เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

ข่าว


TOURISM SECTOR: คำแนะนำ "Overweight" - บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) 25/01/64

  • 2021-01-25 10:29:39
  • 81

TOURISM SECTOR: คำแนะนำ "Overweight" - บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) 25/01/64

Monday, January 25, 2021 10:24


Industry Update


Industry Outlook

Overweight


Thailand : Tourism


Top recommendations

          - คงน้ำหนักการลงทุน มากกว่าตลาด เลือก MINT (TP 33.00 THB) เป็นหุ้นเด่นจากการฟื้นตัวในช่วง Post-COVID-19 ที่เด่นกว่ากลุ่ม เราเลือก CENTLE (TP 31.10 THB) เป็นตัวแทนของการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศและลุ้นกับมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลใน 2Q64 เราเลือก SHR (TP 3.10 THB) เป็นตัวเลือกที่อาจมี Surprise และจะกลับเข้าแนะนำ ERW(TP 3.80THB) หากเจรจายืดหนี้สำเร็จใน 1Q64


Whats new?

          - คาดผลประกอบการ 4Q63 ของหุ้นกลุ่มโรงแรมใน Coverage ได้แก่ CENTEL, ERW และ SHR มีผลขาดทุนลดลง QoQ จากระดับ Occupancy ที่ดีขึ้น แต่ MINT จะมีผลขาดทุนเพิ่มขึ้น QoQ จากการ Lock down ในยุโรปเต็มไตรมาส

          - กลุ่มอาจมีประเด็นการถูกบังคับตั้งด้อยค่าสินทรัพย์เป็นอีกแรงกดดัน แต่ไม่ใช่รายการเงินสดและไม่กระทบการคิด Covenant


Industry outlook: 

          - ภาพผลประกอบการที่อ่อนแอในช่วง 2-3 ไตรมาสข้างหน้า รวมถึงรายการพิเศษที่อาจเกิดขึ้นจากการตั้งด้อยค่าไม่ได้สะท้อนศักยภาพการทำกำไรที่แท้จริงของบริษัทฯในช่วง Post COVID-19 และเปิดโอกาสให้นักลงทุนระยะยาวทยอยสะสมหุ้นตัวนำในกลุ่มจากภาพอุตสาหกรรมที่จะทยอยถูกปลดล็อคตั้งแต่ 2Q64 จากความสำเร็จของการกระจายวัคซีนและการทยอยเปิดประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป 


TOURISM SECTOR

อย่าถูกหลอกด้วยภาพระยะสั้น


ภาพรวมผลประกอบการ 4Q63 อ่อนแอ ... แต่ไม่กระทบราคาเหมาะสม

          คาดผลประกอบการ 4Q63 ของหุ้นกลุ่มโรงแรมใน Coverage ได้แก่ CENTEL, ERW และ SHR มีผลขาดทุนลดลง QoQ จากระดับ Occupancy ที่ดีขึ้น แต่ MINT จะมีผลขาดทุนเพิ่มขึ้น QoQ ผลกระทบจากการ Lock down ในยุโรปเต็มไตรมาสเพราะการระบาดรอบสองตั้งแต่ช่วงปลายเดือนก.ย.63 ดังนี้

          1) CENTEL คาดผลการดำเนินงานปกติ 4Q63 ขาดทุน 521 ล้านบาท ดีขึ้นจากขาดทุนปกติ 785 ล้านบาทใน 3Q63 แต่อ่อนแอลงเทียบกับขาดทุนใน 2Q63 ที่ 465 ล้านบาท ธุรกิจอาหาร SSSG 18% ดีขึ้นเล็กน้อย QoQ แต่ช้ากว่าคาด Margin ธุรกิจอาหารยังไม่เด่นเพราะการทำ Promotion จำนวนมาก ขณะที่ธุรกิจโรงแรม Occupancy rate คาดที่ 28% (+800 bps QoQ) อย่างไรก็ดีค่าใช้จ่าย SG&A คาดที่ 1.5 พันล้านบาท ยังอยู่ในระดับสูงเทียบกับ 2Q63 ที่ลดลงได้ที่ระดับ 1.1 พันล้านบาท

          2) MINT คาดผลการดำเนินงานปกติ 4Q63 ขาดทุนที่ 5.3 พันล้านบาท อ่อนแอลงเทียบกับขาดทุนปกติ 4.8 พันล้านบาทใน 3Q63 ผลกระทบจากการระบาดรอบสองที่รุนแรงในยุโรป แต่ขาดทุนลดลงเทียบกับ 2Q63 ที่ 7.1 พันล้านบาท แม้มีการ Lock down แต่ผลกระทบไม่เท่ากับการระบาดรอบแรกสะท้อนภาพการผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ขณะที่ธุรกิจอาหาร SSSG 5% ดีขึ้นเทียบกับ -16% ใน 3Q63 และดีกว่า CENTEL อย่างมีนัยสำคัญหนุนจากร้านอาหารในจีนเป็นหลัก รวมถึงร้านอาหารในประเทศเห็นการฟื้นตัวดีกว่าเล็กน้อย 

          3) ERW คาดผลการดำเนินงานปกติ 4Q63 ขาดทุนที่ 385 ล้านบาท ดีขึ้นจากขาดทุนปกติ 514 ล้านบาทใน 3Q63 และขาดทุน 625 ล้านบาทใน 2Q63 หนุนจาก Occupancy ของโรงแรมที่ 29% (+1500 bps QoQ) ที่เพิ่มขึ้น QoQ หนุนจากโรงแรมพื้นที่ต่างจังหวัดที่สามารถขับรถไปถึง รวมถึงโรงแรมกลุ่ม Hop Inn ในประเทศมีการฟื้นตัวที่ดีมี Occupancy rate อยู่ที่ราว 30-40% นอกจากนี้ธุรกิจอาหารในโรงแรมที่ได้ผลบวกจากการจัด Promotion ลดราคาและเทศกาลฉลองปีใหม่หนุนรายได้อาหารในโรงแรมใน 4Q63 

          4) SHR คาดผลการดำเนินงานปกติ 4Q63 ขาดทุนปกติ 461 ล้านบาท ดีขึ้นจากขาดทุนปกติ 600 ล้านบาทใน 3Q63 และขาดทุน 811 ล้านบาทใน 2Q63 โรงแรมใน Maldives ฟื้นตัวเด่นด้วย Occupancy rate เฉลี่ยที่ 42% (+3300 bps QoQ) โดยในเดือนธ.ค.63 ทำ Occupancy rate ได้ถึง 63% เทียบกับ 15% ในเดือน ก.ย.63 ขณะที่ส่วนแบ่งจากโรงแรมใน UK คาดขาดทุน 5 ล้านบาท ได้รับผลกระทบคล้ายกรณีของ MINT ในยุโรป เช่นเดียวกับโรงแรมตามเกาะในไทยที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติยังอ่อนแอ

          ลุ้นฟื้นตัวใน 2H64 ... ปี 2565 เป็นภาพสะท้อนกำไรปกติที่แท้จริง Post-COVID-19

          การระบาดรอบสองที่รุนแรงในปลายปี 2563 ถึง 1Q64 ทำให้การฟื้นตัวของผลประกอบการช้าออกไปอีกราว 1-2 ไตรมาส ส่งผลให้ประมาณของหุ้นในกลุ่มในปี 2564 ถูกปรับลดลง ดังนี้ 

          1) CENTEL คาดปี 2564 ขาดทุน 753 ล้านบาท ปี 2565 กำไร 1.2 พันล้านบาท 

          2) MINT คาดปี 2564 ขาดทุน 8.3 พันล้านบาท ปี 2565 กำไร 4.0 พันล้านบาท 

          3) ERW คาดปี 2564 ขาดทุน 956 ล้านบาท ปี 2565 กำไร 220 ล้านบาท 

          4) SHR คาดปี 2564 ขาดทุน 827 ล้านบาท ปี 2565 กำไร 137 ล้านบาท 

          เราคาดผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มจะกลับไปสู่จุด Break Even รายไตรมาสใน 2H64 อิงสมมติฐานการเริ่มทยอยเปิดประเทศในช่วงปลาย 2Q64 

          ภาพผลประกอบการที่อ่อนแอในช่วง 2-3 ไตรมาสข้างหน้าไม่ได้สะท้อนศักยภาพการทำกำไรที่แท้จริงของบริษัทฯที่กำลังจะทยอยถูกปลดล็อคตั้งแต่ 3Q64 เราเลือกปรับไปใช้ประมาณการปี 2564 ที่สะท้อนผลของวัคซีนเต็มปีและการเปิดประเทศเป็นตัวแทนของกำไรที่แท้จริงและ Discount กลับมาเป็นค่าปัจจุบันในปี 2564 (รายละเอียดรายตัวอ่านเพิ่มในบทวิเคราะห์) 


คงน้ำหนักการลงทุน มากกว่าตลาด  ให้น้ำหนักกับมูลค่าระยะยาว 

          เราคงน้ำหนักการลงทุน มากกว่าตลาด เราเลือก MINT (BUY TP 33.00 THB) เป็นตัวเลือกหลักของกลุ่ม การ Lock down ที่รุนแรงในยุโรปทำให้หุ้นถูกกระทบก่อนโรงแรมอื่นที่มี Port ภายในประเทศเป็นหลัก แต่การกระจายวัคซีนที่เร็วกว่าภูมิภาคอื่นในยุโรปจะทำให้การฟื้นตัวเร็วใน 2H64 เร็วกว่ากลุ่มเช่นกัน นอกจากนี้การบริหารธุรกิจที่เก่งกว่าคู่แข่งจะทำให้การฟื้นตัวของกำไรในช่วง Post COVID-19 เด่นที่สุด

          เราเลือก CENTEL (BUY TP 31.10 THB) เป็นตัวเลือกรอง งบดุลที่แข็งแกร่งกว่ากลุ่มทำให้ความเสี่ยงต่ำในกรณีที่วัคซีนไม่ได้ผลผิดคาดหรือการ Lockdown ลากยาว และอาจได้แรงกระตุ้นพิเศษหากภาพรัฐกระตุ้นการท่องเที่ยวรอบใหญ่ใน 2H64

          สำหรับ SHR (BUY TP 3.10 THB) เรามองเป็นตัวเลือกที่อาจมี Surprise เพราะการฟื้นตัวของตลาด Maldives และโรงแรมใน UK ที่จะดีกว่าที่ตลาดคาด หลังมีวัคซีน และอาจได้มี Surprise สำหรับการซื้อกิจการจากงบดุลที่ดีกว่ากลุ่ม

          ส่วน ERW (TRADING TP 3.80 THB) เรามองเป็นตัวเลือกที่จะฟื้นตัวได้เร็วและแรงในกรณีที่ประเทศไทยพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จาก Operating Leverage ที่สูงกว่ากลุ่มและโรงแรมหลักสองโรง (คิดเป็นราว 60% ของรายได้รวมในปีก่อนเกิด COVID-19) อยู่ในกรุงเทพที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบทั้งหมด อย่างไรก็ดี IBD/E ณ สิ้น 3Q63 อยู่ที่ 2.7x สูงกว่า Debt covenant ที่ 2.5x  ทำให้เกิดความเสี่ยงของการเพิ่มทุนและเป็นแรงกดดันที่ทำให้หุ้นมีโอกาส Laggard กลุ่ม ERW ได้รับอนุมัติ Covenant waivers ในปี 2563 มูลค่าราว 1 พันล้านบาท และอยู่ระหว่างการขอเลื่อนชำระหนี้ (Loan reschedule) ปี 2564 ราว 1.3 พันล้านบาท ซึ่งได้รับการอนุมัติแล้วราว 45% หากเจรจาขอผ่อนผันทำได้สำเร็จ (คาดเกิดขึ้นในช่วงหลังประกาศงบปี 2563) เราคาดตลาดจะพร้อมกลับมาให้น้ำหนักกับ ERW มากขึ้นและหุ้นมีโอกาสถูกยก Band จาก -0.5SD กลับไปซื้อขายที่ค่าเฉลี่ยหรือคิดเป็นกรอบราคาเหมาะสมที่ราว 4.90-5.10 บาทต่อหุ้นได้ 

ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม

          1. การกระจายวัคซีนทั่วโลกมีความล่าช้าส่งผลให้การเปิดประเทศทำไม่ได้ภายใน 2H64 เราคาดว่าตลาดสามารถรอการฟื้นตัวในช่วง 1-2 ไตรมาส แม้ผลประกอบการยังอ่อนแอจากราคาหุ้นที่ยังอยู่ใน Zone ต่ำเทียบกับช่วงก่อนเกิด COVID-19 อย่างไรก็ดีหากการฟื้นตัวล่าช้ากว่า 2H64 หุ้นมีโอกาสปรับฐานก่อนได้และการล่าช้าเกิน 1 ปี อาจกระทบให้งบดุลของบริษัทฯในกลุ่มตึงตัวมากเกินไป

          2. การถูกบังคับตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ในกลุ่ม เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ลากยาว อาจทำให้บริษัทฯที่เพิ่งซื้อกิจการโรงแรมอาจถูก Auditor บังคับตั้งด้อยค่า ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง แม้ไม่กระทบกับกระแสเงินสดของกิจการ แต่จะเป็น Sentiment เชิงลบด้านจิตวิทยาต่อกลุ่มในระยะสั้น เราคาด MINT, CENTEL, ERW, SHR อาจทยอยตั้งสำรอง ซึ่งมูลค่าในการตั้งจะขึ้นอยู่กับพิจารณาของ Auditors แต่ระยะเวลาในการตั้งอาจแตกต่างไปขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบริษัท เบื้องต้นอาจเห็นการตั้งสำรองได้ในช่วง 4Q63-1Q64


CENTRAL PLAZA HOTEL (CENTEL)

4Q63 กลุ่มอาหารฟื้นตัวต่อเนื่อง ... โรงแรมการแข่งขันราคายังสูง 

          ผลประกอบการ 4Q63: คาดขาดทุนปกติที่ 521 ล้านบาท ลดลง YoY จากกำไรปกติที่ 471 ล้านบาทใน 4Q62 แต่ดีขึ้น QoQ จากผลขาดทุนปกติใน 3Q63 ที่ 785 ล้านบาท หนุนจาก 

          1) คาดรายได้กลุ่มโรงแรมที่ 676 ล้านบาท (+57%QoQ, -68%YoY) จากคาด RevPar ที่ -76%YoY ดีขึ้นจาก 3Q63 ที่ -82% หนุนการเพิ่มขึ้นของ Occupancy rate ที่ราว 28% หลังจากการกลับมาเปิดให้บริการโรงแรมเพิ่ม 2 แห่งเป็น 13 แห่ง รวมถึงกลับมาเปิดโรงแรมในประเทศ Maldives แล้วใน 4Q63 (High season) โรงแรมใน Maldives มีการฟื้นตัวของ Occupancy ที่ดี เดือน ธ.ค. อยู่ที่ราว 40% อย่างไรก็ดีในช่วงปลายเดือน ธ.ค. 63 ได้รับผลกระทบจากการระบาด COVID รอบสอง ทำให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอาจยังไม่กลับมาฟื้นตัวแรง QoQ

          2) คาดรายได้ธุรกิจอาหารที่ 2.6 พันล้านบาท (+3%QoQ, -14%YoY) ธุรกิจอาหารเห็นการฟื้นตัวเด่นกว่ากลุ่มโรงแรม คาด SSSG ที่ -18%YoY ลดลงจาก -20%YoY ใน 3Q63 หนุนจาก High business season ในช่วงปลายปี รวมถึงการทำโปรโมชั่นในช่วงเทศการ Christmas และปีใหม่ สำหรับรายได้ Delivery คาดยังทำได้ดีต่อเนื่อง โดยแบรนด์ที่ยังทำได้เด่นคือ KFC และ Mister Donut  

          3) การลดค่าใช้จ่ายยังทำอย่างต่อเนื่อง คาด SG&A ลดลง 16%YoY อยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท แต่ยังสูงกว่าระดับที่เคยทำได้ใน 2Q63 ทำให้สมมุติฐานค่าใช้จ่ายในปี 2563 อาจไม่ได้ลดลงแรงอย่างที่คาด บวกกับประเด็นกดดันจาก 2nd wave ส่งผลให้ประมานการปี 2563 ของเรามี Downside ราว 100 ล้านบาท


CENTEL จะรายงานผลประกอบการ 4Q63 ในวันที่ 1 มี.ค. 64

          ประมาณการและราคาเหมาะสม: เราปรับลดประมาณการปี 2564 เป็นขาดทุนปกติที่ 753 ล้านบาท จากประมานการเดิมที่กำไรปกติ 524 ล้านบาท และปี 2565 เป็นกำไรปกติที่ 1.2 พันล้านบาท จากเดิมที่กำไรปกติ 1.6 พันล้านบาท หลักๆ จากการปรับลดสมมติฐาน 

          1) รายได้กลุ่มโรงแรมปี 2564 ลดลง 38% และรายได้ธุรกิจอาหารลดลงเล็กน้อย 6% จากประมานการเดิมของเรา อิงแนวโน้มรายได้ชะลอการฟื้นตัวออกไปจากผลกระทบของ COVID-19 รอบสองทั้งในและต่างประเทศ 

          2) คาดรายได้ธุรกิจโรงแรมปี 2565 ลดลง 14% และรายได้ธุรกิจอาหารลดลงเล็กน้อย 3% จากประมาณการเดิมของเราเพื่อให้สะท้อนผลกระทบของการระบาดรอบสองในปี 2564 

ประมาณการปัจจุบันของเราอิงสมมติการทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเกิดขึ้นในช่วงปลาย 2Q64 และจะเริ่มทำได้เต็มตัวใน 4Q64 หนุนการฟื้นตัวชัดเจนในปี 2565

          คำแนะนำ: ผลประกอบการที่อ่อนแอในช่วง 2-3 ไตรมาส ไม่ได้สะท้อนศักยภาพการฟื้นตัวที่แท้จริงของบริษัทฯที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วง 3Q63 

          เราปรับไปใช้ประมาณการปี 2565 ที่ กำไรปกติ 1.2 พันล้านบาท อิง EV/EBITDA ที่ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และ Discount ด้วย Ke ที่ 10.5% ได้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2564 ที่ 31.10 บาทต่อหุ้น 

          เราคงคำแนะนำ ซื้อ CENTEL มีงบดุลที่แข็งแกร่งกว่ากลุ่มทำให้ความเสี่ยงต่ำในกรณีที่สถานการณ์ลากยาว และยังได้แรงกระตุ้นพิเศษหากภาพรัฐกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ


MINOR INTERNATIONAL PUBLIC (MINT)

NH Hotel ถูกกระทบจาก COVID-19 รอบสอง... แต่คาดฟื้นเร็วกว่ากลุ่ม


          ผลประกอบการ 4Q63: คาดผลประกอบการขาดทุนปกติที่ 5.3 พันล้านบาท ลดลง YoY จากกำไรปกติที่ 2.6 พันล้านบาทใน 4Q62 และลดลง QoQ จากขาดทุนปกติ ที่ 4.8 พันล้านบาท ใน 3Q63 ดังนี้ 

          1) คาดรายได้ธุรกิจโรงแรมที่ 8.2 พันล้านบาท (+4%QoQ, -62%YoY) จาก RevPar เฉลี่ยกลุ่มที่ -61%YoY ปรับตัวดีขึ้นจาก -63% ใน 3Q63 อิงสมมติฐาน Occupancy rate ที่ 33% หนุนจาก a) โรงแรม MLRs ซึ่งอยู่ในโซน Australia ที่การระบาดรุนแรงน้อยกว่าพื้นที่อื่นมีการฟื้นตัวดี ทำ Occupancy rate สูงขึ้น QoQ b) การฟื้นตัวของ Occupacy rate ของโรงแรมใน Maldives ที่ดีขึ้นทุกเดือน MoM ตลอด 4Q63 แต่ c) โรงแรมในยุโรปได้ผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 รอบสอง สุทธิแล้วส่งผลให้ Occupancy rate เฉลี่ยทั้งกลุ่มใน 4Q63 ทำได้เพียงทรงตัว QoQ

          2) ธุรกิจอาหารคาดเห็นการฟื้นตัวเด่นกว่ากลุ่มโรงแรม คาดรายได้ที่ 5.6 พันล้านบาท (+11%QoQ, -6%YoY) จาก SSSG คาดลดลงในอัตราชะลอตัวที่ -5%YoY ดีขึ้นจาก -15%YoY ใน 3Q63 หนุนจากการกลับมาให้บริการร้านอาหารเกือบครบ 100% และร้านอาหารในจีนที่กลับมาเติบโตเด่นกว่าพื้นที่อื่น คาด SSSG ในจีนกลับมาเป็นบวกแล้วราว 10% รวมถึงรายได้จาก Delivery มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

          3) อย่างไรก็ดีคาด SG&A ใน 4Q63 เพิ่มขึ้นที่ 5% อยู่ที่ 6.1 พันล้าน จากการกลับมาเปิดโรงแรมในยุโรปและสาขาร้านอาหารมากขึ้น 

หากผลประกอบการออกมาตามคาด ประมาณการปี 2563 ของเราจะมี Downside ราว 800-900 ล้านบาทเนื่องจากผลกระทบการระบาดรอบใหม่ส่งผลให้ภาพการฟื้นตัวของกลุ่มโรงแรมโดยเฉพาะ NH Hotelอาจชะลอออกไปราว 1-2 ไตรมาส


MINT จะรายงานผลประกอบการ 4Q63 ในวันที่ 25 ก.พ. 64

          ประมาณการและราคาเหมาะสม: เราปรับลดประมาณการปี 2564 เป็นขาดทุนปกติที่ 8.3 พันล้านบาท จากประมานการเดิมที่กำไรปกติ 1.3 พันล้านบาท และคงประมาณการปี 2565 ที่กำไรปกติ 4.0 พันล้านบาท จากการปรับลดสมมติฐาน 

          1) ปรับลดประมาณการรายได้กลุ่มโรงแรมปี 2564 ลดลง 5% YoY และรายได้ธุรกิจอาหารลดลง 12% เพื่อใส่ผลกระทบของการระบาดของ COVID-19 รองสองทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ดีเรายังคาดจะเห็นการฟื้นตัวของ MINT ที่เร็วกว่ากลุ่มเนื่องจากกลุ่มนักท่องเที่ยวในยุโรปพร้อมที่จะกลับมาเดินทางมากกว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวในโซนเอเชียและตลาดยุโรปได้รับวัคซีนก่อนหน้าตลาดเอเชีย 

          2) คาดรายได้ธุรกิจโรงแรมปี 2565 เติบโต 13% YoY ได้รับแรงหนุนจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติเต็มปี 

คำแนะนำ: 

          เราปรับไปใช้ประมาณการปี 2565 ที่ กำไรปกติ 4.0 พันล้านบาท อิง EV/EBITDA ที่ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และ Discount ด้วย Ke ที่ 15.0% ได้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2564 ที่ 33.00 บาทต่อ

          เราคงคำแนะนำ ซื้อ MINT มีจุดเด่นจากโรงแรมส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปและมี Diversify portfolio ในธุรกิจอาหาร อย่างไรก็ดีแม้โรงแรมในยุโรปอาจถูกกระทบจากการระบาดรอบสองก่อนกลุ่มอื่นใน 4Q63 อย่างไรก็ดีผลบวกจากวัคซีนจะมาถึง MINT ก่อนหุ้นตัวอื่นเช่นกัน และหนุนให้ MINT ฟื้นตัวได้เร็วและแรงกว่ากลุ่ม 


THE ERAWAN GROUP (ERW)

Hop Inn ในประเทศฟื้นตัวเด่น แต่โรงแรมใหญ่ยังถูกกดดัน

ผลประกอบการ 4Q63: คาดขาดทุนปกติที่ 385 ล้านบาท ลดลง YoY จากกำไรปกติที่ 162 ล้านบาท ใน 4Q62 แต่ดีขึ้น QoQ จากขาดทุนปกติใน 3Q63 ที่ 512 ล้านบาท ดังนี้ 

          1) คาดรายได้ธุรกิจโรงแรมที่ 672 ล้านบาท (+68%QoQ, -60%YoY) จาก RevPar (ไม่รวมกลุ่ม Hop Inn) คาดลดลง -81%YoY ปรับตัวดีขึ้นจาก -89% YoY ใน 3Q63 หนุนจากอัตราการเข้าพักเฉลี่ย (Occupancy rate ex. Hop Inn) คาดที่ 29% เพิ่มขึ้นจาก 14% ใน 3Q63 

          2) โรงแรมที่มีการฟื้นตัวดีต่อเนื่องคือโรงแรมในพื้นที่ Driving distance อย่างพัทยาและหัวหิน และโรงแรมขนาดเล็กอย่าง Hop Inn ในประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดหลักอย่างเชียงใหม่ คาดเห็น Occupancy rate ของ Hop Inn ได้ที่ราว 40-50% อย่างไรก็ดี ภาพรวม Occupancy rate ของโรงแรมในไทยทั้งหมดไม่รวม HopInn ใน 4Q63 ยังฟื้นตัวช้าเนื่องจากโรงแรมขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯต้องพึ่งพิงนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก ต้องรอการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มเติมใน 2H64 เป็นปัจจัยหลักหนุนให้ฟื้นตัว 

          3) สำหรับโรงแรมในกลุ่ม Hop Inn ในฟิลิปปินส์มีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าประเทศไทย เนื่องจากประเทศฟิลิปปินส์ยังมีความเข้มงวดเรื่องการควบคุมโรค COVID-19 มาก โดย ERW เลือกเปิดโรงแรมเพื่อเป็นสถานที่กักตัวทางเลือก (Alternative State Quarantine (ASQ)) ทั้งหมด ทำให้ Occupancy rate ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดอัตราการเข้าพักที่ราว 31% เพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจาก 27% ใน 3Q63

          3) คาด SG&A ใน 4Q63 เพิ่มขึ้นที่ 13%QoQ แต่ลดลง 32%YoY เนื่องจากการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง

          ประมานการผลประกอบการปี 2563 ของเรามี Downside ราว 100 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบการระบาดรอบใหม่ส่งผลให้คาดภาพการฟื้นตัวอาจชะลอออกไป 

          ERW จะรายงานผลประกอบการ 4Q63 ในวันที่ 23 ก.พ. 64

ประมาณการและราคาเหมาะสม: เราปรับลดประมาณการปี 2564 เป็นขาดทุนปกติที่ 956 ล้านบาท จากประมานการเดิมที่ขาดทุนปกติ 184 ล้านบาท และปรับเพิ่มประมานการปี 2565 เป็นกำไรปกติที่ 221 ล้านบาท จากเดิมที่กำไรปกติ 188 ล้านบาท หลักๆจาก 

          1) ปรับลดรายได้กลุ่มโรงแรมปี 2564 ลง 47% อิงแนวโน้มรายได้ชะลอการฟื้นตัวออกไปจากช่วงต้นปีเป็นปลายปีเพื่อรอรับผลบวกจากการกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หลังเหตุการณ์การระบาดของ COVID-19 รอบสองช่วงปลายปี 2563 

          2) ปรับรายได้ธุรกิจโรงแรมปี 2565 ขึ้นเล็กน้อย 10% สะท้อนการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเลือกมาเที่ยวในประเทศที่มีการควบคุมที่ดีก่อน รวมถึงผลบวกจากวัคซีนที่ผลิตในปี 2564 และแผนการปรับปรุงและเปิดโรงแรมใหม่ที่ขยายออกไปเพื่อควบคุมกระแสเงินสด 

          ภาพผลประกอบการกลุ่มโรงแรมที่มีแนวโน้มอ่อนแอในช่วง 2-3 ไตรมาสของปี 2564 ไม่ได้สะท้อนศักยภาพการฟื้นตัวที่แท้จริงของบริษัทฯ อย่างไรก็ดี ERW อาจมีประเด็นความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่องหากสถานการณ์ลากยาวถึงปลายปีและยังไม่เห็นการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ERW มี IBD/E ใน อยู่ที่ราว 2.7x สูงกว่าเมื่อเทียบกับ Debt covenant ที่ 2.5x ให้เกิดความเสี่ยงของการเพิ่มทุนและเป็นแรงกดดันที่ทำให้หุ้นมีโอกาส Laggard กลุ่ม ERW ได้รับอนุมัติ Covenant waivers ในปี 2563 มูลค่าราว 1 พันล้านบาท และอยู่ระหว่างการขอเลื่อนชำระหนี้ (Loan reschedule) ปี 2564 ราว 1.3 พันล้านบาท ซึ่งได้รับการอนุมัติแล้วราว 50% หากเจรจาขอผ่อนผันทำได้สำเร็จ (คาดทราบผลช่วงหลังประกาศงบปี 2563) คาดตลาดจะพร้อมกลับมาให้น้ำหนักกับ ERW มากขึ้น

          คำแนะนำ: คงคำแนะนำ TRADING เราเลือกปรับไปใช้ประมาณการปี 2565 ที่ กำไรปกติ 221 พันล้านบาท อิง -0.5 SD EV/EBITDA ที่ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี เนื่องจากแนวโน้มการฟื้นตัวที่จะช้ากว่ากลุ่ม และ Discount ด้วย Ke ที่ 12.8% ได้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2564 ที่ 3.80 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ดี หากบริษัทเจรจายืดหยุ่นได้สำเร็จ ส่งผลให้ความเสี่ยงประเด็นเพิ่มทุนลดลง บวกกับหากนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาคาดจะฟื้นตัวได้เร็วและแรง คาดตลาดจะพร้อมกลับมาให้น้ำหนักกับ ERW มากขึ้น และหุ้นมีโอกาสกลับไปซื้อ ขาย ที่ ค่าเฉลี่ยที่ราว 4.90-5.10 บาทต่อหุ้น


S HOTELS AND RESORTS PUBLIC (SHR)

ขาดทุนลดลงต่อเนื่อง QoQ ... โรงแรมใน Maldives ฟื้นตัวเด่น

          Update Operations: ใน 4Q63 SHR กลับมาเปิดโรงแรมเกือบทั้งหมดในเครือ โดยเหลือแค่โรงแรม Outrigger ที่ Konotta ประเทศ Maldives ที่บริษัทฯมีกำหนดจะเปิดให้บริการใน 3Q64 

          ผลประกอบการ 4Q63: คาดขาดทุนปกติที่ 461 ล้านบาท อ่อนแอลง YoY จากขาดทุนปกติที่ 166 ล้านบาท ใน 4Q62 แต่ดีขึ้น QoQ จากขาดทุนปกติใน 3Q63 ที่ 600 ล้านบาท ผลประกอบการดีขึ้น QoQ ดังนี้ 

          1) คาดรายได้ธุรกิจโรงแรมที่ 286 ล้านบาท (+151%QoQ, -76%YoY) จาก RevPar เฉลี่ยใน 4Q63 คาดที่ -56%YoY อิงอัตราการเข้าพัก (Occupancy rate) ที่ 28% หนุนจากการฟื้นตัวของโรงแรมในมัลดีฟส์ที่เปิดเพิ่มอีก 1 แห่งใน 4Q63 และมีการเพิ่มขึ้นของ Occupancy rate ที่เด่นจาก 15% ในเดือน ก.ย 63 สูงถึง 63% ในเดือน ธ.ค.63 และมีแนวโน้มที่จะทรงระดับที่ 50%-60% ได้ใน 1Q64

          2) คาด SG&A ที่ 300 ล้านบาท จาก 282 ล้านบาท ใน 3Q63 (+6%QoQ, -26%YoY) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเนื่องจาก SHR ได้กลับมาเปิดโรงแรมเพิ่มใน 4Q63 แต่ยังลดลง YoY จากการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง

          4) Share of profit ใน 4Q63 คาดที่ขาดทุนเล็กน้อยที่ 5 ล้านบาท ลดลง QoQ จากกำไรที่1 ล้านบาทใน 3Q63 แม้โรงแรมใน UK มีการฟื้นตัวที่ดีในช่วงต้นไตรมาสแต่ปลายไตรมาสเริ่มเห็นแรงกดดันจากการระบาดรอบสองในต่างประเทศส่งผลให้ภาพรวมอ่อนแอลง 

          SHR จะรายงานผลประกอบการ 4Q63 ในวันที่ 24 ก.พ. 2564

          ประมาณการและราคาเหมาะสม: เราปรับลดประมาณการปี 2564 เป็นขาดทุนปกติที่ 827 ล้านบาท จากประมานการเดิมที่ขาดทุนปกติ 445 ล้านบาท และปี 2565 เป็นกำไรปกติที่ 137 พันล้านบาท จากกำไรปกติที่ 102 ล้านบาท หลักๆ จากการปรับสมมติฐาน 

          1) รายได้กลุ่มโรงแรมปี 2564 ลดลง 37% จากประมานการเดิมของเรา จากแนวโน้มรายได้ชะลอการฟื้นตัวออกไปบนผลกระทบของ COVID-19 รอบสองในต่างประเทศ 

          2) คาดผลประกอบการปี 2565 เพิ่มขึ้น 34% จากประมานการเดิมของเรา หนุนจากการ ramp up ของกลุ่มโรงแรมใน Maldives ที่ทำได้ดีกว่าคาด แม้อยู่ในช่วงการระบาดรอบสองยังสามารถเห็น Occupancy rate ที่ราว 50-60% เราคาดว่าหาดสถานการณ์คลี่คลายเพิ่มขึ้นจะสามารถเห็นการเติมโตที่เร็วขึ้นที่ระดับ 60-70% เป็นไปได้

          3) อย่างไรก็ดีแม้คาดรายได้ปี 2564 ลดลง แต่เราคาดอัตราการทำกำไรจะดีขึ้น ปี 2564 บริษัทจะทำการปรับแผนการดำเนินงานโดยการทำ Hotel Conversion คือ convert โรงแรมกลุ่ม Management ไปเป็นบริหารเอง (Owned hotels) คาดจะเริ่ม convert โรง Outrigger Laguna ภูเก็ต 1 โรงใน เดือน ก.พ. 64 และ Outrigger เกาะสมุยอีก 1 โรงในเดือน เม.ย. 64 ส่งผลให้คาด margin กลุ่มโรงแรมสูงขึ้น เนื่องจากการ conversion จะลดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าใช้จ่ายในการบริหาร เป็นต้น 

          คำแนะนำ: เราคงคำแนะนำ ซื้อ เรามองภาพผลประกอบการจะอ่อนแอในช่วง 2-3 ไตรมาส แต่คาดผลประกอบการในปี 2564 ไม่ได้สะท้อนศักยภาพการฟื้นตัวที่แท้จริงของบริษัทฯ เราจึงปรับไปใช้ประมาณการปี 2565 ที่กำไรปกติ 137 ล้านบาท อิง EV/EBITDA ที่ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี และ Discount ด้วย Ke ที่ 12.8% ได้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2564 ที่ 3.10 บาทต่อหุ้น 


          Research Analysts:

          Supachai Wattanavitheskul

          Tel.     +662 009 8066

          E-Mail   Supachai.w@yuanta.co.th

          ID       067676

 

          Kansiri Kara

          Assistant Analyst

                    

          ที่มา: บจ.หลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ประจำวันที่ 25 ม.ค. 2564

  • ผู้โพสต์ superya
  • 2021-01-25 10:29:39
  • 81

ผู้สนับสนุน