เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2020-07-12 08:00:02
  • 492

คนรวย “ทิ้ง” หุ้น-กองทุน ตุนเงินสด คนจนหนี้บวม ระทึกปีนี้หนี้ครัวเรือนพุ่ง 90% ของ GDP

“คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น” ยังคงเป็นภาพที่เด่นชัดยิ่งขึ้น แม้ในช่วงไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด จนสถานการณ์ดีขึ้นในวันนี้ ทำให้คนจนยังแบกหนี้พอกพูน “ทิ้งห่าง”บรรดาเศรษฐีเจ้าสัวทั้งหลาย ที่ทวีความมั่งคั่งยิ่งขึ้น มาดูข้อมูลตลาดเงินฝากกับตลาดลูกหนี้รายย่อยกัน


คอหวยคงจำกันไม่ลืมว่า ช่วงโควิด-19 ระบาดรุนแรง ดับฝันการตรวจรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือ ลอตเตอรี่ งวดวันที่ 1 เม.ย. 2563 ออกไปจากปกติที่จะได้ตรวจวันที่ 16 เม.ย. ที่ผ่านมา เพราะบอร์ดกองสลากฯ มีมติให้เลื่อนการออกรางวัล งวดวันที่ 16 เม.ย. 2563 ไปก่อน และยังให้หยุดขายลอตเตอรี่ออกไปด้วยถึง 3 งวด (งวดวันที่ 16 เม.ย. ,2พ.ค. และ 16 พ.ค.) ซึ่งกลับมาขายใหม่วันที่ 1 มิ.ย. 2563 ส่วนคนซื้อลอตเตอรี่งวดวันที่ 1 เม.ย. ฝันค้างจนถึงวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา จึงจะได้ตรวจรางวัลกัน

มาดูฝั่งคนรวยเล่นหุ้นกันในช่วงโควิดตลาดหุ้นทิ้งดิ่งในช่วงวันศุกร์ที่ 13 มี.ค. 2563   ดัชนีไหลลงต่ำสุดที่ 969.08 จุด และตลาดหุ้นถูกเซอร์กิต เบรกเกอร์แค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อครั้ง และกลับมาเปิดซื้อ-ขายหุ้นได้ตามปกติ ซึ่งในช่วงเวลานั้นไม่มีใครรู้ว่าโควิดจะร้ายแรงแค่ไหน  นักลงทุนที่รู้งาน คนรวยที่มีกุนซือมือโปรดูแลพอร์ต “สั่งเทขาย” หุ้น กองทุนรวม สินทรัพย์เสี่ยงต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ ออกเพื่อกอดเงินสดไว้ก่อนอย่างเดียว ดันยอดเงินฝากในระบบแบงก์ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ข้อมูลจากทีมงานของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ในช่วง 5 เดือนยอดเงินฝากรวมของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ กระฉูดถึง 1.1 ล้านล้านบาท หรือ 8.4% จากสิ้นปีที่แล้ว ซึ่งต่างกับ 5 เดือนแรกของปี 2562 ที่ยอดเงินฝากรวมเพิ่มขึ้นราว 1.9 แสนล้านบาทเท่านั้น  

ซึ่งยอดเงินฝากที่โตก้าวกระโดดช่วงดังกล่าว เป็นผลมาจากแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนไทย ทำให้ไหลทะลักเข้ามากองอยู่ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์นั่นเอง โดย 5 เดือนแรก ยอดเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ ขยายตัวถึง 14% อีกด้วย

ช่างเป็นภาพที่ “สวนทาง” กับทิศทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำ และการไล่แจกเงินเยียวยา “เราไม่ทิ้งกัน”ของรัฐบาลที่ต้องเข้ามาช่วยเหลือกลุ่มต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มคนตกงานที่มีอาชีพอิสระ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มเปราะบางต่างๆ รวมเป็นเม็ดเงินกว่า 4 แสนล้านบาท

ขณะที่สภาพของคนจนที่มีหนี้สินท่วมตัวล่าสุด ไตรมาส 1/2563 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี (มูลค่าเศรษฐกิจไทย) เพิ่มขึ้นแตะ ระดับ 80.1% แล้ว หรือมูลค่าหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 13,479 ล้านล้านบาทสูงสุดในรอบ 4 ปี

ตัวเลขเหล่านี้ เป็นเงาสะท้อนว่า ภาคครัวเรือนกำลังเผชิญปัญหาการหดตัวของรายได้  ซึ่งเร็วกว่า ภาระหนี้ที่ต้องจ่าย  ขณะที่เศรษฐกิจหดตัวเร็วเช่นกัน และยิ่งไตรมาส 2 ที่เศรษฐกิจถูกล็อคดาวน์ คนตกงานไม่มีรายได้  ปัญหาหนี้พอกมากขึ้นกว่าไตรมาสแรกแน่นอน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังประเมิน “แนวโน้ม” สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะขยับขึ้นไปถึง 88-90%ของ GDP ซึ่งแบงก์ชาติได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยติดลบ 8.3% ยิ่งตอกย้ำปัญหาเชิงโครงสร้างหนี้ครัวเรือนไทยที่เปราะบางยิ่งขึ้น และคาดปัญหาหนี้คนไทยนี้จะลากยาวต่อเนื่อง 1-2 ปีข้างหน้า ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก 

นับเป็นโจทย์ใหญ่เฉพาะหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ โดยเฉพาะแบงก์ชาติ  ฝั่งเจ้าหนี้ทั้งแบงก์และนอนแบงก์ ยังต้องคอยมอนิเตอร์ลูกหนี้รายย่อยอย่างใกล้ชิด และช่วยเหลือประคองกลุ่มลูกหนีเรายย่อย ให้ผ่านพ้นระยะวิกฤตินี้ไปให้ได้ก่อน 

อย่างไรก็ตาม ในสภาวะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่งจะกลับมา หลังจากถูกล็อคดาวน์ประเทศไปนานราว 2-3 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มลูกหนี้รายย่อยที่ตกงานไม่มีรายได้ประจำและกลุ่มที่ถูกปรับลดชั่วโมงการทำงาน ขาดความสามารถในการชำระหนี้แน่นอน ซึ่งหนี้หลักๆของรายย่อย คือ ผ่อนบ้านผ่อนรถ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด แม้ตอนนี้ แบงก์ชาติมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ทั้งยืดหยี้ พักหนี้ ลดภาระจ่ายที่จะเกิดจากการถูกปรับผิดนัดชำระหนี้ ช่วยประคองสถานะไม่ให้ตกเป็นลูกหนี้เสีย หรือ NPL (หนี้ที่ค้างจ่ายเกิน 3 เดือน) ก็ตาม แต่เมื่อมาตรการต่างๆเหล่านี้หมด ลูกหนี้เหล่านี้ฟื้นตัวไม่ทัน ช่องทางทำมาหากินมีรายได้ไม่เท่าเดิมแล้ว ก็ย่อมเป็นลูกหนี้เสียหรือ NPL ตามมาแน่นอน หลายเป็นลูกหนี้ติดแบล็คลิสต์ที่มีประวัติ(ทางการเงิน) เสียโดยปริยาย ในปีนี้จะเห็นคนชนชั้นกลางติดแบล็คลิสต์กันเพิ่มมากขึ้น

หากดูข้อมูลที่น่าสนใจจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา คือ คนไทยกลุ่ม Gen Y และ Z กำลังเป็นกลุ่มที่เป็นหนี้เร็วขึ้น โดยกลุ่มอายุ 30 ปี มีหนี้ติดตัวแล้ว (ยังไม่นับรวมหนี้ กยศ. และหนี้นอกระบบ) คิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งหรือ 50%ของจำนวนคนอายุ 30 ปี ทั้งหมด และในจำนวนคนมีหนี้ พบว่า 1ใน 5 หรือ20%ของคนกลุ่มนี้ ตกชั้นอยู่ในกลุ่ม NPLแล้ว หรือติดแบล็คลิสต์  ซึ่งจะทำให้ในอนาคต เข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้ยืมกัยสถาบันการในระบบได้ และสุดท้ายต้องหันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบที่แบกดอกเบี้ยกู้ที่อัตราสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลไหนๆ แก้ไม่ตก แต่เอามาหาเสียงทุกพรรค ช่วงนี้คงต้องดูโฉมหน้าปรับคณะรัฐมนตรีของ “บิ๊กตู่” กันเร็วๆนี้

  • ผู้โพสต์ chisanupong
  • 2020-07-12 08:00:02
  • 492

ผู้สนับสนุน