เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


THE DARK NEWS

  • 2020-06-23 10:10:29
  • 901

คำแนะนำจาก 10 เซียนหุ้น ใครเสียมาก-ใครเสียน้อย? เมื่อ ธปท.ออกคำสั่ง"การ์ดอย่าตก"


ธปท. ใช้อำนาจสั่งการให้ 1.) ธนาคาร และนอนแบงก์ลดเพดานดอกเบี้ยเงินกู้ที่คิดจากสินเชื่อผู้บริโภคลง และ 2.) ธนาคารระงับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้กับผู้ถือหุ้น และระงับการซื้อหุ้นคืนเพื่อรักษาระดับเงินกองทุนเอาไว้ในภาวะที่เศรษฐกิจถูกกระทบอย่างรุนแรงจากสถานการณ์โรคระบาด 


บล.เคจีไอ(ประเทศไทย)

ธนาคารไม่ถูกกระทบมากนักจากการลดเพดานดอกเบี้ยเงินกู้ 

          การลดเพดานดอกเบี้ยเงินกู้ที่คิดจากสินเชื่อผู้บริโภคจะส่งผลกระทบกับธนาคารน้อยมาก เพราะสินเชื่อผู้บริโภคในส่วนของบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 8% ของ KBANK เท่านั้น ในขณะที่ของ SCB และ KTB คิดเป็นแค่ 6% และการคิดดอกเบี้ยเงินกู้ก็จะจะต่ำกว่าเพดานอยู่แล้ว ในขณะเดียวกัน สินเชื่อจำนำทะเบียนของ TISCO และ KKP ก็คิดที่อัตราต่ำกว่า 15% ดังนั้นทั้งสองธนาคารจึงไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากการปรับอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. ทั้งนี้ เพื่อความอนุรักษ์นิยม เราได้ทดลองปรับลด yield ลง 1% จะทำให้กำไรของ KBANK และ TISCO ลดลงเกือบ 3% ในขณะที่กำไรของ KTB และ SCB จะลดลง 2% ในขณะที่กำไรของ BBL จะลดลงไม่ถึง 1% 

นอนแบงก์จะถูกกระทบหนักกว่า 

          ในบรรดาหุ้นกลุ่มนอนแบงก์ เรามองว่า MTC จะถูกกระทบเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ KTC จะถูกกระทบปานกลาง แต่ SAWAD จะถูกกระทบหนัก โดย  MTC กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อจำนำทะเบียนไว้ที่ 20 -21% และสินเชื่อ Nanao ไว้ที่ประมาณ 25-26% ซึ่งเมื่อใช้อัตราดอกเบี้ยใหม่แล้ว yield ที่ลดลงจากสินเชื่อ Nano จะส่งผลกระทบกับกำไรของ MTC ประมาณ 1-3% ส่วนในกรณีของ KTC ต้องลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตลง 2% และลดอัตราดอกเบี้ย P-Loan ลง 1% (จากปัจจุบันคิดที่ 26%) ซึ่ง yield ที่ลดลงจะส่งผลกระทบกับกำไร 5-6% แต่อย่างไรก็ตาม เราคาดว่ากำไรของ SAWAD จะถูกกระทบหนักกว่าที่ 7-8% หากไม่รวมสินเชื่อที่ดิน หรือประมาณ >14% หากรวม yield ที่ลดลงจากสินเชื่อที่ดิน

ไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อลิสซิ่ง และเช่าซื้อ 

          แม้ตลาดจะมีความกังวลว่าจะลดดอกเบี้ยสินเชื่อซื้อมาก่อนหน้านี้ แต่ ธปท. ก็ไม่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อลิสซิ่ง และเช่าซื้อ ดังนั้น จึงช่วยคลายกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันต่อมาร์จิ้น ของธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อ H/P สูง อย่างเช่น TISCO, KKP, TMB และ TCAP  

ธนาคารถูกสั่งระงับการจ่ายปันผลระหว่างกาล -ส่งสัญญาณคุณภาพสินทรัพย์มีแนวโน้มแย่ลง 

          เพื่อรักษาฐานเงินทุนเอาไว้สำหรับรองรับ NPL ใหม่ที่ตามความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และเพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อใหม่ในวัฏจักรการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ธปท. จึงสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของธนาคาร และเตรียมความพร้อมของทุนรองรับแผน 1-3 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นการแสดงถึงมุมมองที่เป็นลบจากความกังวลเรื่อง NPL และการกันสำรอง เรามองว่าธนาคารที่จ่ายปันผลสูงอย่างเช่น BBL TISCO และ KKP จะเผชิญแรงขาย ในขณะที่ธนาคารที่มีเงินกองทุนขั้นที่ 1 และความกังกวหนี้จะกดดัน TMB SCB KBANK 

Valuation and action

          มาตรการช่วยเหลือรอบสองของ ธปท. ส่งผลลบต่อธนาคาร และนอนแบงก์ทุกแห่ง ซึ่งถูกบีบให้ช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มขึ้น และสถาบันทุกแห่งก็ต้องเตรียมตัวรับสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ หากสถานการณ์โรคระบาดยืดเยื้อนานขึ้น ก็อาจจะมีการขยายมาตรการให้ความช่วยเหลือระยะสั้นอีก ซึ่งเท่ากับว่าประมาณการกำไรของทั้งกลุ่มธนาคาร และ non-bank ยังมี downside เพิ่มอีก 

บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)

 การออกมาตรการดังกล่าวถือเป็นประโยชน์ต่อลูกหนี้รายย่อยที่ได้ดอกเบี้ยถูกลง และได้ขยายระยะเวลาพักชำระหนี้ แต่ในทางกลับกันถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมที่กระทบต่อผู้ประกอบการทุกราย ที่ต้องหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และแข่งขันเพื่อขยายฐานลูกค้าบนเงื่อนไขของอุตสาหกรรมใหม่ ในขณะเดียวกันต้องควบคุมหนี้เสียให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเข้มงวดในการคัดเลือกลูกค้ามากขึ้น   นอกจากนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าผลกระทบจะยาวนานขนาดไหน เนื่องจาก ธปท. ยังไม่ได้ระบุถึงกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการใช้มาตรการ (มาตรการช่วยเหลือระยะที่ 1 มีระยะเวลา 6 เดือน)

 ผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มการเงิน

          - KTC, AEONTS: การปรับลดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตจาก 18% เหลือ 16% กระทบต่อกำไรสุทธิ FY20 ประมาณ -6% และ -9% ตามลำดับ 

          - MTC: ผลกระทบเชิงลบโดยตรงจากมาตรการนี้จำกัด เนื่องจากปัจจุบันบริษัทคิดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล 20%-21% ซึ่งต่ำกว่าเพดานดอกเบี้ยใหม่อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามผลจากภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสหากรรมทำให้บริษัทมีการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อรักษาอัตราการเติบโตของบริษัทไปแล้วก่อนหน้านี้

          - SAWAD: แม้ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ใหม่ แต่หากรวมค่าธรรมเนียมแล้วจะสูงกว่าอยู่เล็กน้อย อย่างไรก็ตามการขยายวงเงินช่วยบรรเทาผลเชิงลบ ส่งผลให้กำไร FY20 กระทบราว -3% ถึง -4%

บล.เคทีบี (ประเทศไทย)  

 มีมุมมองเป็นลบต่อการปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยลงที่ทำให้รายได้ดอกเบี้ยปรับตัวลง และมี Downside risk ต่อประมาณการ โดยได้ประเมินผลกระทบ ดังนี้

           ( - ) กลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Finance): เรามีมุมมองเป็นลบ โดยเรียงลำดับผลกระทบจากมากไปน้อย คือ ผู้ประกอบการที่ปล่อยสินเชื่อบัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด (AEONTS และ KTC) ที่รายได้หลักจะลดลงสูง โดยเฉพาะ AEONTS ที่ลูกหนี้มีฐานเงินเดือนเฉลี่ยที่ต่ำกว่า 30,000 บาท (คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80-90%) รองลงมาเป็นกลุ่มผู้ให้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ (SAWAD และ MTC) ที่ได้รับผลกระทบต่ำจาก loan yield เฉลี่ยที่ต่ำกว่า 24% และสุดท้ายกลุ่มเช่าซื้อที่ไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัย จากการขยายระยะเวลาพักชำระค่างวดเพิ่มขึ้นจากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือน มิ.ย. นี้ โดยมีรายละเอียดแยกแต่ละประเภทสินเชื่อ ดังนี้

           สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อบัตรกดเงินสด ที่อัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวลง 2% และ 3% ตามลำดับ โดยเราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจะมีผลกระทบต่อกำไรสุทธิเรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ AEONTS กระทบกำไรสุทธิ FY2021E-22E ที่ -17%/-19% และ KTC กระทบกำไรสุทธิปี 2020E-21E ที่ -7%/-15% ทั้งนี้จากการสอบถาม KTC และ AEONTS จะเพิ่มการควบคุมค่าใช้จ่ายเพื่อชดเชยรายได้ที่ลดลง นอกจากนี้ AEONTS คาดว่าจะเพิ่มวงเงินให้ลูกหนี้เป็น 2 เท่าเหมือนในช่วงปี 2017 ที่มีการลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต แต่จะพิจารณาเป็นรายกรณี เนื่องจากยังมีความกังวลต่อความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ของลูกหนี้ (Fig.3)

           สินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็น 24% จาก 28% เราประเมินว่าจะไม่กระทบต่อ SAWAD, MTC อย่างมีนัย เนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 21.9% และ 21.7% ตามลำดับ ทั้งนี้เราประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงทุกๆ 1% จะกระทบต่อกำไรสุทธิปี 2020E ของ SAWAD และ MTC ที่ -4.1% และ -5.6% ตามลำดับ (Fig.4)

 ด้านราคาหุ้นปรับตัว และ Underperform SET ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา คาดได้สะท้อนแนวโน้มที่ ธปท. จะเข้ามาควบคุมสินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้นแล้ว รวมทั้งราคาหุ้นในกลุ่มธุรกิจบัตรเครดิตอย่าง KTC ปรับตัวลง -19% ตั้งแต่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมานั้น (Fig.5) ใกล้เคียงกับช่วงที่มีการปรับลด อัตราดอกเบี้ยบัตรเดรคิตจาก 20% เป็น 18% ในช่วงเดือน มิ.ย. - ก.ค. 2017 ที่ปรับตัวลง -23% แล้ว (Fig.6) ในขณะที่ราคาหุ้น AEONTS ปรับตัวลง -18% มากกว่าช่วงเดือน มิ.ย. - ก.ค. 2017 ที่ -9% เกิดจากการลดอัตราดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดเหลือ 25% (ลดลงต่ำกว่า loan yield บัตรกดเงินสดบริษัทที่ 26.4%) เพิ่มขึ้นจากปี 2017 ที่ควบคุมเพียงการลดวงเงินสินเชื่อ โดยเรายังคงน้ำหนักการลงทุนในกลุ่ม Finance เป็น "มากกว่าตลาด" และ Top-pick เป็น MTC (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 63.00 บาท)

 ( - ) กลุ่มธนาคาร (Bank): เรามีมุมมองเป็นลบเล็กน้อย แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลกระทบในส่วนของสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล แต่สัดส่วนสินเชื่อดังกล่าวของกลุ่มฯมีไม่เยอะต่ำกว่า 10% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิในปี 2020E ของกลุ่มฯ (Fig.7) ประมาณ 1-8% (แต่มี KTB โดนผลกระทบเยอะสุดที่ -19% เพราะมีบริษัทลูกเป็น KTC) ขณะที่ประกาศรอบนี้ไม่มีมาตรการที่ให้ลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเช่าซื้อจากก่อนหน้าที่จะให้ EIR-2% ซึ่งผลกระทบรอบนี้น้อยกว่าที่เราเคยคาดไว้ โดยเราคาดว่าจะส่งผลให้หุ้นกลุ่มเช่าซื้ออย่าง TISCO, KKP, TMB มีแรงซื้อกลับได้ โดยเรายังคงน้ำหนักกลุ่มธนาคารเป็น "เท่ากับตลาด" เลือก BBL เป็น Top pick ราคาเป้าหมาย 130.00 บาท

บล.โนมูระ พัฒนสิน  

 มองว่าประกาศดังกล่าวเป็น Sentiment เชิงลบต่อกลุ่มธนาคาร แม้ระดับเงินกองทุน (CAR ratio) ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ณ ปัจจุบัน ที่ 19.6% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ ธปท ที่ 12% แต่ประกาศดังกล่าว Implied ได้ว่า ธปท.อาจเห็นสัญญาณของผลกระทบ COVID-19 ต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และคุณภาพสินทรัพย์อาจเลวร้ายกว่าที่ ธปท. เคยประเมินก่อนหน้า นอกจากนี้ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารมักตอบรับเชิงลบต่อการแทรกแซง ของ ธปท.

           ธนาคารที่มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลคือ BBL (2.0 บาท ใน 1H19), KBANK (0.5 บาท ใน 1H19), KKP (1.5 บาท ใน 1H19) และ SCB (1.5 บาท ใน 1H19) ส่วน KTB, TISCO และ TMB จ่ายปันผลปีละ 1 ครั้ง ดังนั้นราคาหุ้นของธนาคารที่มีการจ่ายปันผลระหว่างกาล อาจเผชิญแรงกดดันที่มากกว่า ทั้งนี้ negative sentiment จะมากกับธนาคารที่จ่ายปันผลระหว่างกาล อย่าง KKP SCB BBL KBANK เพราะผู้ถือหุ้นมีความคาดหวังต่อเงินปันผล ซึ่งปกติจะจ่ายจำนวนเงินที่แน่นอนทุกปี ก็ต้องรอไปจ่ายทีเดียวรอบปลายปี ส่วนธนาคารที่ impact น้อยคือ TISCO KTB TMB เพราะจ่ายปันผลปีละครั้ง อย่างไรก็ตามหากมองในมุมเงินปันผลที่มีแนวโน้มลดลงนั้นคาดว่าเกิดกับทุกธนาคารเพราะแนวโน้มกำไรอ่อนตัวลง

           ด้านราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ SET ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เพราะ valuation ปรับตัวลงมาเทรดที่ระดับเพียง 0.4-0.5x PBV ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้แรงซื้อกลับเข้ามา แต่อย่างไรก็ดี จากประเด็นข่าวดังกล่าว รวมถึง ธปท. มีการประกาศให้งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงของ COVID-19 มากกว่าที่คาดไว้ และเราคาดว่าจะส่งผลให้ราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารปรับตัวลดลงได้ เพราะนักลงทุนที่ต้องการเงินปันผลจะทยอยขายออกมา

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) 

   โดยรวมเป็นลบกับกลุ่มไฟแนนซ์ เพราะปัจจุบันคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลเท่ากับเพดานใหม่ และคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำต่ำกว่าเพดานใหม่อยู่แล้ว คงคำแนะนำซื้อ MTC (ให้ราคาพื้นฐาน 58 บาท เน้นซื้ออ่อนตัว) เนื่องจากถูกกระทบจากมาตรการใหม่น้อยที่สุด โดยปัจจุบันคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคล 25% ต่อปี เท่ากับเพดานใหม่อยู่แล้ว และคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำ 21% ต่อปี ต่ำกว่าเพดานใหม่ที่ 24% ต่อปี

 แต่..กระทบธนาคารพาณิชย์ไม่มาก เพราะธนาคารพาณิชย์มีสัดส่วนสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลต่ำ (5-10% ของสินเชื่อรวม) ฝ่ายวิจัยฯ DBS ยังคงให้ TISCO เป็นหุ้น Top pick ในกลุ่มแบงค์ (ให้ราคาพื้นฐาน 87 บาท เน้นซื้ออ่อนตัว) โดยธนาคารไม่มีสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน และสินเชื่อจำนำที่มีอยู่ 16% ของสินเชื่อรวม ก็คิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 13-14% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าเพดานใหม่มาก

บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ 

   ถือเป็น sentiment เชิงลบต่อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ดี จะเห็นว่าไม่เฉพาะธปท.เท่านั้น ที่ประกาศมาตรการไม่ให้ธนาคารพาณิชย์จ่ายเงินปันผลและไม่ให้ซื้อหุ้นคืน แต่เป็นมาตรการของธนาคารกลางของหลายๆ ประเทศที่เป็นคนริเริ่ม และพร้อมใจกันประกาศแนวนโยบายคล้ายๆ กันหมด ทั้งนี้การเตรียมเงินกองทุนเพื่อรองรับ สถานการณ์ดังกล่าว ถือเป็นการเตรียมตัวพร้อมรองรับสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนของผลกระทบโควิด-19 ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจไทย และยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร  ดังนั้นการเตรียมการดังกล่าว มองว่าน่าจะเป็นผลดีในระยะยาว เสริมภูมิคุ้มกัน สร้างความแข็งแกร่งต่อเงินกองทุนของกลุ่มธนาคาร และน่าจะบรรเทาปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต สำหรับการไม่จ่ายปันผลระหว่างกาลของกลุ่มธนาคารพาณิชย์  กระทบเพียงธนาคารที่จ่ายปันผลระหว่างกาลเท่านั้น อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์คลี่คลาย ก็อาจไปรวมจ่ายปันผลตอนสิ้นปีที่เดียวได้  มองว่าข่าวดังกล่าวเป็นเพียง sentiment เชิงลบ หากราคาหุ้นถูกขายลงมาอย่างหนัก เป็นโอกาส "ทยอยรับ" เมื่อราคาอ่อนตัว 

บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) 

 กลุ่มแบงก์ถูกกระทบอย่างหนัก ทั้งการลดดอกเบี้ยนโยบาย และการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ตามาตรการของ ธปท. ซึ่งล่าสุดได้ออกมาตรการระยะ 2 ที่มีการลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ 2-4% พร้อมกับการขอให้แบงก์งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลและงดซื้อหุ้นคืน แน่นอนว่าเป็นปัจจัยลบเชิง Sentiment ต่อหุ้นกลุ่มแบงก์และตลาดรวม แต่เราอยากให้มองอีกด้านว่า BANK INDEX แกว่ง Underperform ตลาดมากอยู่แล้ว ขณะที่ เงินกองทุนของแบงก์อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง และปันผลคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากของเงินกองทุน ถ้า COVID-19 ไม่ระบาดรอบ 2 และแบงก์สามารถจัดทำแผนบริหารเงินกองทุนเพื่อสะท้อนความเสี่ยงในปัจจุบันได้เร็ว ปันผลระหว่างกาลที่งดจ่ายจะเป็นเพียงการเลื่อนเพื่อทบไปจ่ายเป็นปันผลเต็มปีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย อาจชะลอการลงทุนหุ้นกลุ่มแบงก์ไปก่อน และถ้าอยากได้ปันผลระหว่างกาล เราได้คัดหุ้นใน SET100 ที่มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลน่าสนใจไว้ให้ ซึ่งได้แก่ ADVANC/ INTUCH/ DTAC/ PTT/ SCC/ BPP/ TPIPP/ TTW/ LH/ SPALI

บล. โกลเบล็ก 

 คาดส่งผลเชิงลบด้านจิตวิทยาต่อการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารในวันนี้โดยเฉพาะหุ้นที่เคยจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล

           แนวโน้มกำไร 2Q63 จะลดลงทั้ง yoy และ qoq จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 เต็มไตรมาสซึ่งธนาคารได้มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าและประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงแล้ว 2 ครั้งในเดือนเม.ย.และพ.ค. ขณะที่มีความกังวลเรื่อง NPL มากขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

           แนะนำ Underweight หุ้นกลุ่มธนาคารในระยะสั้น ขณะที่ระยะยาวหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่จะได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจฟื้นตัว

 บล.กสิกรไทย  

 ธปท. ออกคำสั่งให้ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายเงินปันผลในปี 63 ซึ่งนับเป็นสัญญาณเชิงลบต่อคุณภาพสินเชื่อในครึ่งปีหลัง ขณะที่ปันผลรายปีในอนาคตอาจต้องปรับลดลง 

 นอกจากนี้ ธปท. ก็ออกคำสั่งปรับลดส่วนต่างดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยลง ซึ่งจะกระทบ NIM ของ KTC AEONTS และ SAWAD แต่มองว่าจะกระทบ MTC ไม่มากนัก 

 ด้วยสภาวะ NPLs ที่ดูเหมือนจะแย่ลงในครึ่งปีหลัง เราจึงมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่ม AMCs โดยเลือก BAM เป็นหุ้นเด่น แนะนำหลีกเลี่ยงกลุ่มธนาคาร 

บล.กรุงศรี

 คำสั่งดังกล่าวย่อมสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผล เมื่อไม่มีเงินปันผลย่อมจูงใจให้นักลงทุนขายออกโดยเฉพาะธนาคารขนาดกลางที่มีการจ่ายปันผลสูงอาทิ KKP และ TCAP และจะเห็นการ Switch เงินลงทุนไปยังหุ้นอื่นๆ ที่มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลในระดับเดียวกัน อาทิ INTUCH และ ADVANC

  • ผู้โพสต์ natsinee
  • 2020-06-23 10:10:29
  • 901

ผู้สนับสนุน