เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2020-07-26 07:00:01
  • 1068

แบงก์ชาติดับไฟร้อนเงินบาทสวิง วัดใจสหรัฐประเมินผลสิ้นปีนี้

By วิไล อักขระสมชีพ

ประเทศไทยเจอข่าวร้อนอีกแล้วเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าด้วยเรื่องรายงานวิเคราะห์ของต่างชาติ “UBS” มองว่าประเทศไทย “สุ่มเสี่ยง” อาจจะถูกกระทรวงการคลังสหรัฐ จับตาจะ “ขึ้นบัญชีดำ” เรื่องการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อให้ได้เปรียบในการส่งออกสินค้าไปสหรัฐ

 

ร้อนถึงแบงก์ชาติตัดสินใจออกมาทำความเข้าใจในกรณีที่ประเทศไทยและไต้หวันอาจจะถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จับตาว่าเป็นประเทศที่มีการแทรกแซงค่าเงิน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้ากับสหรัฐฯ นั้น “จันทวรรณ สุจริตกุล” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายสื่อสารและความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวย้ำว่า ธปท. ได้หารือกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงินโลก  ที่ทำให้ตลาดมีความผันผวนสูง เรื่องการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทย

รวมทั้งชี้แจงถึงความจำเป็นของ ธปท. ที่ต้องเข้าดูแลเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินในบางช่วงจังหวะเวลาที่มีเงินทุนไหลเข้าอย่างเฉียบพลันจากการปรับมุมมองของนักลงทุนเกี่ยวกับสถานการณ์ในตลาดการเงินโลกและในประเทศอุตสาหกรรมหลัก

“ธุรกรรมของ ธปท. ในตลาดเงินตราต่างประเทศ มิได้มุ่งหวังที่จะบิดเบือนค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้ากับคู่ค้าของไทย เห็นได้จากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปได้ทั้ง 2 ทิศทาง ทั้งอ่อนค่าและแข็งค่า ไม่ได้ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง และการทำธุรกรรมในตลาดเงินตราต่างประเทศของ ธปท. เป็นไปทั้ง 2 ทางเช่นกัน คือ มีทั้งการซื้อและการขายเงินตราต่างประเทศ ตามปริมาณเงินทุนเคลื่อนย้ายที่เข้าออกอย่างผันผวนและรวดเร็ว” โฆษกแบงก์ชาติแจกแจง

หากมาดูข้อมูลการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงปีนี้ ก็พบว่ามีการเคลื่อนไหวสองทิศทาง เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่ผ่านมา จะเห็นคลื่นความผันผวนสูงมาก ทั้งแข็งค่าและอ่อนค่าสลับกันไปมา 2 ทิศทาง เริ่มจาก 2 สัปดาห์แรกต้นปีนี้ เปิดตลาดค่าเงินบาทอ่อนค่าเคลื่อนไหวบริเวณ 30.27/29 บาทต่อดอลลาร์  เทียบกับสิ้นปี 2562  ค่าเงินบาทหลุดมาแข็งค่าสุดอยู่ที่ระดับ 29.96 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งแบงก์ชาติยอมรับเองว่า จำเป็นต้องแทรกแซงค่าเงินบาท เพราะมีปริมาณธุรกรรมที่เบาบาง เมื่อมีบางธุรกรรมเคลื่อนไหว ส่งผลกระเพื่อมต่อค่าเงินบาทปรับตัวแรง

แต่พอเข้าสู่ช่วงปลายเดือน ม.ค. เริ่มเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดในจีนอย่างรุนแรง และถือเป็นปัจจัยใหญ่ของโลก ฝั่งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบหนักสุดจากการที่นักท่องเที่ยวจีนหายไป และภาคท่องเที่ยวไทยตกวูบ ทำให้ค่าเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าอย่างรวดเร็วเช่นกัน 

ขณะที่ประเทศไทย เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงเวลาใกล้กัน และรัฐบาลได้ประกาศปิดเมืองเพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดในช่วง มี.ค.- พ.ค.  โดยหยุดกิจกรรมต่างๆทางเศรษฐกิจ ห้ามคนเดินทางซึ่งทุกคนยอมรับผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมาคือ ภาวะเศรษฐกิจดิ่งลงแรง  ขณะที่นักลงทุนต่างชาติต่างเทขายหุ้นและตราสารหนี้ในไทย เพื่อนำเงินออกนอกประเทศ  ส่งผลให้ช่วงเวลาดังกล่าว ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่า โดยช่วงเดือนเมษายน ค่าเงินบาทอ่อนค่าสุดที่ระดับ 32.58 บาทต่อดอลลาร์

แต่เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดในไทยเริ่มคลี่คลายลงช่วงเดือนพ.ค. และรัฐบาลเริ่มทยอยปลดล็อกดาวน์ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาอีกครั้ง  ปรากฏว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดในต่างประเทศขยายวงกว้างและเกิดขึ้นในประเทศใหญ่  นำโดยสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น นักลงทุนลดถือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง กระทบต่อค่าเงินบาท พลิกกลับมา “แข็งค่า” อีกครั้ง   

แต่พอเข้าเดือน มิ.ย. 2563  เงินบาทแข็งค่าสุดราว 30.87 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงปลายเดือนแล้ว และกลับมาแข็งค่าในช่วงเดือน ก.ค. นี้ อยู่ที่ประมาณ 31.70 บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งปรับตัวอ่อนค่าลงมาราว 3.2% จะเห็นว่า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนสูงจริงๆ

ขณะที่ข้อมูลดุลบัญชีเดินสะพัดรายเดือนของประเทศไทยในช่วง 5 เดือนแรก ของปี 2563 นี้ เริ่มจากเดือนม.ค. เกินดุล 3,179  ล้านดอลลาร์  และเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5,195 ล้านดอลลาร์ แต่เดือนมี.ค.  เกินดุลฯ ปรับลดฮวบลงมาอยู่ที่ 544 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลกระทบหนักจากรายได้ท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป และการส่งออก ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องถึงเดือน เม.ย. ที่ทำให้ขาดดุลฯ  654 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยปิดเมือง และค่าเงินบาทอ่อนค่าสุด ส่วนเดือน พ.ค. กลับมาเกินดุลเพียง 64 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น

สำหรับเกณฑ์การขึ้นบัญชีดำหรือแบล็คลิสต์มีกำหนดไว้ 3 ข้อ คือ 1. การได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐตั้งแต่ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป 2. มีการแทรกแซงค่าเงินต่อเนื่องเกินกว่า 6 เดือนในรอบ 1 ปีย้อนหลัง และมีการเข้าซื้อเงินดอลลาร์เกินกว่า 2%ของขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ประเทศ และ 3 มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 2% ของ GDP

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ข้อมูลต่างๆเพิ่งผ่านมา 6 เดือนเท่านั้น  จึงต้องติดตามดูสถานการณ์ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ว่า แบงก์ชาติจะบริหารจัดการอย่างไรภายใต้แรงกดดันของตลาดกี่เงินโลกที่มีความผันผวนสูง บนโลกที่มีแต่ความไม่แน่นอนสูง และจะนำไปสู่การเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อที่ถูกแบล็คลิสต์ปั่นค่าเงินหรือไม่

โดยปกติ กระทรวงการคลังสหรัฐจะมีการติดตามและประเมินผลในช่วงปลายปี ซึ่งจะประกาศผลในช่วงต้นปีถัดไป สำหรับเมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยในช่วงเวลาที่เกิดภาวะค่าเงินผันผวนสูง ก็ถูกขู่อาจจะถูกแบล็คลิสต์ปั่นค่าเงิน เช่นกัน ซึ่งผลประเมินที่กระทรวงการคลังสหรัฐ ประกาศออกมาเมื่อต้นปีนี้เองว่า  ประเทศไทย “ไม่ถูก” แบล็คลิสต์แทรกแซงค่าเงิน เพราะฉะนั้นคงต้องติดตามผลประเมินฉากสุดท้ายในปลายปีนี้กัน

  • ผู้โพสต์ nongnapas
  • 2020-07-26 07:00:01
  • 1068

ผู้สนับสนุน