09-16 10:59:44
  • 104

Morning Bell - บล.เคทีบี (ประเทศไทย) 16/09/63

Wednesday, September 16, 2020 10:40


SET Outlook & Strategy

SET Outlook 

          คาดดัชนีฯ แกว่งกรอบแคบลงจากวันก่อน ซึ่งมีข่าวบวกหลายข่าวเข้ามาในตลาด แต่วันนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่รอผลประชุม FOMC ในคืนนี้ คาดจะเข้าเก็งกำไรใน sector ที่มีข่าวบวกเข้ามา เช่นน้ำมัน หรือ ท่องเที่ยว  กลยุทธ์ วันนี้ การถือเงินสด(รอช้อนซื้อหุ้น) ยังเป็นกลยุทธ์ที่น่าจะดี หรือจะเข้าเล่นเก็งกำไรช่วงสั้นในหุ้นมีข่าว ... Covid-19 วันนี้ไม่มีความคืบหน้าใดๆ การติดเชื้อในประเทศต่างๆ ยังเดินหน้าเพิ่มขึ้น หลายประเทศเริ่มจองซื้อวัคซีนกันแล้ว นั่นหมายความทันทีที่วัคซีน ถูกนำมาใช้ (อย่างเร็ว อาจเป็นเดือน พ.ย.) ตลาดน่าจะลดความกังวลส่วนนี้ลงไปมาก ตลาดจะดีขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ... การที่ WTO ชี้สหรัฐเก็บภาษีสินค้าจีนเป็นการละเมิดการค้าระหว่างประเทศ เรามองว่า สหรัฐฯคงไม่ลดความก้าวร้าวต่อจีนลง โดยเฉพาะในเรื่องการจำกัดเทคโนโลยีของจีนที่จะเข้ามายังสหรัฐฯ ที่น่าจะเพิ่มความเช้มงวดขึ้นมากกว่า...  ราคาน้ำมัน Brent เข้านี้ ขึ้นแตะ $40 เหรียญอีกครั้ง บวกต่อหุ้นน้ำมัน-ปิโตรเคมี (PTTEP, PTTGC, IVL) ตลาดรับรู้ในเรื่อง demand ที่ชะลอตัวจากรายงานของ OPEC และ IEA ไปแล้ว วันพรุ่งนี้(17) จะเป็นการประชุม JMMC ของ OPEC+ ที่จะมีผลบวก/ลบต่อราคาน้ำมัน แต่คงไม่มากเพราะไม่ใช่การประชุมชุดใหญ่ของ OPEC … ในประเทศ ตลาดอาจเล่นข่าวในเรื่อง CRC ซื้อ COL และ CPF ซื้อกิจการหมูกันต่อ แต่ upside คงเหลือไม่มากเพราะราคาขึ้นมามาก ... ส่วนเรื่องที่ ครม.อนุมัติเปิดรับนักท่องเที่ยว แบบลองสเตย์ เริ่มต.ค. นี้ กระตุ้นให้มีแรงซื้อหุ้นอิงรายได้จากการท่องเที่ยว (MINT, CENTEL, AOT, AAV) ... Event วันนี้ ประชุม FOMC (16) คาดหากผลไม่ surprise ตลาด จะไม่มีผลต่อตลาดหุ้นในวันพรุ่งนี้


Strategy

          ตลาดจะขึ้นๆลงๆ ตามน้ำหนักข่าวบวกในแต่ละวัน นักลงทุนในประเทศน่าจะยังรอดูการชุมนุม 19 ก.ย. (เราคาดไม่มีเหตุการณ์ที่จะลบต่อตลาดหุ้นในวันจันทร์) ... กลยุทธ์ เราเชื่อว่าการถือเงินสดเพื่อรอช้อนซื้อหุ้น ยังเป็นกลยุทธ์ที่น่าจะดี อย่างไรก็ตาม สามารถเข้าเก็งกำไรช่วงสั้นในหุ้นมีข่าว ได้ เช่น PTTEP, MINT, CENTEL จากข่าวบวกที่ออกมา ... วันนี้ เรานำหุ้นออกจากพอร์ต 1 ตัว คือ TVO  และเพิ่ม ASIAN,  KCE, JMT* เข้ามา … พอร์ตหลักจะมีหุ้น  ASIAN (10%), KCE(10%), JMT*(10%),  IHL* (10%), NER (20%)  ส่วนพอร์ต KTBST SET50 Skynet  มีหุ้น MINT (20%) และ LH*(10%)

          * เป็นหุ้นที่แนะนำโดย KTBST ยังไม่ได้จัดทำบทวิเคราะห์


Strategy Stock Pick


KCE (เป้าเชิงกลยุทธ์ 30 บาท) -  ภาคการผลิตในต่างประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

          ข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม ของจีน-สหรัฐฯ-ยุโรป เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศเริ่มทยอยกลับเข้ามา ลูกค้าทยอยสั่ง order สินค้า หลังเริ่มกลับมาผลิตอีกครั้ง โดยเฉพาะฝั่งยุโรป ลูกค้าหลักของ KCE  แผ่น PCB ของ KCE เป็นวัตถุดิบขั้นพื้นฐานของการผลิตสินค้าอีเล็คทรอนิคส์ด้วย

          ผู้บริหาร เห็นการฟื้นตัวของ order และคาดว่าจะกลับมาสู่ระดับปกติในเดือน ต.ค.20 ซึ่งมาเร็วกว่าที่คาดไว้ว่าจะเห็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป


          Technical : TU, CHAYO


Key Events

          16 ก.ย.: ประชุม FOMC 

          17 ก.ย.: ยอดขายรถยนต์ของไทย


News Comment

          ( + ) Tourism, Aviation, Healthcare (Neutral) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยว Long stay

          ( 0 ) BBL (ซื้อ/เป้า 120.00 บาท) ขอวงเงินออกหุ้นกู้เพิ่มเข้า Tier-1 วงเงิน 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

          ( + ) PLANB (ซื้อ/เป้า 7.00 บาท) ชนะประมูลสัญญาสมาคมฟุตบอลไทยต่ออีก 7 ปี


Company Report

          ( + ) BGC (ปรับขึ้นเป็น ซื้อ/ปรับเป้าขึ้นเป็น 14.70 บาท) 2H20E กลับมาสดใสจากการฟื้นตัวการบริโภค

          ( + ) ASIAN (ปรับขึ้นเป็น ซื้อ/ปรับเป้าขึ้นเป็น 12.00 บาท) ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงยังแข็งแรง และความต้องการอาหารแช่แข็งฟื้นตัวขึ้น

          ( 0 ) RPH (ซื้อ/ปรับเป้าลงเป็น 6.80 บาท) กำไรสุทธิผ่านจุดต่ำสุดแล้วใน 2Q20 เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวใน 3Q20E


Economic Outlook

          ตลาดสหรัฐฯปิดกรอบแคบก่อนการประชุม Fed คืนนี้ โดยกลุ่มเทคโนโลยียังขยายตัวได้ต่อเนื่องหลังบริษัท Apple มีแนวโน้มเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ในสัปดาห์นี้ และมูลค่าที่ปรับตัวลงมาในช่วงก่อนหน้าสนับสนุนแรงเข้าซื้อ ขณะเดียวกันกลุ่มธนาคารถูกเทขายก่อนการประชุมนโยบายการเงิน FOMC เพื่อลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการให้ความเห็นของ Fed

          ดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจจีนรายงานสูงกว่าคาดการณ์ ทั้งยอดจำหน่ายสินค้าปลีกขยายตัว 0.5% YoY ขยับสู่แดนบวกครั้งแรกหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยหมวดเสื้อผ้า เครื่องสำอาง อุปกรณ์ตกแต่งบ้านขยายตัวดีในเดือนที่ผ่านมา และผลผลิตภาคอุตสาหรรมขยายตัว 5.6% YoY ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ ผ้าไหม และเหมือง


What to Watch

          ติดตามการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ  คาดว่ามีการเผยรายละเอียดการใช้นโยบายทางการเงินเพื่อให้ "อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย" เข้าสู่ระดับเป้าหมาย พร้อมทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยความกังวลหลักอยู่ในตลาดแรงงานที่เป็นรากฐานสำคัญของการบริโภคครัวเรือน


          Analyst: Mongkol Puangpetra (Reg. no. 1937) & Fundamental Research Team


SET Review


SET Recap

          SET ปิดที่ระดับ 1,286.18 จุด ลดลง 13.84 จุด (+1.09%) มูลค่าการซื้อขาย 43,868.01 ล้านบาท ปัจจัยต่างประเทศ ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนออกมาดี ปัจจัยในประเทศ ทิศทางการเมือง และความกังวล พ.ร.บ. งบประมาณปี 64 ล่าช้า


News Comment


( + ) Tourism, Aviation, Healthcare (Neutral) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยว Long stay

          ครม.อนุมัติเปิดรับนักท่องเที่ยวแบบ Long stay เริ่ม ต.ค. นี้ 

          ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้เปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ  Special Tourist Visa (STV) โดยจะเปิดให้เข้าประเทศได้ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2020 โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดัวนี้ 

          1) ต้องเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาพักในประเทศไทยระยะยาว  ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลา 90 วัน และ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมีอำนาจอนุญาตให้อยู่ต่อไปได้อีก 2 ครั้ง ๆ ละ 90 วัน

          2) ต้องยอมรับมาตรการด้านสาธารณสุขในเรื่องการกักตัว 14 วัน โดยบุคคลต่างด้าว จะต้องผ่านการดำเนินการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด

          3) มีเอกสารหลักฐานของการเข้ามาพำนักระยะยาวในไทย เช่น เอกสารการชำระเงินของโรงแรม เอกสารการเช่าที่พักคอนโดมิเนียม เป็นต้น 

          4) ตั้งเป้าหมายว่าสามารถเปิดให้เข้ามาได้สัปดาห์ละ 100-300 คน หรือไม่เกินเดือนละ 1,200 คน สร้างรายได้ 1,200 ล้านบาท/เดือน 

          5) ระยะเวลาการใช้มาตรการนี้คือ 1 ปี โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศจนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2021 (ที่มา: อินโฟเควสท์)

          KTBST: ( + ) กลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL, ERW, MINT): เรามีมุมมองเป็นบวกต่อมาตรการเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยว Long Stay  (STV) เข้ามาในไทย เนื่องจากเป็นมาตรการที่มีเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและมีโอกาสขยายขอบเขตของมาตรการต่อได้หากผลของการใช้ในช่วงแรกเป็นที่น่าพอใจ  เราคาดว่าจะเห็น demand ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้ามาจำนวนมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรป เราคาดว่าโอกาสที่โครงการนี้จะสำเร็จมีมากกว่า 50% ทำให้มีโอกาสจะเป็น upside เพิ่มต่อกลุ่มท่องเที่ยวได้ เนื่องจากจะทำให้มีการเพิ่มการรองรับนักท่องเที่ยวได้มากกว่า 1,200 คนต่อเดือน

โดยเราคาดว่าหุ้นที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดคือกลุ่มโรงแรมที่มีสัดส่วนรายได้จากในประเทศจากนักท่องเที่ยวชาวยุโรปเป็นหลัก โดยหุ้นที่เรียงรายได้ตามสัดส่วนรายได้รวมจากนักท่องเที่ยวยุโรปที่มาเที่ยวไทยจากมาก-น้อย (Fig 1) คือ CENTEL (24%),  ERW (15%) และ MINT (5%) ขณะที่โรงแรมที่เข้าร่วม Alternative State Quarantine (ASQ) เรียงจากมาก-น้อยได้แก่ MINT (4 โรงแรม), CENTEL และ ERW (1 โรงแรม) ทั้งนี้ เรายังคงน้ำหนักการลงทุนเป็น "เท่ากับตลาด" ชอบสุดคือ MINT (ซื้อ/เป้า 28.00 บาท) เพราะได้ประโยชน์ทั้งจากการเปิดประเทศที่ไทย ขณะที่ยุโรปก็มีการฟื้นตัวได้ดีกว่าไทย 

          ( + ) กลุ่มสายการบิน (BA, AAV): มองเป็นบวกมากขึ้น จากการเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีในการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ แม้ช่วงแรกะได้ประโยชน์น้อย เนื่องจากยังจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งเราคาดว่าจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ และจะทำให้สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป เรามีมุมมองเป็นบวกต่อกลุ่มสายการบินที่จะทำให้มีการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ ได้แก่ BA ที่มีเที่ยวบินสมุยที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ AAV (ถือ/เป้า 2.00 บาท) ที่มีการเปิดเที่ยวบินในประเทศมากสุดในปัจจุบัน ส่วน AOT (ถือ/เป้า 59.00 บาท) ได้ผลบวกจากจำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

          ( + ) Healthcare (BCH): เรามีมุมมองเป็นบวกกับ รพ. ที่เข้าร่วมโครงการ Alternative state quarantine (ASQ) โดยเราคาดว่า BCH (ซื้อ/เป้า 19.60 บาท) ได้ประโยชน์สูงสุดจากการที่สัดส่วน ASQ มากที่สุดที่ระดับสูงถึง 25% ของจำนวนห้องที่เข้าร่วมโครงการ ASQ ทั่วประเทศ


( 0 ) BBL (ซื้อ/เป้า 120.00 บาท) ขอวงเงินออกหุ้นกู้เพิ่มเข้า Tier-1 วงเงิน 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

          BBL ประกาศระดมทุนในตราสารที่เรียกว่า "Additional Tier 1 Capital" (AT1) ในวงเงิน 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 2.2 แสนล้านบาท ในรูปแบบของ Global Medium Term Note facility โดยเป็นการออกหุ้นกู้เพื่อเพิ่มเข้าใน Tier-1 ขณะที่วันนี้ BBL มีการออกหุ้นกู้ subordinated note ล๊อตแรกที่ 750 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 2.4 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 5% (ที่มา: Bloomberg)

          KTBST: เรามีมุมมองเป็นกลางต่อการออกหุ้นกู้ดังกล่าว โดยระยะสั้นเป็น sentiment เชิงลบเพราะการเร่งออกหุ้นกู้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งเข้าเงินกองทุนใน Tier-1 สามารถ imply ได้ว่า ฐานทุนในปัจจุบันมีความเสี่ยงหรือไม่ และจะมีต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการออกหุ้นกู้ล๊อตแรกราว 1.2 พันล้านบาทต่อปี หรือเป็น downside ประมาณ 4% ของกำไรสุทธิในปี 2020E แต่ช่วยเพิ่ม Tier-1 ได้ราว 1% จากปัจจุบันที่ 14% อย่างไรก็ดีเรามองว่าการเพิ่มฐานทุนในตอนนี้เป็นเรื่องที่ดีในระยะยาว เพราะ BBL จะสามารถรองรับความเสี่ยงที่ NPL จะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตได้และไม่มีความเสี่ยงในการเพิ่มทุน โดยเรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมายที่ 120.00 บาท อิง 2020E PBV ที่ 0.53x (-2SD below 10-yr average PBV)


( + ) PLANB (ซื้อ/เป้า 7.00 บาท) ชนะประมูลสัญญาสมาคมฟุตบอลไทยต่ออีก 7 ปี

          PLANB แจ้งตลาดฯวานนี้ (15 ก.ย. 2020) ว่าเป็นผู้ชนะการยื่นข้อเสนอในการคัดเลือกตัวแทนบริหารสิทธิประโยชน์ของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ (Official Sponsorship Agency) ประจำปี 2021 - 2028 ซึ่งต่อเนื่องจากสัญญาฉบับปัจจุบันที่กำลังจะหมดลงในช่วงกลางปี 2021 (ที่มา: SET, PLANB)


CMNT> (ต่อ1) Morning Bell - บล.เคทีบี (ประเทศไทย)

Wednesday, September 16, 2020 10:40


          KTBST: เรามีมุมมองเชิงบวกกับข่าวข้างต้น โดยสัญญาใหม่จะมี minimum guarantee ที่ลดลงเป็น 400 ล้านบาท (เดิม 510 ล้านบาท), ระยะเวลาของสัญญาเพิ่มขึ้นเป็น 7 ปี (เดิม 4 ปี) และมี revenue sharing เท่าเดิมที่ 22.5% ซึ่งเรามองว่าระยะเวลาของสัญญาที่ยาวขึ้น และการลด minimum guarantee ลงจะช่วยลดความเสี่ยงลง อย่างไรก็ตาม จากรายได้ในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า PLANB สามารถทำรายได้ได้เกิน minimum guarantee ดังนั้น เราเชื่อมั่นว่า PLANB จะสามารถทำรายได้ได้เกิน minimum guarantee โดยปี 2021E - 22E เราประเมิน revenue sharing จาก FAT อยู่ที่ 200 ล้านบาทต่อปี เราคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2020E - 21E ที่ 211 ล้านบาท (-72% YoY) และ 849 ล้านบาท (+301% YoY) ตามลำดับ เราคงคำแนะนำ "ซื้อ" PLANB ที่ราคาเป้าหมาย 7.00 บาท อิง 2021E PER 32.0x  เรามองว่าปี 2020E เป็นปีที่สื่อของ PLANB ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 แต่เราเชื่อมั่นว่าปี 2021E จะเป็นปีทองของ PLANB จากผลประกอบการที่จะกลับมาเติบโตโดดเด่นอีกครั้ง


Company Report


( + ) ASIAN (ซื้อ/ปรับเป้าขึ้นเป็น 12.00 บาท) ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงยังแข็งแรง และความต้องการอาหารแช่แข็งฟื้นตัวขึ้น

          เราปรับคำแนะนำขึ้นเป็น "ซื้อ" จากเดิม"ถือ" และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 12.00 บาท อิง 2020E PER ที่ 9.7x (ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) ปรับเพิ่มจากเดิมที่ 6.70 บาทจากการปรับกำไรขึ้น และเราปรับ PER มาอยู่ที่ 9.7x ปรับลงจากเดิมที่ 12.5x เพราะเราปรับ adjust outliner ที่ผิดปกติออก แม้เราคาดว่า 2Q20 จะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี แต่เรามองแนวโน้มการดำเนินงานใน 2H20E ยังมีความต้องการจาก 1)ภาคร้านอาหารและโรงแรมฟื้นตัวขึ้นหลังคลายการปิดเมืองส่งผลดีต่อกลุ่มอาหารแช่แข็ง ขณะที่ 2)อาหารสัตว์เลี้ยงยังมีแนวโน้มดีกว่าปีก่อนและมีลูกค้ารองรับจนถึงต.ค.20 และ 3) กลุ่มอาหารสัตว์น้ำจะเข้าสู่ช่วง High season ของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำใน 3Q20 เราคาดว่าผลประกอบการ 2020E จะอยู่ที่ 670 ล้านบาท +405% YoY ปรับเพิ่มจากประมาณการเดิมที่ 292 ล้านบาท เพราะปรับเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นจาก 10% เป็น 14.5% เพราะบริษัทสามารถบริหารอัตรากำไรขั้นต้นได้ดีกว่าที่คาด (16.6% ใน 1H20 เทียบกับที่เราคาดเพียง 10%) อย่างไรก็ตามเราคาดว่า อัตรากำไรใน 2H20E จะลดงจากครึ่งปีแรก (แต่คาดเพิ่ม YoY) เนื่องจากคาดสัดส่วนอาหารแช่แข็งซึ่งมีมาร์จิ้นไม่สูงประมาณ 7-9% เพิ่มขึ้น ขณะที่เราปรับยอดขายอาหารสัตว์ปี 2020Eเพิ่มขึ้น 6% เป็นประมาณ 3.27 พันล้านบาทจากเดิมที่ 3.1 พันล้านบาทเพื่อสะท้อนการที่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเป็นที่รู้จักจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เราคาดไว้รวมถึงการสามารถปรับปรุง debottleneck ในขบวนการผลิตได้ ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น และ outperform SET +2% ใน 1 เดือนเพราะแนวโน้มความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่ดีและการฟื้นตัวของความต้องการภาคร้านอาหาร ปัจจุบัน ASIAN เทรดที่ 2020E PER ที่ 9x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 9.7x โดยมี key catalyst คือ ความต้องการจากภาคร้านอาหารและโรงแรมฟื้นตัวหลังผ่อนคลายการปิดเมือง ขณะที่ความเสี่ยงคือความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน


( + ) BGC (ปรับขึ้นเป็น ซื้อ/ปรับเป้าขึ้นเป็น 14.70 บาท) 2H20E กลับมาสดใสจากการฟื้นตัวการบริโภค

          ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น "ซื้อ" (จากเดิม "ถือ") โดยปรับประมาณการขึ้น และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 14.70 บาท จากเดิมที่ 10.50 บาท อิง SOTP สาเหตุหลักมาจาก 1) การฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ 2H20 มีแนวโน้มดีขึ้น จากยอดขายแก้วในเดือน ก.ค. พลิกกลับมาเป็นบวก +1% YoY จากเดิมที่ปรับตัวลงติดลบใน 2Q20 ที่ -25% YoY, 2) แนวโน้มของ gross profit margin มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ -31% YoY และราคาต้นทุนเศษแก้วยังคงทรงตัวอยู่ในกรอบ 3.00-3.40 บาท/kg และ 3) GPM ของธุรกิจพลังงานไฟฟ้าอยู่ในระดับสูงที่ 57% ซึ่งสูงกว่าที่เราคาดไว้ที่ 49% นอกจากนี้เราคาด Efficiency rate และ Utilization rate มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากการปิดเตาหลอม 1 แห่ง ใน จ.ขอนแก่น  ทั้งนี้เราปรับกำไรสุทธิปี 2020E ขึ้น +45% เป็น 672 ล้านบาท (+31% YoY) และปรับกำไรสุทธิปี 2021E ขึ้น +40% เป็น 773 ล้านบาท (+15% YoY) เพื่อสะท้อนการฟื้นตัวของผู้บริโภค โดยประมาณการกำไรสุทธิปี 2021E ยังไม่รวมดีล M&A และการขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศ  ราคาหุ้นกลับมา outperform ตลาดได้ราว +18% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นผลจากสถานการณ์ COVID-19 ที่คลี่คลายและอนุญาตให้ขายแอลกอฮอล์ได้ปกติ และการฟื้นตัวของผู้บริโภคที่เร็วกว่าคาด ปัจจุบัน BGC เทรดที่ 2020E PER = 12.9x (-1SD below 5-yr average PER 15.6x)


( 0 ) RPH (ซื้อ/ปรับเป้าลงเป็น 6.80 บาท) กำไรสุทธิผ่านจุดต่ำสุดแล้วใน 2Q20 เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวใน 3Q20E

          เราคงคำแนะนำ "ซื้อ" แต่ปรับลดประมาณการ และราคาเป้าหมาย โดย rollover ราคาเป้าหมายเป็นปี 2021E ที่ 6.80 บาท อิง PER 34.0x (เดิม ราคาเป้าหมายปี 2020E ที่ 8.40 บาท อิง PER 37.1x) RPH ประกาศกำไรสุทธิ 2Q20 อยู่ที่ 4 ล้านบาท (-78% YoY, -88%QoQ) ต่ำกว่าเราคาดมาก จาก 1) รายได้ลดลง -14% YoY, -25%QoQ จากผลกระทบของ COVID-19 ทำให้ผู้ป่วย IPD และ OPD มาใช้บริการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ, 2) GPM ปรับตัวลดลง YoY, QoQ จาก occupancy rate ปรับตัวลดลง และ 3) SG&A to total sales ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2020E/21E ลง -44% และ -29% จากการปรับรายได้และ GPM เพื่อสะท้อนผลกระทบจาก COVID-19 เราคาดกำไรสุทธิปี 2020E และปี 2021E ที่ 69 ล้านบาท (-29% YoY) และ 109 ล้านบาท (+59% YoY) ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น +5% ใน 1 เดือนที่ผ่านมาจากแนวโน้มผลประกอบการที่เริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ 3Q20E เรามองว่าปี 2020E เป็นปีที่ RPH ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 แต่เราเชื่อมั่นว่าปี 2021E จะเป็นปีทองของ RPH จากผลประกอบการที่จะกลับมาเติบโตโดดเด่นอีกครั้ง (+59% YoY) เรามองว่าราคาในปัจจุบันน่าสนใจ และยังไม่สะท้อนการเติบโตในปี 2020E-22E ที่ EPS CAGR สูงถึง 38%


Technical View


SET Index

          1286.18  +13.84 (+1.09%) // 43,868

          รอบฟื้นตัวยังมีระยะไปต่อ 

          กรอบการเคลื่อนไหว 1278-1293 จุด

  

          ดัชนีวานนี้มีทิศทางผันผวนในเชิงบวก โดยเปิดยืนบวกเล็กน้อย แกว่งตัวแคบๆ ตลอดครึ่งเช้าซึ่งทำจุดต่ำสุดของวันที่ 1274 จุด ก่อนที่จะได้แรงซื้อช่วงบ่ายดันดัชนีขึ้นมาทำ High 1287 จุด และทำปิดที่ 1286 จุด ส่งผลให้กราฟแท่งเทียนมีรูปแบบในเชิงบวกจากการยก High-Low ประกอบกับแนวรับ 1270 ของวันก่อนหน้า ถือว่าทำงานได้ดี รวมถึงการกลับขึ้นไปยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 5 วันได้ครั้งแรกหลังจากหลุดเมื่อต้นเดือนก.ย. อีกทั้งค่าสัญญาณของ RSI ที่ตัดค่าเฉลี่ยขึ้นมาได้ง ส่งผลให้รอบ Rebound น่าจะมีระยะไปต่อ แต่อาจจะไม่แรงเท่าวานนี้ ซึ่งคาดมีแนวต้าน 1290-1295 จุด ขณะเดียวกันมีแนวรับ 1270-1278 จุด  


          แนวรับ   1270-1278

          แนวต้าน  1290-1295


"หุ้นในดวงใจ"


          TU    ปิด  14.20  +0.30  +2.16%

          แนวรับ        13.90-14.10 

          แนวต้าน       14.50-14.80 

          Cut Loss  <  13.60  


          CHAYO   ปิด  7.65   +0.45  +6.25%

          แนวรับ        7.40-7.55

          แนวต้าน       7.80-8.00

          Cut Loss <   7.15


          Analyst: Phannapa Kemasurat (Reg. no. 60110)


News Summary


Market

          ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (15 ก.ย.) ขณะที่นักลงทุนจับตาผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะมีการแถลงในวันพุธตามเวลาสหรัฐ หรือในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีตามเวลาไทย ส่วนดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดในแดนบวก โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

          ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,995.60 จุด เพิ่มขึ้น 2.27 จุด หรือ +0.01% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,401.20 จุด เพิ่มขึ้น 17.66 จุด หรือ +0.52% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,190.32 จุด เพิ่มขึ้น 133.67 จุด หรือ +1.21%

          ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (15 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการที่จีนเปิดเผยข้อมูลผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยหนุนหุ้นกลุ่มเหมืองแร่, กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มสินค้าหรูหราของยุโรป 

          ดัชนี Stoxx Europe 600 บวก 0.66% ปิดที่ 370.96 จุด

          ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 5,067.93 จุด เพิ่มขึ้น 16.05 จุด หรือ +0.32%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 13,217.67 จุด เพิ่มขึ้น 24.01 จุด หรือ +0.18% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,105.54 จุด เพิ่มขึ้น 79.29 จุด หรือ +1.32%

          สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (15 ก.ย.) หลังมีรายงานว่าพายุเฮอร์ริเคน "แซลลี" กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่อ่าวเม็กซิโก ส่งผลให้มีการระงับการผลิตน้ำมันดิบในพื้นที่ดังกล่าวกว่า 1 ใน 4 ขณะที่นักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันนี้ 

          สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 1.02 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ปิดที่ 38.28 ดอลลาร์/บาร์เรล

          สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 92 เซนต์ หรือ 2.3% ปิดที่ 40.53 ดอลลาร์/บาร์เรล

          สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่สองเมื่อคืนนี้ (15 ก.ย.) ขณะที่นักลงทุนจับตาผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะมีการแถลงในวันพุธตามเวลาสหรัฐ หรือในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีตามเวลาไทย ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะส่งสัญญาณเดินหน้าใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินต่อไป

          สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 2.5 ดอลลาร์ หรือ 0.13% ปิดที่ 1,966.2 ดอลลาร์/ออนซ์


Economic & Company


ภาคธุรกิจขอ'พักหนี้'2ปี เสนอ ศบศ.พ่วงแผนกระตุ้นอสังหาฯ-'สมาคมแบงก์'ติงรอบคอบ

          ครม.ชง ศบค.เปิดประเทศ รับนักท่องเที่ยว ต.ค.นี้                    

          ศบศ.นัดถกเพิ่มกระตุ้นเศรษฐกิจ ส.อ.ท.ชงต่อพักหนี้ 2 ปี เพิ่มสภาพคล่อง ชี้ปีหน้าธุรกิจยังไม่ฟื้น ขอลดจ่ายดอกเบี้ย สมาคมธนาคารไทยย้ำต้องคำนึงถึงข้อดี-ข้อเสีย "คลัง" เล็งชงของบ 6 หมื่นล้านบาท ค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี ครม.ไฟเขียววีซ่าพิเศษ ดึงต่างชาติเที่ยวไทยยาว 9 เดือน หวังรายได้ ปีละ 1.2 หมื่นล้านบาท


ครม. เคาะใช้'งบพลาง'ปี63 ขีดเส้น3เดือน'8แสนล้าน

          ครม.อนุมัติกรอบใช้งบปี 63 ไปพลาง สัดส่วน 25% หรือ 8 แสนล้านบาท สำนักงบประมาณ ยัน พ.ร.บ.งบประมาณ 64 ล่าช้าแค่ 2 สัปดาห์ มั่นใจมีเงินเบิกจ่ายงบค่าสวัสดิการรัฐทุกรายการ ขณะที่ ครม.ไฟเขียว งบฟื้นฟู 1.3 หมื่นล้าน เน้นพัฒนาเกษตรแปลงใหญ่


โรงไฟฟ้าชุมชนเกิดแน่ NER-ACE-UAC พร้อม

          พลังงานการันตีโรงไฟฟ้าชุมชนเกิดแน่ ไม่มีการยกเลิก เหตุบรรจุในแผนราชการ 5 ปีแล้ว รองนายกฯ ชี้เกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าเสร็จตุลาคมนี้ ยังมั่นใจเปิดยื่นสิ้นปีได้ กระแสข่าวชี้ใครเตรียมพร้อมส่งผลดีกว่าเดิมเหตุควิกวินเพิ่มเป็น 200 MW ด้าน NER-ACE-UAC ตัวเต็งคว้าโครงการ


'สุพัฒนพงษ์' รื้อโรงไฟฟ้าชุมชน เปิดประมูลค่าไฟ-หวั่นกินรวบ

          "สุพัฒนพงษ์" รื้อใหญ่โรงไฟฟ้าชุมชน ตั้งเป้า 3 ปีรับซื้อไฟแค่ 200 MW เหตุไฟสำรองล้นเกิน เผยปรับเกณฑ์เงื่อนไขใหม่ กำหนด โควตาเชื้อเพลิง-พืชพลังงาน พร้อมให้ประมูลแข่งราคาค่าไฟฟ้า กำหนดผลประโยชน์คืนชุมชน จากเดิมฟิกซ์เรต หวั่นรายใหญ่ "กินรวบ" ทั้งระบบ ก.พลังงานแจงไม่ล้มโครงการแน่


AP ลุยแนวราบ 16 โครงการ ย้ำยอดขายปีนี้ 3.35 หมื่นล.

          AP เดินเกมรุกแนวราบ ลุยเปิด 16 โครงการใหม่ มูลค่า 1.75 หมื่นล้านบาท ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ปั๊ม Backlog เพิ่มจากเดิมราว 4.93 หมื่นล้านบาท กินยาวถึงปี 2566 บิ๊ก "รัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ" การันตียอดขายปีนี้ตามฝัน 3.35 หมื่นล้านบาท หลัง 8 เดือนแรกทำได้แล้ว 2.14 หมื่นล้านบาท          


IIG มั่นใจรายได้ Q3 โตต่อเนื่อง ดันปี 63 รายได้-กำไรสุทธิโตไม่ต่ำกว่า 30%

          IIG มั่นใจผลงานไตรมาส 3/63 โตต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายได้ CRM-จัดหาบุคลากรแตะ 100 ล้านบาท หลังมีมูลค่าสัญญารายปี 267 ล้านบาท ตุนแบ็กล็อก 277 ล้านบาท นำเสนองาน 264 ล้านบาท คาดได้งาน 70-80% ดันรายได้-กำไรสุทธิปี 63 โตไม่ต่ำกว่า 30%


NWR คว้างาน AOT มูลค่า 9.71 พันล้านเติม Backlog ในมือ

          NWR คว้างานใหญ่ AOT ก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 3 และ Taxiway D Extension และงาน Perimeter Taxiway ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มูลค่าโครงการ 9.71 พันล้านบาท และงานของกรุงเทพมหานคร 2 โครงการ มูลค่ารวม 940 ล้านบาท เติม Backlog เพิ่ม


          ที่มา: บล.เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ประจำวันที่ 16 ก.ย. 2563

บทวิเคราะห์ฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอและเผยแพร่บทวิเคราะห์ให้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนทั่วไป โดยจัดทำขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูลที่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชนอันเชื่อถือได้ และมิได้มีเจตนาเชิญชวนหรือชี้นำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์แต่อย่างใด ดังนั้นบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้บทวิเคราะห์ฉบับนี้ทั้งทางทางตรงและทางอ้อม และขอให้นักลงทุนใช้ดุลพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจลงทุน

  • ผู้โพสต์ มิ้ว
  • 2020-09-16 10:59:44
  • 104

ผู้สนับสนุน