เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2020-09-13 06:00:01
  • 347

วิกฤติหนี้รายย่อย ...ก่อตัว ซ้อนวิกฤติเศรษฐกิจหลังโควิด

By วิไล อักขระสมชีพ

หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ตกต่ำมานานหลายปี คือ”หนี้ครัวเรือน”ที่อยู่ระดับสูงและสะสมต่อเนื่อง ฉุดรั้งการบริโภคและการลงทุน ทำให้คนไทยขาดภูมิคุ้มกันเมื่อเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ตอกย้ำความเปราะบางของภาคครัวเรือนไทย


สะท้อนได้จากที่แบงก์ชาติปฏิบัติการเชิงรุกตั้งแต่ต้นปีนี้ ด้วยการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยในเดือนม.ค. 2563  และเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิดรุนแรงในเดือนมี.ค. 2563 ก็ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ชุดใหญ่ทั้งรายย่อยและเอสเอ็มอี  และกลางปีนี้ก็ออกมาตรการเพิ่มเติมอีก และขยายระยะเวลาช่วยลูกหนี้ถึงเดือนตุลาคม แต่บางมาตรการก็สิ้นสุดเดือนธันวาคมนี้

ผลของมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เหล่านี้ จากข้อมูลล่าสุด ณ 31 ก.ค. 2563 มีลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินทั้งสิ้น 7.2 ล้านล้านบาท จำนวนรวม 12.5 ล้านบัญชี โดยลักษณะการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ลูกหนี้รายย่อยและลูกหนี้ธุรกิจนั้น ครอบคลุมทั้งการเลื่อนพักชำระหนี้ การลดภาระผ่อนชำระต่อเดือนด้วยการขยายระยะเวลาชำระหนี้ตามสัญญา การลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ตามสัญญาใหม่

โดยประกอบด้วย 2 กลุ่มหลักๆ ดังนี้ 1 ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์ มียอดหนี้รวม 4.3 ล้านล้านบัญชี จำนวนลูกหนี้6.1 ล้านบัญชี ในจำนวนนี้จะเป็นสินเชื่อธุรกิจราว 2.6  ล้านล้านบาท จำนวน  4 แสนราย  และสินเชื่อรายย่อย ยอดหนี้ 1.7 ล้านล้านบาท จำนวน 5.7 ล้านราย และ2 ลูกหนี้ของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ มียอดหนี้รวม 2.9 ล้านล้านบาท จำนวน 6.4 ล้านราย

แม้ภาพโดยรวมแบงก์ชาติประเมินออกมาในเวลานี้คือ จะมีจำนวนลูกหนี้ทั้งสินเชื่อรายย่อยและธุรกิจ “สัดส่วนสูง” ที่ไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือต่อไปหลังมาตรการช่วยเหลือสิ้นสุด  

แต่สำหรับลูกหนี้ในส่วนที่เหลือนั้น ก็อาการหนักอยู่ จนแบงก์ชาติสั่งให้เจ้าหนี้ “เร่งดำเนินการ” ปรับโครงสร้างหนี้ หรือผ่อนปรนการชำระหนี้ต่อไป หลังจากมาตรการช่วยเหลือที่เคยได้รับสิ้นสุดลง เพื่อช่วยพยุงลูกหนี้เหล่านี้ ช่วงระหว่างที่รอให้สถานการณ์โควิด 19 คลี่คลายลง และเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นในอนาคต

ซึ่งขณะนี้มี"โครงการ DR BIZ การเงินร่วมใจ ธุรกิจไทยมั่นคง" สำหรับช่วยเหลือลูกหนี้ธุรกิจที่มีเจ้าหนี้สถาบันการเงินหลายรายให้มีกลไกจัดการหนี้กับสถาบันการเงินทุกแห่งได้อย่างเบ็ดเสร็จ 

ส่วนลูกหนี้รายย่อย เป็นการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้หลายก้อนด้วยวิธีการรวมหนี้ เช่น สามารถเอาหนี้จากบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล จำนำทะเบียนรถ มาปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการรวมหนี้กับสินเชื่อบ้าน เพื่อใช้ประโยชน์จากหลักประกันที่เป็นบ้าน ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยที่ลดลงต่อไปได้ตามความสามารถของแต่ละราย

แต่ลูกหนี้กลุ่มนี้ เป็นที่รับรู้กันแล้วว่า เป็นการยื้อชีวิตลูกหนี้ไม่ให้เป็นลูกหนี้เสียหรือ NPL  แม้ว่าจะมีบางรายที่ตก อยู่ในสภาพ “ลูกผีลูกคน”   ก็ตาม

ตอกย้ำด้วยข้อมูลจากงานวิจัยของทีมศึกษาร่วมกันของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  กับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์  เรื่อง“เจาะความท้าทายใหม่ของหนี้ครัวเรือนไทยในวิกฤติโควิด-19 จากข้อมูลสินเชื่อที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือ” ชี้ว่า หลังมาตรการระยะแรกเริ่มหมดไปแล้ว ในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ก็เห็นสถานการณ์ได้ชัดเจนมากขึ้น  เมื่อพิจารณาลักษณะการเข้ามาตรการของบัญชีทั้งหมด พบว่า 70.5% เป็น “การเลื่อนชำระหนี้” ซึ่งส่วนหนึ่งอาจสะท้อนถึงการมีปัญหาในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในวงกว้าง 

ส่วนอีก  25.8% เป็นการลดอัตราการชำระ และ 3.7% เข้ามาตรการสำหรับหนี้เสีย (ปรับโครงสร้างหนี้ หรือคลินิกแก้หนี้) 

ขณะที่ผู้กู้ส่วนใหญ่ (76.1%) มีสินเชื่อเข้ามาตรการเพียง 1 บัญชี แต่ก็มีผู้กู้อีก 7.3% ที่เข้ามากกว่า 2 บัญชี และอีก 4.9% ยังได้สินเชื่อใหม่เพื่อเป็นสภาพคล่องฉุกเฉินด้วย

ภาพสะท้อนที่เห็น คือ สินเชื่อที่เข้ามาตรการช่วยเหลือมีลักษณะ “กระจุกตัว “ ทำให้บางพื้นที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะภาคอีสานตะวันออก ที่มีสัดส่วนสินเชื่อเข้ามาตรการสูง  40-60% และส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งมีจำนวนบัญชีมาก และสินเชื่อบ้าน ที่มีขนาดมูลหนี้สูง  ซึ่งส่วนใหญ่ขอเลื่อนการชำระเป็นหลัก ส่วนกรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคใต้และเหนือตอนบน จะมีสัดส่วนสินเชื่อที่เข้ามาตรการสำหรับหนี้เสียสูงกว่าพื้นที่อื่น ๆ

งานวิจัย เตือนว่า  วิกฤติโควิด-19 ส่งผลทำให้ครัวเรือนจำนวนมากมีปัญหาในการชำระหนี้ ถือเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบวงกว้าง และสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสถานการณ์บานปลายกลายเป็น “วิกฤติหนี้รายย่อย” ขึ้นในอนาคต ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทย 

ความเปราะบางของหนี้ครัวเรือนในระยะข้างหน้า นับเป็นโจทย์ที่มีความท้าทายสุดๆ ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงจากความเสี่ยงที่จะเกิดโควิดระลอก 2 และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่อาจไม่รวดเร็วและทั่วถึง

  • ผู้โพสต์ chisanupong
  • 2020-09-13 06:00:01
  • 347

ผู้สนับสนุน