เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

ข่าว


Play of the Day: ประเด็นหลักต่อตลาดหุ้นไทยวันนี้ - บล.โนมูระ พัฒนสิน 20/11/63

  • 2020-11-20 10:51:10
  • 114

Play of the Day: ประเด็นหลักต่อตลาดหุ้นไทยวันนี้ - บล.โนมูระ พัฒนสิน 20/11/63

Friday, November 20, 2020 10:03


 


Selective Play


          CNS Daily Strategy: คาดตลาด Sideways ต้าน 1377/1384 จุด รับ 1353/1344 จุด จิตวิทยาการลงทุนได้รับแรงกดดัน จากการที่รมว.คลังต้องการดึงวงเงินจากโครงการเงินกู้ฉุกเฉินของ FED ในส่วนที่ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายกลับเข้าคองเกรส ทำให้นักลงทุนกังวลว่ามาตรการช่วยเหลือจะไม่เพียงพอที่จะเยียวยาเศรษฐกิจ ท่ามกลางการแพร่ระบาดในสหรัฐฯที่ยังหนักหน่วง รวมถึงปัจจุบันเกิด Third Wave ในญี่ปุ่น กดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนภายใน ค่าเงินบาทอ่อนค่า รับ BOT เตรียมออกมาตรการดูแลค่าเงินบาทวันนี้ ทำให้เกิด Fund Outflows ส่วนปัจจัยอื่นๆ ติดตามการประกาศ FTSE Rebalance วันนี้ คาด STGT เข้าคำนวณ มีผล 18 ธ.ค. กลยุทธ์แนะ Theme: Selective Play : KCE, SABINA, JMT


Nomura : Key Factors

          (+) US: วุฒิสภาทั้งฝั่ง Democrat และ Republican เตรียมกลับมาเจรจามาตรการเฟส 4

          (-) US: รมว.คลังต้องการดึงวงเงินจากโครงการเงินกู้ฉุกเฉินของ FED ในส่วนที่ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายกลับเข้าคองเกรส ทำให้กังวลว่ามาตรการช่วยเหลือจะไม่พอที่จะเยียวยาเศรษฐกิจ

          (*) US: ตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานสูงกว่าคาด แต่ Existing Home Sales ดีกว่าคาด

          (-) Covid-19: ญี่ปุ่นเกิด Third Wave หลังยอดผู้ติดรายวันทำ All time High ที่ 2,151 ราย

          (-) OIL: วานนี้ WTI -0.08$(-0.19%) สู่41.74$/bbl, BRT -0.14$(-0.32%) สู่44.20$/bbl

          (*) TH: BOT ส่งสัญญาณที่จะออกมาตรการดูแลค่าเงิน ติดตามรายละเอียดวันนี้

          (*) TH: ติดตามการประกาศ FTSE Rebalance วันนี้ คาด STGT เข้าคำนวณ มีผล 18 ธ.ค.

          (*) Fund Flows: หุ้น -983 ลบ, สัญญา Future +5,117 สัญญา, Bond -7,327 ลบ


          Nomura Daily Top Picks: KCE, SABINA, JMT


          Equity Daily Outlook : คาดตลาดหุ้นไทย Sideways ต้าน 1377/1384 จุด รับ 1353/1344 จุด ปัจจัยต่างประเทศค่อนข้างผสมผสาน โดยแม้การเจรจามาตรการตุ้นเศรษฐกิจเฟส 4 ของสหรัฐฯจะมีแนวโน้มบวก หลังสมาชิกวุฒิสภาของพรรค Democrat และ Republican เตรียมกลับมาเจรจากันอีกครั้ง แต่ก็ได้รับแรงกดดันจากถ้อยแถลงของนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลัง ที่ต้องการดึงวงเงินจากโครงการเงินกู้ฉุกเฉิน (Emergency Lending Programme) ของ FED ในส่วนที่ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายกลับเข้าคองเกรส โดยจะต่ออายุ 4 โครงการไปเพิ่มอีก 4 เดือน ขณะที่โครงการอื่นๆที่เหลือจะปล่อยให้หมดอายุไปวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ทำให้นักลงทุนกังวลว่ามาตรการช่วยเหลือจาก FED จะไม่เพียงพอที่จะเยียวยาเศรษฐกิจ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ในสหรัฐฯที่ยังหนักหน่วง โดยวานนี้ ยอดผู้ติดเชื้อรายวัน พุ่งใกล้จุดสูงสุดเดิมอีกครั้งที่  179,700 ราย ทำให้รัฐ California ประกาศใช้เคอร์ฟิว เช่นเดียวกันกับทางฝั่งญี่ปุ่นที่น่าเป็นห่วง หลังยอดผู้ติดรายวันทำ All time High ที่ 2,151 ราย ซึ่งถือเป็นการแพร่ระบาดรอบที่ 3 กระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ กดดันจิตวิทยาการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้ ส่วนปัจจัยภายใน ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าสู่ 30.38 บาท/เหรียญ ตอบรับ BOT ส่งสัญญาณที่จะออกมาตรการดูแลค่าเงิน (ติดตามรายละเอียดวันนี้) หลังค่าเงินบาทแข็งค่าไวในช่วงก่อนหน้า อาจกระทบต่อทิศทาง Fund Flows ได้ ส่วนปัจจัยอื่นๆวันนี้ ติดตาม การประกาศ FTSE Rebalance โดยรอบนี้คาดว่า STGT จะเป็น 1 ใน 5 หุ้นเอเชีย ที่เข้าการคำนวณรอบใหม่ ซึ่งจะมีผลราคาปิดวันที่ 18 ธ.ค.


          Daily Strategy : แม้จะมีความคืบหน้าวัคซีน แต่ Second Wave ยังน่ากังวล ขณะที่ภาพรวมยังขาดปัจจัยหนุนใหม่ๆ จึงประเมินตลาดเป็นภาพแกว่างในกรอบ ให้ใช้จังหวะตลาดพักตัว ทยอยเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย 10% สู่ 35% เพื่อระยะยาว หลังเราปรับมุมมองตลาดไทยขึ้นเป็น กลาง

          Research Highlight : 1)TACC นักวิเคราะห์เราปรับคำแนะนำเป็น Buy และปรับเพิ่ม TP21 เป็น 7.8 บาท จาก 7 บาท โดยทำการปรับกำไรสุทธิปี 20F-22F  ขึ้น +4%-15% ตามแรงหนุนระยะสั้นจากอัตรากำไรขั้นต้นที่จะฟื้นตัวเด่นใน 4Q20F และระยะกลาง-ยาวจากยอดขายที่ฟื้นตัวดีกว่าคาดเดิมทั้งในธุรกิจเครื่องดื่มหลักและลิขสิทธิ์การ์ตูน ส่งผลประมาณการกำไรสุทธิปี 20F-22F  จะเติบโตกว่า +14%y-y สวนทางกับภาวะการบริโภคโดยรวม  2)BEC ปรับ TP21 ขึ้นสู่ 5.95 บาท จาก 5.25 บาท จากการปรับโครงสร้างองค์กรช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าคาด + คาดรายได้ค่าโฆษณาฟื้นตัว และคาดรายได้ Copyright & Other เติบโต

          FTSE Rebalance จะประกาศ 20พ.ย. คาดว่า STGT (TP140) จะเป็น 1 ใน 5 หุ้นเอเชีย ที่เข้าการคำนวณรอบใหม่ ซึ่งจะมีผลราคาปิดวันที่ 18 ธ.ค.

          MSCI Rebalance จะปรับน้ำหนัก 30 พ.ย.นี้ ตลาดหุ้นไทย ถูกลดน้ำหนักใน MSCI EM Asia จาก 1.91% สู่ 1.87% คิดเป็นยอด Net trade ที่ -114 ล้าน โดยหุ้นที่ถูกเข้าคำนวณใน MSCI Global Standard คือ DELTA(75ล้านเหรียญฯ), STGT(43ล้านเหรียญฯ) ส่วนหุ้นที่ออก ได้แก่ IRPC(-42ล้านเหรียญฯ), TMB(-38ล้านเหรียญฯ) และเพิ่มน้ำหนัก AWC และลดน้ำหนัก PTT, CPALL, AOT, SCC, ADVANC, BDMS, PTTEP, INTUCH ราว -18 ถึง -5 ล้านเหรียญฯต่อบริษัท ประเด็นนี้จะกดดันหุ้นไทยปลายเดือน พ.ย. 2020 ผันผวน  ส่วนสำหรับ MSCI Global Small Cap หุ้นที่ถูกเข้าคำนวณ ได้แก่ BPP, ICHI, IRPC, JMART, M, TFG, TISCO, VGI, RBF ส่วนหุ้นที่ออก คือ STPI, THAI

          SET50/100 Rebalance สำหรับงวด 1H21 : CNS คาดหุ้นที่จะเข้าคำนวณใน SET50 ได้แก่ DELTA, BAM, COM7 ขณะที่หุ้นที่คาดจะหลุด SET50 คือ BPP, IRPC, WHA ส่วนสำหรับ SET100 หุ้นที่คาดเข้า ได้แก่ DELTA, BAM, MBK, JMART ขณะที่หุ้นที่คาดหลุด SET100 คือ AAV, PSH, SGP, SIRI คาดตลาดจะประกาศอย่างเป็นทางการกลางเดือน ธ.ค. 2020 และมีผลเริ่มใช้ 1 ม.ค. 2021

          US Election : ภาพรวมปัจจุบัน Biden มีโอกาสสูงที่จะเป็น ปธน แต่ไม่สามารถครองสภาบนได้ จะขับเคลื่อนนโยบายที่แข็งกร้าวได้ไม่เต็มที่ ทำให้ Theme การลงทุนเบื้องต้น สำหรับปี 2021 คือ Quality/Cyclical/Financial 1) Green Energy Related Play GULF, GPSC, EA, BCPG, RATCH, EGCO KSL, TVO 2) Cyclical Commodity ขั้นกลางปลายเด่น TOP, SCGP, IVL, VNT 3) Food CPF, TU, GFPT, XO 4) Quality Strong/Cash Flow OSP, INTUCH, ADVANC, BBL, TISCO 5) Semi-Conductor : KCE, HANA, DELTA, SMT 6) Consumers : CRC, CPALL

          Nov 2020 Portfolio : CPF, JMT, XO, TVO, KSL, KCE

          Portfolio Strategy 4Q20 : TU, CPF, KCE, HANA, XO, GFPT, SAPPE, BDMS


4Q20F Strategy : Time to Face Reality


Theme: Politically Defensive Play : TU, CPF, KCE, HANA, BDMS, XO, GFPT, SAPPE 


Fundamental & Tactical Daily Top Picks :


KCE (TP21F 42*): S 37.0/36.25  R 39.0/40.0 (Stop Loss: 35)

          Theme: Earnings play

          Earning Outlook: ภาพธุรกิจฟื้นตัวแรง จากทั้งยอดขายและต้นทุน โดยได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นอุตสาหกรรมรถยนต์ของยุโรป ซึ่งหนุนยอดขายกลุ่ม High margin (HDI PCB) และด้านต้นทุน ผลบวกจาการคุมต้นทุนเข้มข้น โดยคาดกำไร 4Q20F จะเด่นมาก ประเมิน 471 ลบ. +87% y-y, +88% q-q  หนุนทั้งปี +30% และปี 2021F +64%

          Valuation: ราคาหุ้นมี Upside จาก TP21F ใหม่ 17.50 บาท แนะนำ ซื้อ

          Catalyst: ผู้ว่า ธปท. พร้อมแทรกแซงค่าเงินบาทเพื่อชะลอการแข็งค่า เป็นบวกต่อกลุ่มส่งออก + ระยะสั้น ยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งยุโรปและจีนเห็นการฟื้นตัวแรง และใกล้กลับสู่ระดับเดิมก่อน Covid-19 แล้ว


SABINA (TP21F 23.5*): S 21.3/21.0 R 22.3/23.0 (Stop Loss: 20.5)

          Theme: Event Play

          Earning outlook: เป็นบริษัทที่มีความครบเครื่องทั้งคุณภาพสินค้า, แบรนด์, การตลาดและช่องทางจำหน่าย และยังอยู่ในจุดที่เก็บเกี่ยวประโยชน์จากการมี Product champions  และการเติบโตกับช่องทางออนไลน์ เบื้องต้น คาดกำไร 4Q20F ประคองตัวได้สูง q-q แถว 80-90 ลบ. (ลด y-y แต่เป็นภาพเดียวกับกลุ่มอิงบริโภค) และคาดกำไรจะกลับมาเติบโต y-yได้ตั้งแต่ 1Q21F เป็นต้นไป

          Valuation: หุ้นซื้อขาย PER 22.4 เท่า มองยังเป็นจุดเข้าลงทุนได้   

          Catalyst: เปิดตัวสินค้าใหม่ Level bra พรีเซ็นเตอร์ ใบเฟิร์น คาดช่วยเรียกกระแสและยอดขายช่วงปลายปีได้ดี  + โมเมนตัมกำไรเป็นจุดที่ดี ช่วง high season ปลายปี และจะกลับมาเติบโต y-y, q-q ตั้งแต่ 1Q21F   


JMT (TP21F 40.25*): S 33.5/32.75  R 35.25/36.0 (Stop Loss: 31.25)

          Theme: Earnings play  

          Earnings outlook: ภาพอุตสาหกรรมยังเป็นบวกจากโอกาสประมูลหนี้ NPL สูง ประเมินกำไร 4Q20F  2021F ยังทำ New high ต่อเนื่อง จากทั้งผลปีนี้มีกองหนี้ตัดต้นทุนหมด 5.7 พันลบ. ตั้งแต่ 2Q20 และปีหน้ายังมีอีกกองใหญ่ 1 หมื่นลบ. รวมถึง ตั้งเป้าเงินลงทุนซื้อหนี้ NPL ปีหน้าเพื่มขึ้นเท่าตัวจากปีนี้ 4.5-6 พันลบ. เป็น 1 หมื่นลบ.

          Valuation: หากราคาปรับฐานตามภาพรวมตลาดที่มีปัจจัยการเมือง มองยังเป็นจุดซื้อได้ รับภาพผลประกอบการยังเป็นขาขึ้น  

          Catalyst: ยังเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตได้ดี และ JMT ยังมีผลประกอบการในระดับที่เด่นมาก  

          Note: TP (Bloomberg Consensus) , *TP(CNS), **TP(Nomura)


Research and IRIS Reports


COMPANY QUICK COMMENT


CK (BUY, TP23.4) บริษัทลูกหนุนกำไรต่อ ลุ้น Backlog ปี 2021 หลักแสนล้าน       

          เรามีมุมมอง Neutral จากข้อมูลในที่ประชุมนักวิเคราะห์ จาก 1) ข้อมูลโครงการประมูลที่บริษัทมองว่าจะออกมาในช่วง 2H20-2021F ไม่ได้เหนือกว่าที่เรามองไว้โดยเฉพาะในส่วนของการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มที่เราให้การได้งานอยู่ที่ปลาย 1Q21F อยู่แล้ว จึงไม่ได้กระทบต่อประมาณการกำไรของเรา 2) เป้ารายได้ก่อสร้างปี 2020F ที่ผู้บริหารปรับลงจากเดิม 20,000 ลบ. มาที่ราว 17,000-18,000 ลบ. ไม่ได้ผิดไปจากเราคาด (เราคาดไว้ที่ราว 16,752 ลบ.) เรายังคงมุมมองว่าใน 4Q20F รายได้ก่อสร้างเป็นแนวโน้มคงตัว q-q ที่ราว 3,800 ลบ.

          คงคำแนะนำ Buy ที่ TP21F = 23.40 บาท/หุ้น เราคงคำแนะนำ Buy ที่ TP21F = 23.40 บาท/หุ้น เรามองช่วง 4Q20F ที่แนวโน้มกำไรปกติยังไม่ค่อยดีเป็นโอกาสสะสม โดยมองแนวโน้มกำไรปกติของ CK ปี 2020-22F จะโตเฉลี่ยอยู่ที่ราว +44% CAGR และมีจุดเด่นเรื่องมีเงินลงทุนในธุรกิจอื่น รับรู้ผ่านส่วนแบ่งกำไรฯ ซึ่งโตสูง y-y ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของธุรกิจก่อสร้าง

 

COMPANY QUICK COMMENT


BEC (TRADING BUY, TP5.95) สรุปประเด็นสำคัญงาน Analyst meeting วานนี้              

          เรามีมุมมอง Positive ต่อข้อมูลที่ได้จากงาน Analyst meeting คงคำแนะนำ Trading Buy ปรับราคาเป้าหมาย (TP21F) ขึ้นเป็น 5.95 บาท (เดิม 5.25 บาท) คาดกำไรสุทธิ 4Q20F ฟื้นตัว q-q ต่อเนื่องจากรายได้ Content licensing เพิ่มขึ้น และคาดกำไรสุทธิปี 2021F ฟื้นตัวแข็งแกร่งเป็น 322 ลบ. (เดิมคาด 202 ลบ.) จากผลบวกของการปรับโครงสร้างองค์กรลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย และคาดเม็ดเงินโฆษณาฟื้นตัวจากปี 2020 นอกจากนี้ ยังมี Upside risk จากธุรกิจ Online platform ที่ BEC จะเปิดตัวต้นปีหน้าซึ่งเรายังไม่รวมในประมาณการ เบื้องต้นคาดรายได้ส่วนเพิ่มระยะแรกคงยังไม่มาก

 

COMPANY QUICK COMMENT


RS (BUY, TP21.75) สรุปประเด็นสำคัญจากงาน Analyst meeting         


          ธุรกิจ Commerce ยอดขาย 4Q20F มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากงวด 3Q20 ทำสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 644 ลบ. (+45% y-y, +10% q-q) จากความสำเร็จของการบริหารข้อมูลลูกค้า (Big data) และการใช้ระบบ (PDS, Predictive Dial System) ช่วยให้สามารถเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น นอกจากนี้ เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ รังนก เพื่อขายตามฤดูกาล เราคาดยอดขาย 4Q20F อยู่ที่ 719 ลบ. (+55% y-y, +12% q-q) คาดยอดขายปี 2020F อยู่ที่ 2,470 ลบ. เติบโต +23% y-y และปี 2021F ที่ 2,964 ลบ. เติบโต +20% y-y

          ธุรกิจสื่อทีวีดิจิทัลช่อง 8 มีแผนนำ Content ยอดฮิตในอดีตมา Remake ทำเป็น Series ใหม่ และคาดหวังยอดขาย Content licensing เติบโตขึ้น เบื้องต้นจับมือกับ Online Platform ประเทศจีนผลิต Series โลกทั้งใบให้นายคนเดียว คาดหนุนยอดขายลิขสิทธิ์ใน 4Q20F ราว 20 ลบ. โดยเบื้องต้นมีแผนผลิต Series อีก 6 เรื่อง ได้แก่ รักจัง / เกิดอีกทีต้องมีเธอ / ฝันติดไฟ /  แตก 4 / บางกอกกังฟู / มือปิน โลก พระ จัน เราคาดยอดขายลิขสิทธิ์ละครและเพลงงวด 4Q20F อยู่ที่ 40 ลบ. ลดลงเล็กน้อยจาก 3Q20 ที่ 50 ลบ. และคาดปี 2020F-2021F มียอดขายที่ 220 ลบ. และ 180 ลบ. ตามลำดับ (คาดปี 2021F ลดลงจากฐานสูงใน 2020F)

          ธุรกิจเพลง ใน 4Q20 RS มีโครงการร่วมมือกับ Joox (Online platform) ในการนำเพลงฮิตในอดีตมา Cover ใหม่โดยนักร้องยุคปัจจุบัน เช่น Polycat / แว่นใหญ่+มน / Wonderframe / Urboy TJ เป็นต้น และเตรียมเปิดตัว 6 ศิลปินใหม่ จากค่าย RoseSound / kamikaze / RSIAM ในสัปดาห์หน้า โดยคาดหวังต่อยอดไปยังธุรกิจ Star commerce จากฐานแฟนคลับของศิลปินต่อไป

 

COMPANY QUICK COMMENT


DOHOME (NEUTRAL, TP14) Slightly negative view from analyst meeting        

          เรามีมุมมอง Slightly negative ต่องานประชุมนักวิเคราะห์ จาก i) ผู้บริหารลดเป้าการเปิดสาขาใหม่ของ DOHOME To Go ช่วง 2H20F เหลือเพียง 4 สาขา (เดิม 7 สาขา) และลดเป้าจำนวนสาขา To Go ปี 21F อยู่ที่ 27 สาขา (เดิม 90 สาขา) และ ii) SSSG QTD ที่ติดลบเล็กน้อยจากฝนที่ตกหนักในช่วงเดือน ต.ค. 20 ฉุด SSSG ติดลบ ราวๆ -5% ถึง -6% แม้ว่าช่วงต้นเดือน พ.ย. 20 จะกลับมาบวกราวๆ 8-9% เรายังคงการประมาณการกำไรปกติปี 20F ที่ 707 ลบ. (+8%y-y) ทั้งนี้แนวโน้มกำไรปี 21F ของ DOHOME จะเติบโตโดดเด่น +28%y-y จากคาดรายได้เติบโตเด่นเพราะการขยายสาขาขนาดใหญ่ที่เร่งตัวขึ้น และคาด GPM ดีขึ้นจาก Product mix แต่เราคาดว่าราคาหุ้นได้ตอบรับปัจจัยบวกดังกล่าวไปแล้ว จากการที่ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER 21F ที่ 32.0x สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 25.9x เราจึงคงคำแนะนำ ถือ ด้วย TP 21F ที่ 14 บาท

 

COMPANY QUICK COMMENT


EPG (TRADING BUY, TP5.9) Key takeaways from Analyst Meeting        

          เรามีมุมมอง Slightly Positive ต่อการประชุมนักวิเคราะห์ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2020 เพราะ i) ยอดขายของ ARK ดีกว่าที่เรามองไว้ จากการท่องเที่ยวในประเทศออสเตรเลียที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ ทำให้ความต้องการรถ SUV เพิ่มขึ้น ii) GPM ของ ARK ดีกว่าที่เรามองไว้ จากการบริหารเรื่องต้นทุนการผลิต และการลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน iii) ในช่วง 2H20/21F ทาง EPG จะได้รับเงินช่วยเหลือจากทางรัฐบาลออสเตรเลียและอเมริกาจำนวนรวม 40-50 ล้านบาท ทำให้ประมาณการปี FY20/21-22/23F มี upside ประมาณ 4-8% ส่งผลต่อ TP21F มีแนวโน้มปรับขึ้นอยู่ที่ 6.8-7.0 บาท  ภาพรวมกำไรปกติ 3Q-4Q20/21F ฟื้นตัว q-q ต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวของรายได้รวม GPM และผลประกอบการของบริษัทร่วมค้า ดังนั้นเรายังคงคำแนะนำ TRADING BUY 

 

COMPANY QUICK COMMENT


MICRO (NOT RATED) Key takeaways from Analyst Meeting

          MICRO ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกมือสอง และสินเชื่อประเภทอื่นที่มีรถบรรทุกมือสองเป็นหลักประกัน โดยโครงสร้างสินเชื่อแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ i) สินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกมือสอง คิดเป็น 95% และ ii) สินเชื่อเพิ่มสภาพคล่องและสินเชื่อรีไฟแนนซ์ คิดเป็น 5%

          ผู้บริหารมั่นใจปี 2020F การปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ตามเป้าที่ 1,200-1,300 ล้านบาท โดย 9M20 สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 816 ล้านบาท สำหรับการปล่อยสินเชื่อใหม่ในช่วง 4Q20F ทางผู้บริหารมองว่าทำได้ค่อนข้างดี โดยในเดือนตุลาคม ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 151 ล้านบาท จากการนำเงินที่ได้จาก IPO ไปปล่อยสินเชื่อ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เริ่มกลับมาดำเนินงานตามปกติ

          ผู้บริหารมองว่ารายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะการส่งเสริมให้ลูกหนี้ทำประกันภัย ทำให้ค่าบริการประกันภัยและประกันวงเงินสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น

          ในช่วง 4Q20F จะมีการเบิกใช้ Soft Loan ที่อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี จำนวน 200 ล้านบาท จากการที่ MICRO เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยให้ความช่วยเหลือแบบพักชำระหนี้

ทาง MICRO มีพยายามลด OPEX ให้ได้มากที่สุด โดยการนำ IT system เข้ามาช่วย โดยทางผู้บริหารมองว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้

          ด้านคุณภาพสินทรัพย์ NPL Ratio ใน 3Q20 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 4.9% เพราะมีลูกหนี้รายใหญ่บางรายในกลุ่มก่อสร้างมีปัญหาเรื่องการได้งาน ทำให้ไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้ แต่ทางผู้บริหารมองว่ายังไม่น่ากังวล เพราะส่วนหนึ่งมาจากการปรับใช้ TFRS9 ที่ใช้เป็น consumer based หรือ cross product (ลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระดังกล่าวมีหลายสัญญากับทางบริษัท ซึ่งมีเพียงบางสัญญาที่ไม่สามารถจ่ายคืนได้ โดยตาม TFRS9 จะถูกปรับเป็น NPL ทั้งหมด) โดยปัจจุบันลูกหนี้ดังกล่าวเริ่มกลับมาจ่ายบางแล้ว ดังนั้นทางผู้บริหารมองว่า 4Q20 NPL Ratio มีแนวโน้มปรับระดับลง

 

COMPANY QUICK COMMENT


TACC (BUY, TP7.8) Better outlook for 4Q20F and 2021-2022F

          เราปรับคำแนะนำขึ้นเป็น BUY กำหนด TP21F เพิ่มเป็น 7.8 บาท (อิง PE 22 เท่า) สะท้อนมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มการเติบโตของผลการดำเนินงานปี 20F-22F โดยเราปรับกำไรสุทธิปี 20F-22F  ขึ้นจากเดิม +4%-15% หรือส่งคาด CAGR20-22F โตกว่า +14%y-y ดีกว่าภาวะการบริโภครวม นอกจากนั้น ยังมีประเด็นบวกจากการอยู่ระหว่างขยาย New product และการเจรจาทำ JV ในธุรกิจเกี่ยวเนื่องกันที่เบื้องต้นคาดมีความชัดเจนในปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าด้วย

          Catalyst นโยบายการขยายสาขาของร้าน7-11ในไทย,กระแสตอบรับต่อผลิตภัณฑ์ใหม่ๆและความคืบหน้าในการขยายตลาดนอก 7-1  เช่น กิจการโลตัสและโลตัสเอ็กซ์เพรส

          Anchor themes การขยายตัวทางเศรษฐกิจ, โครงสร้างประชากร, พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปและการเปิดเสรีทางการค้าของภูมิภาคอาเซียนถือเป็นปัจจัยเอื้อต่อการเติบโตของอุตฯ เครื่องดื่มไทย

 

WEEKLY STRATEGY


Eye on Thailand 3Q20 GDP     


Top Picks: JMT, KCE, HTC


          Weekly outlook: Sideways ต้าน 1370/1382 จุด รับ 1327/1313 จุด

          (-) Second Wave : นอกเหนือจากการแพร่ระบาดในยุโรปที่รุนแรงจนทำให้หลายประเทศกลับมาป้องกันเข้มงวดแล้ว ล่าสุด สหรัฐฯกำลังเผชิญยอดผู้ติดเชื้อรายวันที่ทำ All time high ต่อเนื่อง ที่ 157,000ราย ทำให้นายแพทย์ที่ปรึกษาของ Biden ว่าที่ปธน.สหรัฐฯ เสนอ Lockdown 4-6 สัปดาห์ จนกว่าจะมีการอนุมัติและจำหน่ายวัคซีนอย่างเป็นทางการ เพิ่มความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯอย่างมีนัย

          (-) US Outlook : Nomura ประเมินการที่ Joe Biden เป็นปธน.สหรัฐฯคนใหม่ ท่ามกลางพรรค Republican ที่ครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา และพรรค Democrat ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร คาดจะทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐฯชะลอตัวลง รวมถึงผลกระทบของ Second Wave ในสหรัฐฯที่หนักหน่วง ทำให้ Nomura ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2021 ลงสู่ 2.8% จาก 4.4% ขณะที่ประมาณการณ์ GDP 2022 ขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 3.5% จาก 3.3%

          (+) Asia & TH Fund Inflows : สัญญาณบวกจากเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าเอเชีย 2 สัปดาห์ติดต่อกัน รวมกว่า 8,320 ล้านเหรียญ ซึ่งรอบนี้ไหลเข้า TIPs ด้วย ส่วนไทย สัปดาห์นี้ ต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิ (ข้อมูลจากจ.-พฤ.) รวม 1,012 ล้านเหรียญ หลังขาย 17 สัปดาห์ติดต่อกัน เพิ่ม Sentiment บวกต่อเอเชียและไทย

          (*/-) TH Real Sector Earnings : ใกล้สิ้นสุดรายงานผลประกอบการ 3Q20 ของกลุ่ม Real Sector ซึ่งจาก 99 บริษัทที่มีคาดการณ์จาก Consensus รายงานกำไรสุทธิรวมที่ 9.65 หมื่นลบ. ดีกว่าคาดราว 9.1% ถือเป็นจิตวิทยาบวกต่อตลาดหุ้นไทย แต่อย่างไรก็ดี แนวโน้มในช่วงถัดไป ได้รับแรงกดดันจาก Second Wave ในตปท.ที่รุนแรง รวมถึงความเสี่ยงการเมืองไทย อาจกระทบผลประกอบการบมจ.ได้ โดยเรายังเห็นการปรับประมาณการณ์ EPS ตลาดปี 20-22 ลงต่อเนื่อง สู่ 54.24, 78.65 และ 91.32 บาท/หุ้น ตามลำดับ หลักๆยังคงถ่วงโดยกลุ่ม Hotel, Energy, Petro

          (*) Key to Watch : จับตาการ 1)รายงาน GDP 3Q20 ของไทย 16พ.ย.นี้ Consensus คาดที่3.7% ฟื้นตัวจาก -9.7% ในไตรมาสก่อน 2)การประชุม BOT 18พ.ย. แม้ Nomura คาดคงดอกเบี้ยที่ระดับเดิม แต่แนะติดตามมุมมองเศรษฐกิจ 3) FTSE Rebalance จะประกาศ 20พ.ย. คาดว่า STGT (TP85) จะเป็น 1 ใน 5 หุ้นเอเชีย ที่เข้าการคำนวณรอบใหม่  ซึ่งจะมีผลราคาปิดวันที่ 18 ธ.ค.

          กลยุทธ์การลงทุน : ความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวช้า ของเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น น่าจะทำให้เกิดแรงขายกลุ่มหุ้นอิง Gobal Demand กลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี และธุรกิจท่องเที่ยวอิงต่างประเทศถ่วงตลาด ขณะที่กลุ่มธนาคารนักลงทุนที่ถืออยู่แนะนำดีดตัวขายปรับพอร์ตเล่นรอบ และทยอยเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย 10% สู่ 35% จังหวะตลาดย่อเพื่อระยะยาว

          หุ้นเด่นสัปดาห์นี้ : แนะนำ JMT, KCE, HTC ส่วนสัปดาห์ก่อน XO, VNT, BCPG ให้ผลตอบแทน -4.27 % แย่กว่าดัชนีฯที่ให้ผลตอบแทน 6.86 %

          JMT(TP40.25): ฐานกำไรยังเติบโตต่อเนื่อง จากความสามารถเก็บหนี้สูง

          KCE(42): แนวโน้มกำไรไตรมาส 4 และปี2021 เชิงบวก

          HTC(Trad): แนวโน้มกำไรดีต่อเนื่อง ทำให้มี Upside Risk ปรับประมาณการขึ้น 


MONTHLY STRATEGY


Nov 2020 : US Presidential Election


Top Picks : CPF, JMT, KSL, KCE, TVO, XO


SET  Sideways / Down แนวต้าน 1230/1250จุด แนวรับ 1157/1124จุด กรณีแย่ 1100จุด

          (*) US Election : นักลงทุนทั่วโลกจับตาการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 3 พ.ย.นี้ โดยปัจจุบันนาย Biden มีคะแนนนำประธานาธิบดี Trump ทั่วประเทศอยู่ 9-10pp ส่วนในรัฐสมรภูมิ (swing states) ที่สำคัญ 6 รัฐ ( Wisconsin, Michigan, Pennsylvania, Arizona, Florida และ North Carolina) นาย Biden มีคะแนนนำอยู่ 5 pp โดยเฉลี่ย ซึ่งในกรณีที่นาย Biden ชนะการเลือกตั้ง จะเป็นลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากแผนปรับขึ้นภาษีและการออกมาตรการด้านต่างๆที่เข้มงวดขึ้น อาจทำให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงปรับฐาน แต่เรามองว่า หุ้นเอเชียควรปรับฐานน้อยกว่าเนื่องจากปัจจัยพื้นฐานถูกกระทบจำกัด ขณะที่แรงกดดันต่อหุ้นจีนจะลดลง เนื่องจากนาย Biden มีท่าทีประนีประนอมมากกว่า Trump และจะใช้ความร่วมมือกับประเทศเอเชียอื่นๆเพื่อคานอำนาจกับจีนมากกว่าจะใช้มาตรการทางภาษี ส่งผลตลาดหุ้น EM-Asia จะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาด DM

          (*/-) Real Sector Earnings : ผลประกอบการ 3Q20 ของกลุ่ม Real Sector จะเริ่มทยอยรายงานออกมาในสัปดาห์นี้ โดยจาก 118 บริษัทที่มีคาดการณ์จาก Consensus คาดกำไรสุทธิรวมที่ 5.78 หมื่นลบ. -36.3%y-y +22.8%q-q ซึ่งการฟื้นตัวแรง q-q เป็นผลมาจากการคลายล็อกดาวน์ แต่ยังคงต้องจับตาแนวโน้มในช่วงถัดไป หลังภายในเผชิญความเสี่ยงการเมือง และ Second Wave จับตาความเร่งในการฟื้นตัวของผลประกอบการ



          (*/-) TH Politic : การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง จากการชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯ ลาออกและแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งกระบวนการแก้ไขรธน.เริ่มมีความชัดเจนขึ้น โดยสภาจะเริ่มพิจารณาร่างรธน.วาระ 1 ในเดือนพ.ย.นี้ และคาดวาระ 2-3 จะแล้วเสร็จในเดือนธ.ค. ก่อนที่จะทำการลงประชามติ โดยความเสี่ยงนี้กดดันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยในเดือนต.ค. รวมกว่า -590 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ถ่วงตลาดหุ้นไทยปรับฐาน

          (*) TH 3Q20 GDP: ติดตามการรายงาน GDP 3Q20 ของไทย 19 พ.ย.นี้ Nomura คาดที่ -8.8%y-y จาก -12.2%y-y ในไตรมาสก่อน

          (*) Index Rebalance : MSCI Rebalance จะประกาศ 10พ.ย.นี้ (มีผล 30พ.ย.) คาดไม่มีหุ้นไทยเข้า-ออก และ FTSE Rebalance ประกาศ 20 พ.ย. (มีผล 18ธ.ค.)

          (*) Central Bank Meetings : จับตาการประชุม FOMC(4-5พ.ย.) Nomura คาดไม่มีการออกมาตรการเพิ่มเติม ขณะที่ BOE(5พ.ย.) คาดจะประกาศขยายวงเงิน QE อีก 1 แสนล้านปอนด์ ส่วนการประชุมกนง. (18พ.ย.) คาดคงดอกเบี้ยที่เดิม

          Nov Portfolio 2020 : CPF, JMT, KSL, KCE, TVO, XO

          แม้เดือน ต.ค. 2020 ที่ผ่านมาตลาดจะติดลบ -3.17% แต่ CNS Portfolio ให้ผลตอบแทน +6.61% ชนะตลาดราว 10.02% ทำให้ 2020YTD ชนะตลาดถึง +30.2% สำหรับเดือน พ.ย. นี้ คาดตลาดยังผันผวน พอร์ตการลงทุนเน้นตั้งรับเน้นถือเงินสดและสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างตราสารหนี้ระยะยาวรวมกันราว 80-75% สัดส่วนหุ้นราว 20-25% แนะนำหุ้นเด่น 1) กลุ่มโปรตีนที่ราคาโปรตีนยังทรงตัวสูง และความต้องการอาหารโลกยังเติบโตได้ดี (CPF) 2) กลุ่มเกษตรที่ได้ประโยชน์จากลานีญา และความต้องการอาหารเป็นแรงผลักดันราคา (TVO, KSL) 3) วงจรความต้องการชิ้นส่วนโลกเริ่มฟื้นตัวชัดเจนขึ้นจาก EV/HEV และ 5G Products (KCE) 4) กลุ่มที่ Covid-19 สร้างโอกาสในการเติบโตและมี Brand ที่แข็งขึ้น รับกระแสทำอาหารที่บ้านในฝั่งตะวันตก (XO) และ 5) กลุ่มบริหารหนี้ที่แนวโน้มกำไรยังเด่นต่อเนื่อง(JMT)


QUARTERLY STRATEGY


4Q20F Strategy : Time to Face Reality


Top Picks : TU, CPF, KCE, HANA, BDMS, XO, GFPT, SAPPE


การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สร้างความเสี่ยงด้านนโยบาย กดดันการลงทุน

          ทิศทางการลงทุนในช่วง 4Q20 มีปัจจัยหลักที่เป็น Headwind คือการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย. ซึ่งในรอบนี้ ผลสำรวจชี้ว่านาย Joe Biden จากพรรค Democrat มีคะแนนนิยมนำปธน. Donald Trump ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านนโยบายหลายอย่าง โดยนาย Joe Biden มีแผนที่จะปรับขึ้นภาษีบุคคลธรรมดา(37% สู่ 39.6%) และนิติบุคคล(21% สู่ 28%) ก่อนที่จะเริ่มแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม(ปีที่ 2-3 ของการดำรงตำแหน่ง) รวมถึงมีแผนลดการผูกขาดของบริษัท Tech ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งประเด็นดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการปรับประมาณการลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ น่าจะทำให้ตลาดมีการปรับพอร์ตสินทรัพย์เสี่ยงล่วงหน้า ขณะที่ยิ่งใกล้การเลือกตั้งความเสี่ยงที่คะแนนนิยมของ Donald Trump ที่ยังต่ำกว่า จะเป็นตัวเร่งการใช้นโยบายด้านการเมืองระหว่างประเทศ เพื่อดึงความนิยมกลับจะมีสูงขึ้น โดยคาดว่า Donald Trump จะใช้เวทีโต้วาทีใหญ่ของ ผู้สมัคร ปธน วันที่ 29 ก.ย. นี้ เป็นจุดในการเร่งคะแนนนิยม เป็นปัจจัยกดันสินทรัพย์เสี่ยงโลกในช่วง 1 เดือนถัดไปผันผวน ประกอบกับภาพของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มี downside หลังเกิดการแพร่ระบาดรอบที่ 2 ของโรค Covid-19 ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ทางฝั่งยุโรปที่ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นแรงจนประกาศใช้มาตรการป้องกันที่เข้มงวดอีกครั้ง รวมถึงทางฝั่งเอเชียที่หลายประเทศยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ บ่งชี้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเริ่มสะดุด โดยวัคซีนของบริษัท AstraZeneca ที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัย Oxford ที่มีความเป็นไปได้มากสุดที่จะพร้อมออกจำหน่ายวัคซีนเป็นบริษัทแรกนั้น พบว่าถูกจองล่วงหน้าจากประเทศต่างๆไปกว่า 90% จึงประเมินว่า เป็นไปได้ยากที่ประชาชนทั่วโลกจะได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงภายในสิ้นปีนี้ การผลิต/กระจายวัคซีนน่าจะเริ่มในช่วงกลางปี 2021 เป็นต้นไปมากกว่า ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังใช้เวลา


ตลาดหุ้นไทยผันผวน ตามความเสี่ยงการเมืองในประเทศ และ Downside Risk กำไรตลาด

          ความเสี่ยงทางการเมืองในไตรมาส 4 เพิ่มสูงขึ้น หลังมีการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ กดดันทิศทางการลงทุน โดยทีมกลยุทธ์ศึกษาข้อมูลการชุมนุมทางการเมืองในอดีต 5 ครั้งย้อนหลัง นับตั้งแต่ปี 2006 จนถึงปี 2014 พบว่า SET มักจะค่อยๆ ปรับฐานในช่วงการชุมนุมจนสิ้นสุด เฉลี่ยราว  -11.19% ด้วยโอกาสปรับฐาน 60% ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ สถาบันการเงิน อสังหาฯ สื่อสารฯ บันเทิง ซึ่งทั้งหมดเป็นกลุ่มที่อิงภายใน ขณะที่กลุ่มที่ยังสามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้ คือ เกษตรอาหาร และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเล็กน้อย ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ค้าปลีก กลุ่มการแพทย์ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ผลบวกจากค่าเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีความเสี่ยงภายใน นอกจากนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีแรงกดดัน โดยแม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับคาดการณ์ GDP ไทยปี 2020 ขึ้นสู่ -7.8% จาก -8.1% (vs Nomura คาดที่ -7.6%) เพื่อสะท้อนผลกระทบจากการปิดเมืองที่น้อยกว่าที่ประเมินไว้ แต่ทำการปรับลด GDP ปี 2021 ลงสู่ +3.6% จากคาดการณ์เดิมที่ +5% จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่น่าจะเข้ามามากขึ้นกลางปี 2021 และยังคงย้ำว่าไทยจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี จนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับมาจุดเดิมก่อนเกิด Covid-19 ประเด็นดังกล่าวสร้าง Downside Risk ต่อประมาณการกำไรตลาดในปี 2021 โดย CNS ประเมินกำไรตลาดปี 2020-2021 ที่ 59 บาท/หุ้น และ 74 บาท/หุ้น และวางดัชนีเป้าหมายปี 2020F-21F ที่ 1200 จุด(ERP 3.56%) และ 1370จุด(ERP 4%) ตามลำดับ


4Q20 Portfolio Strategy : TU, CPF, KCE, HANA, BDMS, XO, GFPT, SAPPE

          4Q20 คาดเศรษฐกิจและกำไรตลาดจะฟื้นตัวแบบ U-Shaped น่าจะทำให้ตลาดอยู่ในช่วงพักตัว 1-2เดือน กรอบ 1300-1100จุด ขณะที่วางกรณี Worst Case ไว้ที่ 1000จุด(หากความเสี่ยงทางการเมืองรุนแรงกว่าคาด) แนะนำถือหุ้นน้อยราว 20-25% ของพอร์ต และถือสินทรัพย์ปลอดภัยราว 75-80% รอเพิ่มน้ำหนักหุ้นจังหวะตลาดปรับฐาน พอร์ตการลงทุนระยะไตรมาส เน้นหุ้นที่ส่งออก ผลประกอบการฟื้นตัวที่ได้รับผลกระทบน้อยจากการเมือง ภายใต้ธีมการลงทุน Politically Defensive Play : TU, CPF, KCE, HANA, XO, GFPT, SAPPE และหุ้น Laggard ที่ผลประกอบการเริ่มฟื้นตัว คือ BDMS     


          Strategist Team

          Koraphat Vorachet : Analyst Registration No. 043100

          Fundamental Investment Analyst on Capital Market and Technical

          Koraphat.vorachet@th.nomura.com 0-2081-2771


          Yada Kampalanonwat : Analyst Registration No. 083785

          Fundamental Investment Analyst on Securities

          Yada.Kampalanonwat@th.nomura.com 0-2081-2783


          ที่มา: บจ.หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน ประจำวันที่ 20 พ.ย. 2563

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยบริษัทหลักทรัพย์พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ("บริษัท") ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้จัดทำโดยอาศัยข้อมูลที่จัดหามาจากแหล่งที่เชื่อหรือควรเชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือ และ/หรือถูกต้อง อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ยืนยัน และไม่รับรองถึงความครบถ้วนสมบูรณ์หรือถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้ประกันราคาหรือผลตอบแทนของหลักทรัพย์ที่ปรากฏข้างต้น แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏข้อความที่อาจเป็นหรืออาจตีความว่าเป็นเช่นนั้นได้ บริษัท จึงไม่รับผิดชอบต่อการนำเอาข้อมูล ข้อความ ความเห็น และหรือบทสรุปที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ไปใช้ไม่ว่ากรณีใดๆ บริษัท รวมทั้งบริษัทที่เกี่ยวข้อง ลูกค้า ผู้บริหารและพนักงานของบริษัทต่างๆ  อาจจะทำการลงทุนใน หรือซื้อ หรือขายหลักทรัพย์ที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ได้ทุกเวลา ข้อมูลและความเห็นที่ปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับนี้ มิได้ประสงค์จะชี้ชวน เสนอแนะ หรือจูงใจให้ลงทุนใน หรือซื้อ หรือขายหลักทรัพย์ที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ และข้อมูลอาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ผู้ลงทุนควรใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบในการลงทุนในหรือซื้อหรือขายหลักทรัพย์ บริษัทสงวนลิขสิทธิ์ในข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารนี้ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ประโยชน์ ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง ทำให้ปรากฏ หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ซึ่งข้อมูลในเอกสารนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากบริษัทเป็นการล่วงหน้า การกล่าว คัด หรืออ้างอิง ข้อมูลบางส่วนตามสมควรในเอกสารนี้ ไม่ว่าในบทความ บทวิเคราะห์ บทวิจัย หรือในเอกสาร หรือการสื่อสารอื่นใดจะต้องกระทำโดยถูกต้อง และไม่เป็นการก่อให้เกิดการเข้าใจผิดหรือความเสียหายแก่บริษัท ต้องรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในข้อมูลของบริษัท และต้องอ้างอิงถึงฉบับที่และวันที่ในเอกสารฉบับนี้ของบริษัทโดยชัดแจ้ง การลงทุนในหรือซื้อหรือขายหลักทรัพย์ย่อมมีความเสี่ยง ท่านควรทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อลักษณะของหลักทรัพย์แต่ละประเภท และควรศึกษาข้อมูลของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และข้อมูลอื่นใดที่เกี่ยวข้องก่อนการตัดสินใจลงทุนในหรือซื้อหรือขายหลักทรัพย์


  • ผู้โพสต์ superya
  • 2020-11-20 10:51:10
  • 114

ผู้สนับสนุน