เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2020-09-06 08:30:02
  • 272

แจก 3 พัน-จ้างเด็กจบใหม่-เพิ่มเงินท่องเที่ยว

By วิไล อักขระสมชีพ

ลางร้ายเศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือปีนี้ ออกอาการอ่อนแอ “หน่วงหนัก” ขึ้นไปอีก เพราะปมการเมืองของรัฐบาล “บิ๊กตู่” ที่ต้องเสาะหาขุนคลังคนใหม่ ที่เป็นคนนอกและมีราคีน้อย ช่วยเรียกความเชื่อมั่นทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศได้นั้น น่าจะ ”ยากขึ้น” ทุกที 


เพราะบรรดามืออาชีพที่เป็นคนนอกรัฐบาล อาทิ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ นายแบงก์หนุ่ม นายกรัฐมนตรีเจรจาทาบทามด้วยตัวเอง ก็ถูกปฏิเสธด้วยคำที่ขลัง “เมียห้าม (รับตำแหน่ง) ครับ” แล้วหวยก็มาออกที่คนนอกนายแบงก์รุ่นเก๋า “ปรีดี ดาวฉาย” ที่หลุดเข้าติดบ่วงเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอยู่ไม่ถึงเดือน ก็ไขก๊อก ”ลาออก” ดีกว่าเมื่อเห็นไส้เห็นพุงกันแล้ว

ใครจะมาเป็นขุนคลังคนต่อไป เป็นความน่ากลัวจากนี้ที่ต้องจับตา เพราะหากได้ “นักการเมือง” หรือ “ร่างทรง” เข้ามานั่งเก้าอี้ขุนคลัง ก็จะมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นมาอีกตัว คือ ความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนต่อประเทศไทย ตามด้วย ความไม่ต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายการคลัง  เพราะตลอดช่วงที่ผ่านมา แบงก์ชาติยกให้ กระทรวงการคลังที่เป็นผู้ดำเนินนโยบายการเป็น “พระเอก” ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้า พร้อมกับชี้ 3 จุดเสี่ยงใหญ่ ได้แก่ “คนรายได้ลดลง-ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ-โควิดระบาดรอบ2” ที่เป็นความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย โดยแบงก์ชาติฝากความหวังกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากนี้

ซึ่งรัฐบาลก็จัดให้ตามคำเรียกร้อง เพราะหลังการลาออกของอดีตขุนคลัง”ปรีดี” มีผลวันที่ 2 ก.ย. 2563 ซึ่งเป็นวันเดียวกับการประชุมนัดแรกของศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019หรือ ศบศ. ที่มีนายกรัฐมนตรี “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา”เป็นประธาน ได้ออกมาตรการชุดใหญ่ใช้งบ 6.8 หมื่นล้านบาทอีกระลอก

โดยมี 3 มาตรการใหญ่กระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่ มาตรการแรกเป็นการกระตุ้นการบริโภคเม็ดเงินถึง 4.5 หมื่นล้านบาท สำหรับช่วยเหลือค่าครองชีพส่วนหนึ่งให้แก่ผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อย พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ แผงลอยคนละไม่เกิน 3,000 บาท ซึ่งจะต้องเป็นคนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปโดยคาดว่าจะมีจำนวนร้านค้าราว 8 หมื่นรายที่ได้รับเงินแจกครั้งนี้

มาตรการที่สองเป็นเรื่องการจ้างงานเด็กจบใหม่ จำนวน 2.6 แสนตำแหน่ง จะใช้เม็ดเงินราว 2.3 หมื่นล้านบาท โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบไม่เกิน 50 % ของเงินเดือน หรือไม่เกิน 7,500 บาท ให้กับนายจ้าง เป็นเวลา 1 ปี (ต.ค.63- ต.ค.64) โดยค่าจ้างระดับปริญญาตรี อยู่ที่ 15,000 บาท , ปวส. 11,500 บาท และ ปวช. 9,400บาท โดยเด็กจบใหม่จะต้องมีอายุไม่เกิน 25 ปี หรือเกิน 25 ปีได้แต่ต้องจบการศึกษาปี 2562และ2563 ส่วนนายจ้างที่เข้าโครงการนี้ จะต้องมีเข้าระบบประกันสังคมและเงื่อนไขเลิกจ้างลูกจ้างเดิมไม่เกิน15% ภายใน 1 ปีด้วย

มาตรการที่สาม เป็นเรื่องกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งจะมีทั้งขยายมาตรการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เพิ่มเติม ด้วยการให้สิทธิจองที่พักจาก 5 คืนเป็น 10 คืน หรือเพิ่มเงินช่วยค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวจาก 1,000 บาทเป็น 2,000บาท ซึ่งจะต้องรอเข้าครม.สัปดาห์นี้ก่อน รวมทั้งจะเสนอให้เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทยเฉพาะพื้นที่ อย่างภูเก็ตโมเดล แต่ก็ต้องมาจัดทำแผนป้องกันการแพร่ระบาดโควิดออกมาด้วย 

ซึ่งมาตรการแพ็คเกจชุดนี้ที่ออกมา ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานที่อดีตรมว.คลัง “ปรีดี” ได้มีส่วนร่วมทำด้วยกันมาทิ้งทวน 

ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มขยับเขยื้อนได้มากขึ้น หลังรัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ไปเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างกลับมา โดยในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจได้ปรับตัวดีขึ้น แม้ยังอยู่ในอัตราติดลบแต่ก็ลดน้อยลง ซึ่งตัวชี้วัดที่ดีขึ้น คือ การบริโภคภาคเอกชน “หดตัวน้อยลง” ทั้งจากการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว ทำให้ร้านค้าต่างๆค้าขายกันได้มากขึ้น และภาคการส่งออกก็ “ติดลบน้อยลง”เนื่องจากหลายๆประเทศคลายล็อคดาวน์เช่นกัน แต่ก็มีเรื่องมูลค่าส่งออกทองคำแฝงอยู่มากด้วย

แต่ขณะเดียวกัน ยังมีเครื่องชี้เศรษฐกิจอีกหลายตัวที่อาการยัง “ไม่ดีขึ้น” ตั้งแต่การนำเข้าหดตัวสูง นำโดยสินค้าอุปโภคบริโภคติดลบแรง สินค้าทุนก็นำเข้าอยู่ระดับต่ำมาก สอดรับไปกับภาคอุตสาหกรรมที่ยังมีส่วนเกินของกำลังการผลิต “เหลืออยู่มาก” ล้วนสะท้อนความต้องการทั้งในและต่างประเทศยังคงอยู่ระดับต่ำต่อเนื่อง และส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนยังติดลบหนักขึ้นไปอีก ต่อเนื่องจากที่ผ่านมา ซึ่งภาพนี้เห็นจากคนตกงานเยอะขึ้น คนที่ทำงานอยู่ ก็มีรายได้ “ลดลง” แต่หนี้สินยังท่วมตัว แบงก์ชาติมองว่า หากในระยะยาวปีหน้า เอกชนยังไม่มีการลงทุนอีก จะเห็นปัญหาใหญ่กว่านี้คือ ประเทศไทย “ไม่มีโอกาส”จะหลุดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง  ซึ่งก็แปลว่าจะเห็นคนจนก็จนเยอะขึ้น คนรวยรวยกระจุก เป็นอีกโจทย์เรื้อรังของประเทศที่รัฐบาลไหนก็แก้ไม่ได้

สำหรับมุมมองของแบงก์ชาติ ยังมีความไม่มั่นใจว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะหดตัว “มากขึ้น” หรือ “น้อยลง” ภายใต้ความไม่แน่นอนของ 3  เสี่ยงข้างต้น

ส่วนปัจจัยใหม่ที่เพิ่มเข้ามาจาก มาตรการแพ็คใหญ่ผ่านเม็ดเงินเกือบ 7 หมื่นล้านบาทของรัฐบาล ที่จะอัดฉีดในรอบนี้ จะสามารถจุดไฟเศรษฐกิจให้ลุกโชนได้แรงแค่ไหน และหน้าตา”ขุนคลังคนใหม่” จะเป็นการเดิมพันอนาคตรัฐบาลอีกครั้ง ซึ่งคงต้องติดตามผลกันต่อไป

อย่างน้อยก็จะได้ยินเสียงสะท้อนของบรรดานักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์สถาบันวิจัยต่างๆ ที่จะออกมาวิเคราะห์กันตามด้วยประกาศปรับ GDP ปีนี้และปีหน้าว่า “จะติดลบน้อยลง” หรือไม่ ส่วนแบงก์ชาติ ที่เดิม คาด GDP ปีนี้และปีหน้าไว้ที่-8.1% และ 5% ก็เตรียมจะปรับใหม่อีกครั้งในช่วงเดือนกันยายนนี้

  • ผู้โพสต์ gobmariam
  • 2020-09-06 08:30:02
  • 272

ผู้สนับสนุน