เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2020-07-19 08:00:01
  • 322

จับตา “ทีมเศรษฐกิจ-ผู้ว่าธปท.” ชุดใหม่

By วิไล อักขระสมชีพ 

ไขก๊อกไปแล้วรองนายกรัฐมนตรี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” และ 4 กุมารทีมเศรษฐกิจ นำโดย อุตตม สาวนายน รมว.คลัง สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษา และกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นใบลาออกเป็นทางการมีผลตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. 2563 ซึ่งเป็นวันครบรอบจัดตั้งรัฐบาล 1 ปีเต็ม


หลังจากนี้คงต้องจับตาดูนายกรัฐมนตรี “พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา” จะสรรหาใครมานั่งตำแหน่งที่ว่างลงแทนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและ 4 กุมารชุดเก่าที่แท็กทีมทำงานเป็นเอกภาพ ซึ่งต้องยอมรับในจุดแข็งชุดหัวหน้าทีม “สมคิด” จริงๆ

เพราะโจทย์เศรษฐกิจที่รอแก้บนโลกหลังโควิด มีความยากซับซ้อนกว่าที่ผ่านมาแน่นอนในช่วงรอยต่อของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่จะเข้ามารับหน้า

โดยงานใหญ่ที่ตกค้างในช่วงรอยต่อจากนี้ ได้แก่ เรื่องแรก เดินหน้ามาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ เป็นเจ้าภาพหลักในพิจารณาโครงการต่างๆ ที่หน่วยราชการต่างแห่ยื่นเข้ามาในรอบแรกที่ตัดยอดไปแล้ว (5 มิ.ย.2563) มีจำนวนมากกว่า 4.6 หมื่นโครงการ วงเงินรวมพุ่งกว่า 1.44 ล้านล้านบาทแล้ว ซึ่งสภาพัฒน์ฯ ชงให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณารอบแรกอนุมัติออกมาแล้วเพียง 5 โครงการ วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากที่เน้นการจ้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชน

อีกงานใหญ่ คือ การพิจารณาร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่งผ่านวาระแรกไปในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร  โดยงบปี 2564 เพิ่มขึ้นจากงบปี 253 ประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือ 3.1% และจะขาดดุลงบราว 6.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบปี 2563 ที่ขาดดุล  4.69 แสนล้านบาท และยังมีงบกลางหรือที่รู้กันว่าเป็นงบ ”ตีเช็คเปล่า” อีก 6.14 แสนล้านบาท

ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้านี้ ยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์โควิด-19 ที่สุ่มเสี่ยงระบาดรอบต่อๆมา และนอกประเทศก็ยังมียอดผู้ติดเชื้อใหม่สูง จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ใครๆก็กลัวว่า อาจจะเห็นการกลับมา “ล็อกดาวน์” ประเทศกันอีกครั้ง โดยเฉพาะการล็อกดาวน์ในประเทศไทย ที่มีอาการน่าเป็นห่วงว่า “จะไม่ได้รับความร่วมมือ” จากประชาชนและภาคธุรกิจเหมือนรอบแรกแล้ว เพราะชีวิตชาวบ้านต้องทำมาหากินจะมาล็อกดาวน์ส่วยๆก็ใช่ความรับผิดชอบของชาวบ้านแล้ว สะท้อนจากการประท้วงในเมืองระยองที่ข้าราชการ-รัฐบาล ร่วมกันทำ ”การ์ดตก” เอง ปล่อยให้คณะทูตอียิปต์ เดินลอยนวล “นำเชื้อ” เข้าประเทศไทย ซึ่งมีความเสี่ยงจะเป็นคลื่นใต้น้ำต่อต้านรัฐบาลได้

ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ชี้จุดเสี่ยงหลักๆ ที่กระทบการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยในงานประชุมนักวิเคราะห์ ดังนี้ 

1. แผลเป็นเศรษฐกิจ จากผลกระทบของการระบาดโควิดที่ทำให้ต้องล็อกดาวน์ประเทศ กิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกิจต้องปิดชั่วคราว ทำให้เกิดภาวะ”ส่วนเกิน”ทั้งด้านกำลังการผลิตและคนงาน ที่ปัจจุบันยังมีส่วนเกินเหลืออยู่มาก เพราะผู้ประกอบการหันมาใช้ AI แทนแรงงาน  ธปท. มีความห่วงสุด ปัญหาคนว่างงาน  

และหากเกิดการระบาดของโควิดรอบใหม่ ยิ่งสร้างความไม่แน่นอนต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของธุรกิจหลักๆ อย่างท่องเที่ยวจะยากขึ้น ด้านการค้าส่งออกที่ขึ้นกับเศรษฐกิจโลก ล้วนแต่กระทบต่อศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ธปท.คาดว่าอาจต้องใช้เวลาถึง 2 ปี หรือปี 2565 จึงจะเห็นเศรษฐกิจไทยกลับมาสู่ภาวะปกติเหมือนปี 2562

2. ปัญหาผิดนัดชำระหนี้ของธุรกิจและครัวเรือนไทยที่จะเพิ่มขึ้นรวดเร็ว โดยคาดว่าปีนี้ หนี้ครัวเรือนไทยสูงเกิน 80%ของGDP ที่ติดลบ 8.3% แน่นอน ขณะที่ ธปท. ยื่นมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เอสเอ็มอีและรายย่อย ซึ่งผ่อนผันให้สถาบันการเงินสามารถพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย (โดยยังคิดอัตราดอกเบี้ยกู้อยู่ในช่วงพักหนี้) ได้จนถึงสิ้นต.ค. 2563 เท่านั้น  และมีการให้ซอฟท์โลน(สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) เพื่อเสริมสภาพคล่องชั่วคราว

ดังนั้น หากไม่มีการต่ออายุมาตรการช่วยเหลือ ลูกหนี้ทั้งหลายจะเข้าสู่โลกแห่งความจริง ซึ่งอาจมีบางส่วนที่สามารถมีชีวิตไปต่อได้ แต่มีบางรายที่ไปต่อไม่ไหวและตกชั้นเป็นหนี้เสียหรือ NPL ซึ่งช่วงนี้ ธปท. กำลังเตรียมมาตรการเพิ่มเติม คือ กลไกการปรับปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ที่มีเจ้าหนี้หลายราย และขยายบทบาทของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ซึ่งจะเหมือนช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540

3. ปัญหาตราสารหนี้ภาคเอกชนบางกลุ่มอาจถูกปรับลด”อันดับความน่าเชื่อถือ” จากการตกชั้นหนี้ของสถาบันการเงิน

4. ปัญหาราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงินปรับตัวขึ้นแรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินไทยมีความผันผวน

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าแบงก์ชาติ “วิรไท สันติประภพ” กล่าวในงานประชุมนักวิเคราะห์ ว่า .เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 แล้ว  หลังจากรัฐบาลคุมสถานการณ์โควิดได้ ต่อจากนี้จะเป็นช่วงของการให้น้ำหนักสู่ช่วงการ”ฟื้นฟู”เศรษฐกิจ ที่จะต้องทำพร้อมกับเรื่อง“จ้างงาน”  ซึ่งเป็นอีกโจทย์ยาก เพราะโลกใหม่หลังโควิดไม่เหมือนเดิม

“หัวใจที่สำคัญ คือ จะต้องทำให้เกิดกำลังซื้อ (คนต้องมีงานทำมีรายได้) จะช่วยดันให้เศรษฐกิจกลับมาได้”

ผู้ว่า ธปท. ย้ำว่า ที่ผ่านมาได้ทำงานสอดประสานนโยบายต่างๆกับภาครัฐ โดยใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะนโยบายดอกเบี้ยต่ำ 0.50% การลดภาระดอกเบี้ยกู้-ค่าปรับให้ลูกหนี้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องต่างๆ กับทีมเศรษฐกิจชุดเก่าของรัฐบาล ที่ใช้นโยบายการคลัง ที่อัดฉีดเงินใส่เศรษฐกิจอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย ภายใต้การกู้วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท

ผู้ว่าธปท. ย้ำว่า ช่วงจากนี้ต่อไปในระยะข้างหน้า ภาคการคลังจะต้องเป็นพระเอกแล้ว โดยจะต้องใช้นโยบายการคลังที่ตรงจุดและทันการณ์ จะมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างมากโดยเฉพาะการสนับสนุนการจ้างงานและช่วยธุรกิจ  รวมถึงรักษาระดับศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจ และเอื้อต่อการปรับตัวสู่โลกใหม่หลังโดวิด

ช่วงเวลานี้ จับตานายกรัฐมนตรี ที่จำใจต้องเปลี่ยนม้ากลางศึกชุดใหญ่ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” และ4 รัฐมนตรี ใหม่ที่จะมานั่งแทนทีมเก่า โดยเฉพาะ “รมว.คลัง คนใหม่” ที่ต้องรับศึกใหญ่ของการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยบนโลกหลังโควิด 

ถือเป็นจังหวะเวลาใกล้เคียงกับการเฟ้นหา “ผู้ว่า ธปท.คนใหม่” ที่จะมาแทน ”ผู้ว่าฯ วิรไท” ซึ่งใกล้จะหมดวาระในเดือน ก.ย. 2563 นี้ ซึ่งในวันที่ 17 ก.ค. 2563 คณะกรรมการสรรหาผู้ว่า ธปท. คนใหม่ มีการประชุมหารือการนัดสัมภาษณ์แสดงวิสัยทัศน์ของผู้ยื่นสมัครที่มี 6 รายได้แก่ คนใน ธปท. 2 ราย คือ นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท.  และ นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท.และคนนอกอีก 4 ราย ซึ่งมีม้ามืดวิ่งแรงแซงโค้ง ยื่นใบสมัครเป็นคนสุดท้ายในวันปิดรับสมัครรอบสอง วันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา คือ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน  ธปท. และยังเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีที่แต่งตั้งปีที่แล้ว  การเฟ้นผู้ว่า ธปท.คนใหม่ น่าจะพอเห็นเค้าลางหน้าตา ได้ว่า จะเข้ามาทำงานตอบโจทย์นายกรัฐมนตรี “บิ๊กตู่”ของเรา

เหลือแต่ลุ้นหน้าตาหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและ 4 รมว.ชุดใหม่ว่าเป็นใคร  มีความเป็นเอกภาพในการบริหารและสามารถทำงานร่วมกับผู้ว่า ธปท.คนใหม่ เพื่อสอดประสานนโยบายการเงินการคลังในช่วงรอยต่อของการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่มีมรสุมหลายลูกรออยู่โดยเฉพาะความเชื่อมั่นทั้งจากนักธุรกิจ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงประชาชนด้วย

  • ผู้โพสต์ chisanupong
  • 2020-07-19 08:00:01
  • 322

ผู้สนับสนุน