เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2020-10-12 11:56:38
  • 205

รัฐปล่อยมาตรการจ้างงานแค่สิวๆ

โดย นางชายขอบ

แบงก์ชาติเปิดตัวเลขหนี้ครัวเรือนออกมาแล้วในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดรุนแรงในประเทศไทย พบว่า  ณ สิ้นไตรมาส 2/2563 เงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน  หรือหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 13,587,996 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน  83.8%ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)  ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสิ้นไตรมาส 1/2563 ที่อยู่ระดับ  13,495,814 ล้านบาท หรือ80.2%ของGDP  ซึ่งก็ถือเป็นช่วงก่อนเกิดโควิดเหมือนกัน 


เมื่อเปรียบเทียบการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนในไตรมาส 2  ที่เพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาสแรก ก็ประมาณ 9.2 หมื่นล้านบาท  ทั้งๆที่เป็นช่วงเวลาที่ถูกล็อคดาวน์  ส่วนใหญ่กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆจะปิดกัน แต่ก็อาจมีช่องทางออนไลน์ที่สถาบันการเงินยังให้บริการได้ โดยเชื่อว่าเวลานั้น สถาบันการเงินก็ระมัดระวังการปล่อยกู้  เพราะเวลานั้นไม่มีใครรู้สถานการณ์จะคลี่คลายได้เร็วแค่ไหน 

แม้แต่นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยอมรับสภาพว่า  สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นมาก มาจากเศรษฐกิจที่หดตัวสูงเป็นสำคัญ ซึ่งหากดูยอดเงินต้นที่ยังไม่ลดลงนั้น  ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการพักชำระหนี้ของลูกค้าสถาบันการเงินต่างๆ

ซึ่งธปท. ประเมินว่าในช่วงครึ่งปีหลังในไตรมาส 3-4 ปีนี้ เศรษฐกิจจะยังขยายตัวติดลบอยู่ แต่น้อยกว่าไตรมาส 2/2563 จึงต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ต้องดู 2 ประเด็น คือ  การเพิ่มขึ้นจากส่วนของการปล่อยสินเชื่อบ้าน เนื่องจากยังมีกลุ่มคนมีกำลังซื้อที่ตัดสินใจซื้อบ้าน อาจเป็นช่วงนาทีทองที่ดีเวลลอปเปอร์จัดแคมเปญกระตุ้นด้วย ส่งผลให้สินเชื่อบ้านเพิ่มขึ้นสูง และมีอีกกลุ่มที่เงินขาดมือจริงๆ จึงต้องขอกู้เงินมาใช้จ่ายชีวิตประจำวัน  ซึ่งในส่วนนี้พบว่า จำนวนลูกหนี้รายย่อยเข้ามาตรการพักชำระหนี้ในโครงการระยะแรกช่วงนั้นถึง 11.5 ล้านบัญชี คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3ของบัญชีลูกหนี้รายย่อยทั้งหมด  

ข้อมูลตัวเลขเหล่านี้ เกิดขึ้นในเฉพาะไตรมาส 2 ซึ่งเป็นไตรมาสที่ GDP ตกต่ำสุดรอบปีนี้  โดยมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจหดตัว 12.2% 

ขณะเดียวกัน ถือเป็นไตรมาสที่มีคนตกงานแบบไม่ทันคาดคิดกันจำนวนมาก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากล็อคดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด

ปัจจุบัน ตัวเลขคนว่างงานยังคงอยู่ระดับสูง แม้ว่ามีการคลายล็อคดาวน์แล้วก็ตาม  โดยตัวเลขล่าสุด  คนตกงานราว 6  ล้านคน เมื่อรวมกับกลุ่มคนมีงานมีตำแหน่งอยู่ แต่ไม่มีชั่วโมงทำงาน ซึ่งก็เท่ากับไม่มีรายได้นั่นเอง ในส่วนนี้มีจำนวนราว  5 ล้านคน ตัวเลขคนว่างงานไม่มีรายได้ก็ประมาณ 11 ล้านคนที่ยังมีปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน  ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะทำงานอยู่ในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวโรงแรมหรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวจากผลกระทบโควิด-19 กันได้ ซึ่งยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของตลาดแรงงาน และส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการบริโภคเอกชน ยังคงอ่อนแรงอยู่อย่างต่อเนื่อง

หากดูทิศทางการก่อหนี้ครัวเรือนในช่วงที่เหลือของปีนี้  ท่ามกลางคนว่างงานและคนไม่มีรายได้รวมกว่า 11  ล้านคน  คงปรับตัวพุ่งขึ้นต่อเนื่องแน่นอน แม้ว่ามีการปลดล็อคดาวน์ก็ตาม กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาเปิดดำเนินการ แต่ก็ไม่สามารถทำรายได้เท่าเดิม เพราะคนไม่มีกำลังซื้อเท่าเดิมแล้ว ขณะเดียวกันรัฐบาลกำลังพยายามออกมาตรการ "คนละครึ่ง" วงเงิน 3,000 บาท สำหรับให้ใช้จ่ายตามร้านค้าแผงลอยต่างๆในช่วงเดือน ต.ค.ถึงสิ้น ธ.ค. นี้  แต่ก็เป็นเม็ดเงินที่นำเงินของตัวเองมาใช้จ่ายผสมกับเงินของรัฐด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องมาจากการกู้ทั้งในระบบและนอกระบบเพิ่มขึ้นนั่นเอง   เพราะฉะนั้นแนวโน้มหนี้ครัวเรือนมีแต่จะขาขึ้น    

โดยล่าสุด ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้คาดการณ์ภายในสิ้นปีนี้ จะเห็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนขยับขึ้นไปแตะ 88-90% ของ GDP หรือขนาดเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่คาดว่าติดลบ 7.8% พร้อมกับตอกย้ำว่า ประเด็นการมีงานทำและรายได้ของครัวเรือน เป็นปมใหญ่ที่รอรัฐบาลแก้ไข แม้ล่าสุด ออกมาตรการต่างๆมา โดยเฉพาะมาตรการอุดหนุนค่าจ้าง 50%ของเงินเดือนในช่วงเวลา  1 ปี สำหรับเด็กจบใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่มีแต่หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจที่ตอบรับนโยบายนี้ แต่ดูผลของมาตรการอุดหนุนการจ้างงานและรายได้  คงต้องใช้ระยะเวลากว่าจะส่งผ่านเข้าระบบเศรษฐกิจ 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน ภัทร จำกัด(มหาชน) มองว่า  เมืองไทยควบคุมปัญหาเรื่องโควิดได้ดี ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ประเทศ ทำให้การบริโภคภายในประเทศค่อยๆฟื้นตัว แต่ยังเป็นอาการฟื้นตัวแบบ “ลุ่มๆดอนๆ” อยู่ ล่าสุดตัวเลขการบริโภคในประเทศที่ออกมาเดือนที่แล้ว กลับไป "ติดลบ" อีกแล้ว 

หากมองข้ามช็อตไปในปีหน้า ยังมีประเด็นที่กังวล ถึงแม้ว่าจะเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาสที่ 2 แต่ปัญหาคือว่า เศรษฐกิจยังอยู่ต่ำกว่าระดับศักยภาพค่อนข้างเยอะ และถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ดีขึ้น ก็มีความน่ากังวลว่ากระทบต่อกิจการ ความสามารถในการจ่ายคืนหนี้ กระทบต่อรายได้ในอนาคตและกระทบต่อการบริโภคต่อเนื่องขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นสถานการณ์ในปีหน้า ก็คงยังมีความไม่แน่นอนว่าจะฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกได้เพียงใด จากปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์กันว่า ปีหน้าเศรษฐกิจจะกลับมาเป็นบวกราว 2.5-4% ภายใต้สมมติฐานว่านักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามาเที่ยวไทยอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นแรงส่งต่อเศรษฐกิจไทย เพราะอย่างน้อยก็จะเห็นคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง กลับมามีงานทำกันจริงๆ ไม่เหมือนสถานการณ์ปัจจุบัน ภาคธุรกิจเหล่านี้ คงรักษาพนักงานไว้ "ไม่ปลดแต่ก็ไม่จ่าย(เงินเดือน)" ด้านพนักงานก็กอดตำแหน่งไว้

เวลานี้ทุกคนต่างรอความหวังปีหน้า เศรษฐกิจจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์บ้าง หากมีวัคซีนออกมาใช้ได้จริง  มีโอกาสที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาเที่ยวไทยอีกครั้ง  แม้ไม่เท่าช่วงปีที่แล้วก่อนโควิดที่มีมากเกือบ 40 ล้านคน แต่ก็ขอให้เข้ามา 1ใน 4 หรือราว 9-10 ล้านคนตามที่หลายสำนักเศรษฐกิจคาดการณ์กันไว้  อย่างน้อยก็ขอให้เห็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจต่างๆมีโอกาสฟื้นตัวกระจายในทุกพื้นที่ทุกกลุ่มธุรกิจทุกอาชีพได้ดีกว่าทุกวันนี้   

และหวังจะเป็นอานิสงส์ให้แก่กลุ่มคนว่างงาน 11 ล้านคนเริ่มกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน ทำมาหากินสร้างรายได้   มีเงินใช้จ่ายชีวิตประจำวัน  น่าจะช่วยลดการก่อหนี้ใหม่น้อยลงได้บ้าง  ส่วนหนี้เก่าก็ค่อยสางไป ท่ามกลางคาดการณ์เศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ 2-4% ก็น่าจะทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP “ลดลง”ต่ำกว่าปีนี้ได้

  • ผู้โพสต์ superya
  • 2020-10-12 11:56:38
  • 205

ผู้สนับสนุน