เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2020-09-28 16:07:49
  • 307

ธปท.บี้รัฐใช้มาตรการคลังให้ตรงจุดทันการณ์

By นางชายขอบ

“สัญญานเตือนให้ทุกคนรับมือเศรษฐกิจซึมตัวยาวไม่ต่ำกว่า 2 ปีข้างหน้า” เป็นข้อความสื่อสารออกมาจากการประชุมล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี และพร้อมใช้นโยบายการเงินที่เหมาะสมเมื่อจำเป็น


สำหรับการคงดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งเนื่องจาก กนง. เห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2563 นี้ มีอาการหดตัว “ลงลึกน้อย” กว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ขณะเดียวกัน ทิศทางการฟื้นตัวก็ชะลอตัวอย่างช้าลงด้วยเช่นกัน สาเหตุหลักมาจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ช้าลง ภายใต้ความเสี่ยงหลักจากต่างประเทศ คือโอกาสการแพร่ระบาดของโควิดระลอก2 มีโอกาสเกิดขึ้นสูงมาก

ซึ่งกนง. หวั่นเกรงว่าอาจจะเห็นการเกิดล็อคดาวน์เมืองเฉพาะพื้นที่ ซึ่งย่อมกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจรุนแรงอย่างแน่นอน นี่คือความเสี่ยงใหญ่ที่กนง. เป็นห่วงมากที่สุด

พร้อมกับเสียงเตือนให้ทุกคนทุกภาคส่วนรับมือในระยะข้างหน้า จากนายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ กนง. ว่า ถึงแม้เศรษฐกิจปีนี้จะไม่ลงลึกอย่างมี่คาดไว้ ซึ่งก็เป็นผลมาจาก GDP ไตรมาส 2 ที่ออกมาอยู่ระดับ 12.2% นั้น เป็นตัวเลขที่หดตัวไม่ได้มากอย่างที่คิด เมื่อความลึกตรงนี้น้อยลง จึงทำให้ปีนี้ทั้งปีไม่ลงลึก แต่ว่าการฟื้นตัวก็จะช้าลงไม่ต่ำกว่า 2 ปีนับจากวันนี้  กว่าจะเห็นการกลับมาเทียบเท่าช่วงก่อนเกิดโควิด ก็จะประมาณไตรมาส 3 ปี 2565 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการระบาดของโควิดยังไม่หายไปง่ายๆ แต่ในด้านเศรษฐกิจโลก พบว่ามีการฟื้นตัวดีขึ้น จึงได้ปรับคาดการณ์ มูลค่าส่งออกในปี 2563 นี้หดตัวอยู่ราว -8.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ดีขึ้นจากคาดเดิม -10.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านมูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ -13.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  ดีขึ้นจากคาดเดิม -16.2 พันล้านดอลลาร์ 

ส่วนปี 2564 คงคาดการณ์มูลค่าส่งออกขยายตัว 4.5 พันล้านดอลลาร์ไว้เท่าเดิม แต่ปรับด้านมูลค่าการนำเข้าขยายตัว 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มจากคาดเดิมอยู่ที่ 4.1 พันล้านดอลลาร์

“เรามองความเสี่ยงสำคัญมาจากด้านต่างประเทศ เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพิงต่างประเทศเยอะทั้งภาคส่งออกและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่ฃเมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดเดิม จึงมีการปรับตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้และปีหน้าลดลง” นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาศ เลขานุการ กนง. กล่าว

โดยตัวเลขประมาณการในปี 2563 ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล “ลดลง”มาอยู่ที่ 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากคาดเดิม 15.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และปี 2564 ลดเหลือ  14.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากคาดเดิม 20.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

กลับเข้ามาส่องดูเศรษฐกิจในประเทศ ยังมีหลุมดำหลายหลุมที่มีขนาดใหญ่และลึกอยู่ นั่นคือ ตลาดแรงงานยังคง “อ่อนแอ” การจ้างงานและรายได้ยังคงเปราะบางและจะใช้เวลาฟื้นตัวนาน เพราะภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้เร็ว  ทำให้ภาพของตลาดแรงงานไทยเวลานี้ มีทั้งคนตกงานจริง  คนเสมือนตกงาน คือ ยังไม่ให้ออก หรือมีสถานะเป็นพนักงานอยู่ แต่กิจการยังหยุดดำเนินการ คนมีงานทำแต่ถูกลดชั่วโมง ลดรายได้ลง ซึ่งจะต้องประคองต่อไปในช่วงระหว่างรอการฟื้นตัวกลับมาเท่าช่วงก่อนเดิดโควิดไม่ต่ำกว่า 2 ปีข้างหน้า จึงส่งกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนอย่างถ้วนหน้า นี่คือสภาวะการบริโภคภาคเอกชนของไทยในระยะต่อไป

หลุมดำใหญ่จากภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ที่มีสภาพคล่องทางการเงินระดับต่ำมากหรือที่เรียกกันว่าสายป่านสั้น แม้ที่ผ่านมา ธปท. จะพักชำระหนี้ให้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย การปรับลดค่างวด การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่างๆ รวมไปถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่มีบางธุรกิจเข้าถึงบ้าง เข้าไม่ถึงบ้างก็ตาม ถึงเศรษฐกิจจะกลับมาเปิด แต่การกลับมาฟื้นตัวของแต่ละธุรกิจแต่ละพื้นที่รายเมืองรายจังหวัดรายภูมิภาคก็ไม่เหมือนกัน  สภาพแต่ละลูกหนี้ฟื้นได้หรือไม่ได้ ก็ไม่เท่ากันด้วย  แต่ขณะนี้มาตรการเหล่านี้กำลังทยอยครบกำหนดช่วง”พัก”แล้ว หลังจากนี้ไปคือการเจรจาเป็นรายกรณีใครจะได้ไปต่อให้โอกาสดำเนินธุรกิจในข้างหน้า หรือใครจะถูกคัดออกมาอยู่กลุ่ม ICU แล้วเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ตามกฏหมาย  คงต้องเตรียมรับสภาพกันไป และนี่คืออีกความเสี่ยงใหญ่ในประเทศ ที่ทำให้ตลาดแรงงานมีความเปราะบาง

สิ่งที่กนง. ทำได้คือ บอกว่ามีการหารือถกกันอย่างมากเรื่องนี้ และภาคธุรกิจต้องใช้ระยะเวลานานในการปรับตัว จึงมีความเป็นห่วงกังวลมาก  และสรุปด้วยประโยค “ควรผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ทั้งหนี้ครัวเรือนและธุรกิจให้เกิดผลมากขึ้น” 

แต่เวลานี้มาตรการของธปท. กำลังจะสิ้นสุดลง จากนี้คงต้องรอดูบทบาทฝีมือของผู้ว่าการธปท.คนใหม่ “ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ”ที่จะเริ่มเข้ามารับตำแหน่ง 1 ต.ค.2563 นี้

โดยขณะนี้ กนง. ยังมีกระสุนเหลืออยู่ เพราะ ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 0.50%

อย่างไรก็ตาม กนง. ก็ออกตัวตลอดช่วงหลังๆว่า การดำเนินนโยบายการเงินต่อไปข้างหน้า คงไม่ใช่พระเอกแล้ว ต่อไปต้องเป็นนโยบายการคลัง จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน รวมถึงนโยบายการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วย แตาก็ต้องทำงานสอดประสานกันทั้ง3 ส่วนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดินไปข้างหน้าได้

โดยกนง. เสนอแนะให้มาตรการภาครัฐจำเป็นต้อง “ตรงจุดและทันการณ์มากขึ้น” ไม่ว่าจะเป็นการเร่งสนับสนุนการจ้างงาน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่ แต่ละภาคส่วนต้องบูรณาการมาตรการให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกัน ทั้งมาตรการด้านการคลังที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่อง มาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ช่วยเสริม สภาพคล่องรวมไปถึงให้ความสำคัญกับนโยบายด้านอุปทานเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การปรับรูปแบบการทำธุรกิจ และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับบริบทใหม่หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 คลี่คลายลง เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน

ส่วนมาตรการรัฐที่แจกเงินในช่วงที่ผ่านมา เรียกว่าเป็นการกระตุ้นการบริโภคที่ตรงจุดหรือไม่ และมีประสิทธิภาพแค่ไหน เรื่องนี้ในมุมมองของเลขาฯ กนง. มองว่า หากจะให้เกิดประสิทธิภาพ มาตรการภาครัฐยังจำเป็นต้องทำต่อเนื่อง และทำทุกภาคส่วนด้วย ซึ่งผลของมาตรการนั้น คงต้องใช้เวลานานกว่าจะมีประสิทธิภาพ ซึ่งแต่ละนโยบายก็ออกฤทธิ์ไม่เท่ากันด้วย แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องทำไปด้วยกันต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีที่เวลานี้นั่งหัวโต้ะของคณะทีมบริหารเศรษฐกิจประเทศที่ตั้งขึ้นใหม่แล้ว

มาดูมุมมองของสำนักอื่นๆกันบ้าง อย่างธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้หดตัว 7.5% ลดลงจากเดิมคาดไว้ที่ -8.9% และปีหน้า คาดว่าจะขยายตัว 2.8% โดยหลังจากที่ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาแล้ว ตอนนี้พ้นขีดอันตรายออกมาจากห้อง ICU หลังจากนี้เป็นช่วงพักฟื้นซึ่งต้องใช้เวลานาน

แต่อย่างไรก็ตามสภาพเศรษฐกิจที่ป่วยหนักจากวิกฤตโควิดในครั้งนี้ ไม่ใช่เกิดแค่ประเทศไทยเพียงประเทศเดียว เพราะประเทศต่างๆทั่วโลกก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะฉะนั้นส่งผลให้การส่งออกหดตัวหนักตามวิกฤติตลาดโลก พร้อมๆกับการบริโภคและการลงทุนที่หดตัวแรง และเมื่อมีมาตรการคลายการล็อกดาวน์ แม้ดัชนีเศรษฐกิจรายเดือนส่งสัญญาณลดการหดตัวลงจากปีก่อนหรือฟื้นตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะการส่งออกและการบริโภคภาคเอกชน แต่การลงทุนยังคงอ่อนแอมาก 

อีกทั้งยังไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา แม้นักท่องเที่ยวไทยจะมีบ้างแต่ด้วยกำลังซื้อที่อ่อนแอ ซึ่งก็ยากจะชดเชยรายได้จากการท่องเที่ยวของต่างชาติได้ ทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังเปราะบาง เหมือนแม้พ้นขีดอันตรายแต่ยังต้องพักฟื้นยาว 

โชคดีที่ยังมีมาตรการทางการคลังและการเงินในการประคองเศรษฐกิจอยู่ ด้วยงบที่อัดฉีดชดเชยรายได้ที่หายในช่วงล็อกดาวน์ และอาจมีมาตรการส่งเสริมการจ้างงานเพิ่มเติม อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำยังช่วงประคองภาคเอกชนได้บ้าง แต่ก็ต้องระวังความเสี่ยงที่อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไว้ด้วยเพราะระหว่างปีอาจมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นเป็นระยะได้ ซึ่งมุมมองของสำนักนี้คล้ายๆกับกนง. 

อีกค่ายที่ออกบทวิเคราะห์มาช่วงเวลานี้ คือ KKP Research โดยกลุ่มการเงิน เกียรตินาคินภัทร มองว่า ปีนี้คาดการณ์ GDP ติดลบ 9% และถึงแม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทย จะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการจ้างงานยังมีต่อไป ในขณะที่เศรษฐกิจยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับเดิมได้ และมาตรการพักชำระหนี้กำลังจะสิ้นสุดลง 

เมื่อประเมินสถานการณ์ออกไปในปี 2564 KKP ได้ออกมาปรับลดการคาดการณ์ GDP จากขยายตัว  5.2% เหลือ 3.4% ตามการปรับประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวในปีหน้า จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังแพร่ระบาดในหลายประเทศ ซึ่งจะทำให้การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติทำได้ยาก 

ส่วนการฟื้นตัวในปีหน้าก็จะมีความ

แตกต่างกันในแต่ละธุรกิจ ในกลุ่มธุรกิจที่มีการพึ่งพานักท่องเที่ยวสูงจะยังไม่สามารถฟื้นตัวได้มากนักตามสภาพนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป  แต่ก็จะเห็นธุรกิจกลุ่มที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศและการส่งออก จะสามารถกลับมาขยายตัวกันได้บ้าง

แม้ปีนี้จะเหลือเวลาอีก 4 เดือน สำหรับเคลียร์สภาพเสียหายจากโควิดเพื่อตั้งหลักยืนบนฐานโลกหลังโควิด และคงต้องมองข้ามขอตเพื่อเตรียมแผนรับมือกับสภาพเศรษฐกิจปีหน้าที่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ อยู่ในก้นกระทะตามรูป U shaped ซึ่งทั้งธุรกิจทั้งคน สภาพคล่องกระเป๋าเงินก็คงไม่แตกต่างกันแน่นวล

  • ผู้โพสต์ chisanupong
  • 2020-09-28 16:07:49
  • 307

ผู้สนับสนุน