เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

ข่าว


Play of the Day: ประเด็นหลักต่อตลาดหุ้นไทยวันนี้ - บล.โนมูระ พัฒนสิน 25/01/64

  • 2021-01-25 11:45:43
  • 127

Play of the Day: ประเด็นหลักต่อตลาดหุ้นไทยวันนี้ - บล.โนมูระ พัฒนสิน 25/01/64

Monday, January 25, 2021 10:49


 


"Lower Interest Rate Play"


          CNS Daily Strategy: คาดตลาด Sideways/Down ต้าน 1510/1519 จุด รับ1486/1477 จุด สหรัฐฯกำลังเผชิญการแพร่ระบาดของ Covid-19 สายพันธ์อังกฤษ ที่คาดจะทำให้ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 6 แสนราย จึงจำเป็นจะต้องพึงพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านเหรียญของ Biden ขณะที่มุมมองทางฝั่ง AEJ Nomura ประเมินตลาดหุ้น AEJ ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันซื้อขายใน PER ที่สูงถึง 15.2x ใกล้เคียงจุดสูงสุดเดิม ขณะที่ค่า Equity Risk Premium ลดระดับลงมาสู่ 4.7% (เทียบกับ GFC ที่ 3.7%) ท่ามกลางการขาดปัจจัยหนุนใหม่ๆ ดังนั้น Nomura สะท้อนว่าตลาด AEJ อาจจะเผชิญการเก็งกำไรที่มากเกินไป จึงให้น้ำหนักที่ตลาดจะพักฐาน กลยุทธ์วันนี้แนะ Lower Interest Rate Play : MICRO, KKP


Nomura : Key Factors

          (*) Ex Factor: ดัชนี PMI ภาคผลิตและบริการเบื้องต้นในเดือนม.ค.ของสหรัฐฯพุ่งขึ้นสู่ 58.0 สูงสุดในรอบ 2 เดือน ขณะที่ในยุโรปและอังกฤษรายงานออกมาค่อนข้างอ่อนแอ

          (*/-) US: สหรัฐฯกำลังเผชิญการแพร่ระบาดของ Covid-19 สายพันธ์อังกฤษ ที่คาดจะทำให้ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 6 แสนราย

          (-) OIL: วานนี้ WTI -0.86$(-1.62%) สู่52.27/bbl, BRT -0.69$(-1.23%) สู่55.41/bbl

          (-) TH: การติดเชื้อจากภายในประเทศเริ่มเร่งตัวอีกครั้ง กังวล Cluster ใหม่

          (-) Fund Flows: หุ้น -1,053 ลบ, สัญญา Future -1,274 สัญญา, Bond -197 ลบ


          Nomura Daily Top Picks: MICRO, KKP

          Equity Daily Outlook : คาดตลาดหุ้นไทย Sideways/Down ต้าน 1510/1519 จุด รับ1486/1477 จุด ดัชนี PMI ภาคผลิตและบริการเบื้องต้นในเดือนม.ค.ของสหรัฐฯพุ่งขึ้นสู่ 58.0 สูงสุดในรอบ 2 เดือน ขณะที่ในยุโรปและอังกฤษรายงานออกมาค่อนข้างอ่อนแอ จากการที่ภาครัฐฯใช้มาตรการ Lockdown ที่เข้มงวดในการป้องกัน Covid-19 ขณะที่สหรัฐฯเริ่มเผชิญการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 สายพันธ์อังกฤษทีรุนแรงมากขึ้น ซึงสามารถแพร่ระบาดได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์ปกติถึง 2 เท่า โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯส่งสัญญาณว่าในช่วง 1 เดือนนี้จะเห็นตัวเลขผู้เสียชีวิตเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ปธน. Biden เตรียมลงนามสั่งห้ามประชาชนที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ ซึ่งเดินทางมาจากแอฟริกาใต้ อังกฤษ และบราซิล เข้าประเทศ ขณะที่ปัจจุบันประชาชนชาวสหรัฐฯได้รับวัคซีนไปเพียง 5% ของประชากรทั้งหมด ดังนั้น นักลงทุนจึงค่อนข้างคาดหวังที่จะเห็นการเร่งอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านเหรียญเพื่อเยียวยาเศรษฐกิจ แต่มีความเสี่ยงที่วุฒิสภาจะไม่เห็นด้วย จึงต้องจับตาทาทีต่อไป ขณะที่สำหรับไทย ตัวเลขผู้ติดเชื้อภายในประเทศเริ่มเร่งตัวอีกครั้ง โดยวานนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 198 ราย แต่เป็นการติดเชื้อในประเทศสูงถึง 118 ราย ขณะที่สถานการณ์ในกทม.เริ่มมีความกังวลว่าจะเกิด Cluster ใหม่จากเคสปาร์ตี้ของดีเจ ซึ่งพบผู้ติดเชื้อที่เกี่ยวข้องแล้วรวม 19 ราย จึงต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ Nomura มีการอัพเดทมุมมองต่อตลาด AEJ โดยประเมินตลาดหุ้น AEJ ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันซื้อขายใน PER ที่สูงถึง 15.2x ใกล้เคียงจุดสูงสุดเดิม  ขณะที่ค่า Equity Risk Premium ลดระดับลงมาสู่ 4.7% (เทียบกับ GFC ที่ 3.7%) ท่ามกลางการขาดปัจจัยหนุนใหม่ๆ  สะท้อนว่าตลาด AEJ อาจจะเผชิญการเก็งกำไรที่มากเกินไป จึงให้น้ำหนักที่ตลาดจะพักฐานจาก Valuation ที่ตึงตัว

          Daily Strategy : ตลาดขาดปัจจัยหนุนใหม่ๆ ขณะที่ยอดผู้ติอเชื้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง มีความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับฐาน จึงวางกรอบสัปดาห์นี้ไว้ที่ 1480/1464 จุด ส่วนระยะยาวคงคำแนะนำถือหุ้นไทยราว 50%

          Research Highlight :

          MICRO(TP7.7) : เราเริ่มต้นคำแนะนำ BUY ด้วย TP 21F ที่ 7.7 บาท/หุ้น โดยเราชอบ  MICRO เพราะ i) คาดสินเชื่อรวมเติบโตต่อเนื่อง จากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ii) คาด NIM มีแนวโน้มปรับระดับเพิ่มขึ้น จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ผลักดันให้กำไรสุทธิปี 2020-22F เติบโตเฉลี่ย +32% ต่อปี  สำหรับคุณภาพสินทรัพย์คาดดีขึ้นต่อเนื่อง เห็นได้จาก NPL Ratio ปรับระดับลง จากมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

          กำไรกลุ่มธนาคาร 4Q20 รายงานที่ 2.8 หมื่นลบ. (-20%y-y, +22%q-q) ดีกว่าเราคาดราว 35% เพราะ KBANK ตั้งสำรองน้อยกว่าคาด โดยกำไรที่ลดลง y-y กดดันจาก 1) ค่าใช้จ่ายสำรอง 2) กำไรจากเงินลงทุนลดลง 3) NIM หดตัว ส่วนการเพิ่มขึ้น q-q เพราะ 1) KBANK ตั้งสำรองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 2) ค่าธรรมเนียมสูงขึ้นตามฤดูกาล ด้านคุณภาพสินทรัพย์ KBANK, KKP น่ากังวลน้อยลง ส่วน TISCO, BBL ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่ TMB, SCB, KTB ยังต้องจับตา สว่นแนวโน้ม 1Q21 ยังไม่สดใส โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ จากสำรองที่ยังสูง แต่ธนาคารขนาดกลาง TISCO, KKP คาดกำไรโตเด่น  y-y q-q

          Commodity Play : 1) PVC Integrated Spread ปรับตัวขึ้น 4.2%w-w สู่ 936 เหรียญฯต่อตัน ใกล้จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ บวก VNT  และ 2) PTA Spread +17.8%w-w สู่ 99.4เหรียญฯต่อตัน บวก IVL

          Bond Yield ไทย 10ปี ลดลงต่อเนื่องสู่ 1.18% และ สัญญาณ Dovish ของ กนง. ในการประชุมรอบก่อนทำให้คาด 1Q21 จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยลง 1-2ครั้ง ใน 1Q21 และการประชุม กนง 3 ก.พ. นี้  Nomura คาด จะมีการลดดอกเบี้ย 25bps สู่ 0.25% จะกดดันกำไรสุทธิของ KTB, TMB, BBL, SCB, KBANK มี Downside มากที่สุดเรียงตามลำดับ  -10.1% ถึง -6% แต่มองเป็นบวกต่อกลุ่ม Hire-Purchase +ฐานกำไรราว 4% สำหรับ TISCO & KKP กลุ่ม Consumer Finance(SAWAD, MTC) และ PROP(AP, SPALI, LH), ICT ปันผลสูง(ADVANC, INTUCH)

          GDP 4Q20 ของจีนออกมาดีกว่าคาด  และจะฟื้นแรง 1Q21 หลังเห็นสัญญาณภาคการผลิตจีนเชิงบวกหนุน Petro(IVL, VNT) Logistic(WICE, RCL), F&B(CBG, TKN) เด่น

          2H20F Dividend Play : หุ้นที่คาดว่าจะจ่ายเงินปันผลสูงกว่า 3.7%  ในช่วงเดือนมี.ค.-พ.ค.นี้ และพื้นฐานดี แนะ MC, AP, KKP, SC, SPCG, THANI, HTC, PTT, SNC, TISCO

          หุ้น PER ต่ำ 13 เท่าและแนวโน้มผลประกอบการเด่น GFPT, SNC, HTC, XO, SPALI, AP

          JAN 2021 Portfolio : SPALI, PTT, SCGP, SAWAD, XO, VNT

          2021 Best Picks : SCC, SCGP, PTT, TOP, GULF, SAWAD, KCE, CPALL, CENTEL  Mid-Small cap แนะนำ VNT, GFPT, SNC


2021F Strategy : Flash light of Thailand Economic


Theme: 2022 Upcycle Ahead : SCC, SCGP, PTT, TOP, GULF, SAWAD, KCE, CPALL, CENTEL

          Mid-Small cap picks : VNT, GFPT, SNC


Fundamental & Tactical Daily Top Picks :


MICRO (TP21F 7.7*): S 5.65/5.50  R 6.15/6.50  (Stop Loss: 5.4)

          Theme: Low rate of interest Play

          Earnings Outlook: เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกมือสอง ที่มีอัตรากำไรดี Average yield 16%, สินเชื่อโตเฉลี่ย 22% ต่อปี และมีการควบคุม NPL ยังอยุ่ในระดับเฉลี่ย 4.2-4.3% คาดกำไรปี 21F เพิม 45% จากสินเชื่อขยายตัว และ NIM มีโอกาสปรับลด จากโอกาสลดดอกเบี้ย โดยระยะสั้น กำไร 4Q20F คาด 42 ลบ. (+26% y-y, +30% q-q)

          Valuation: หุ้นซื้อขาย P/BV 2.9 เท่า สูงกว่ากลุ่ม แต่มองยังเหมาะสมจากผลประกอบการยังอยู่ในช่วงเติบโตสูง เด่นสุดนกลุ่มฯ

          Catalyst: เราเริ่มต้นคำแนะนำ ซื้อ จาก TP21F 7.7 บาท มองยังเป็นช่วงผลประกอบการเติบโตสูง และอยู่ในวงจรโลจิสติกต์ที่ได้ประโยชน์ และคาดได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยต่ำ (ต้นทุนเป็นแบบลอยตัวเกิน 50% ของทั้งหมด)  ซึ่งประชุมกนง.รอบนี้ 3 กพ. คาดมีโอกาสลดดอกเบี้ย


KKP (TP21F 68*): S 56.0/55.0  R 57.75/58.5  (Stop Loss: 53.75)

          Theme:  Low rate of interest Play

          Earnings Outlook: หลังตั้งสำรองสูงขึ้นกว่า 1 พันลบ. ใน 4Q20 ขณะที่ คุณภาพสินทรัพย์ NPL ยังทรงตัวที่ 2.9% และ Coverage ration เพิ่มเป็น 151% คาดว่ากำไรปี 2021F จะเด่น +47% y-y จากทั้งสินเชื่อขยายตัว และรายได้ค่าธรรมเนียมยังมีงาน IB ใหญ่อย่าง OR รอรับรู้ รวมถึง สำรองที่คาดลดลง 

          Valuation: ราคาหุ้นมี P/BV ที่ 0.9 เท่า และมี Div yield สูง 5.4%

          Catalyst: คาดได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยลดลง (โนมูระคาด กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยนโยบายลง, ประชุม  3 ก.พ.) + หลังรายงานงบ bank เสร็จสิ้น พบว่า Bank เล็ก ดูมีผลประกอบการที่ดีกว่า โดย KKP ยัง Laggard TISCO เชิง Valuation มาก ด้าน P/BV ที่ TISCO 1.6x vs KKP 0.9x และยังให้ปันผลสูงเหมือนกัน 

          Note: TP (Bloomberg Consensus) , *TP(CNS), **TP(Nomura)


Research and IRIS Reports


INITIATE


MICRO (BUY, TP7.7) Net profit growth continues to outperform

          เราเริ่มต้นคำแนะนำ BUY ด้วย TP 21F ที่ 7.7 บาท/หุ้น โดยเราชอบ  MICRO เพราะ i) คาดสินเชื่อรวมเติบโตต่อเนื่อง จากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ii) คาด NIM มีแนวโน้มปรับระดับเพิ่มขึ้น จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ผลักดันให้กำไรสุทธิปี 2020-22F เติบโตเฉลี่ย +32% ต่อปี  สำหรับคุณภาพสินทรัพย์คาดดีขึ้นต่อเนื่อง เห็นได้จาก NPL Ratio ปรับระดับลง จากมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

          Catalysts การเติบโตของสินเชื่อรวม ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย และคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีกว่าคาด

          Anchor themes การเติบโตของสินเชื่อรวมและค่าธรรมเนียมในการขายประกัน ผลักดันให้กำไรเติบโตโดดเด่น

 

EARNINGS PREVIEW


VGI (NEUTRAL, TP7.15) คาดกำไร 3Q21F ฟื้น q-q แต่ยังต่ำมาก y-y           

          เรามีมุมมอง Positive คาดกำไร 3Q21F ที่ 103 ลบ. ฟื้นจากฐานต่ำ +769% q-q จากรายได้สื่อ Transit และ Office ฟื้น q-q ตามสถานการณ์ COVID-19 ที่ดีขึ้น และยังมีรายได้เงินปันผลจาก PLANB อีก 59 ลบ. จากไตรมาสก่อนหน้าไม่มี อย่างไรก็ตาม กำไรลดลง -74% y-y จาก COVID-19 ฉุดรายได้ แนวโน้ม 4Q21F พลิกขาดทุน -48 ลบ. จากผล COVID-19 ระลอกใหม่ อย่างไรก็ดี คาดรัฐคุมสถานการณ์ได้ใน 1H20 หนุนปี FY22F ฟื้นเป็นกำไร 926 ลบ. คงคำแนะนำ NEUTRAL ราคาเป้าหมาย 7.15 บาท

 

EARNINGS PREVIEW


TU (TRADING BUY, TP16.3) คาดกำไรสุทธิ 1639 ลบ. ใน 4Q20F ยังเพิ่ม +55%y-y            

          คงแนะนำ Trading Buy TU (TP 16.3) เรามีมุมมองเป็นกลาง คาดกำไรสุทธิใน 4Q20F อยู่ที่ 1835 ลบ. ยังเติบโต +55%y-y แต่ลด -20%q-q ทั้งนี้หากเทียบ q-q เป็นผลทางฤดูกาลรวมทั้งต้นทุนทูน่าเพิ่มและค่าเงินบาทแข็งค่า ทั้งนี้คาดาธุรกิจทูน่า+อาหารสัตว์เลี้ยงมียอดขาย+GPMเพิ่ม y-y แต่ GPM ลด q-q ส่วนธุรกิจกุ้ง+แซลมอนมียอดขายลด y-y ฟื้น q-q แต่ GPM ลดทั้ง y-y q-q การระบาดโควิดรอบ 2 ยังมีผลต่อลูกค้ากลุ่มร้านอาหาร ส่วน RL คาดขาดทุนเพิ่มขึ้น y-y เพราะสถานการณ์อุตฯยังแย่กว่าก่อนโควิดนอกจากนี้ขาดทุนเพิ่ม q-q ตามฤดูกาลที่ 4Q มีลูกค้าน้อย อย่างไรก็ตามประมาณการ 4Q20F ดีกว่าเราคาดเดิมในแง่ GPM และยอดขายทูน่า และคาดว่าจะยังดีต่อใน 1Q21F เราจึงปรับประมาณการปี 21F ขึ้น 3% มาที่ 5467 ลบ. แต่ยังคงคาดกำไรสุทธิปี 21F ลด y-y เพราะต้นทุนทูน่าเพิ่มขึ้นและยอดขายทูน่าโตไม่เด่นเท่าปี 20F ส่วนกลุ่มกุ้งคาดดีขึ้น y-y ดึง GPM ลด   

 

EARNINGS PREVIEW


MEGA (NEUTRAL, TP39) คาดกำไร 4Q20F ทำจุดสูงสุดใหม่จากการเติบโต 2 ธุรกิจหลัก         


          เราคาดกำไรสุทธิ 4Q20F ที่ 410 ลบ. ทำจุดสูงสุดใหม่ โดยกำไรโต +6%y-y หลักๆมาจากคาดรายได้ของทั้ง 2 ธุรกิจหลัก Mega We Care (MWC) และ Maxxcare เติบโตเด่นจากความต้องการยาและอาหารเสริมที่สูงขึ้นหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 และธุรกิจขนส่งโดยเฉพาะในพม่าที่ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับ q-q โต +20%q-q จากไม่มีส่วนแบ่งขาดทุนจากการยุติกิจการร่วมค้า MSN JV ในพม่า และคาด GPM สูงขึ้นเพราะสัดส่วนรายได้ของธุรกิจ Maxxcare (ที่มี GPM ต่ำ) ลดลง ในส่วนของแนวโน้มผลประกอบการปี 21F คาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.4 พันลบ. โต +5%y-y จากความต้องการยาและอาหารเสริมที่สูงขึ้นหลัง COVID-19 และธุรกิจขนส่งยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่เรามองว่าราคาหุ้นปัจจุบันได้ตอบรับปัจจัยบวกของกำไร 4Q20F ที่คาดว่าจะโตเด่นและภาพการเติบโตในปี 21F ไปแล้ว โดยราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น +15%QTD เมื่อเทียบกับ SET Index ที่สูงขึ้น +3% ในช่วงเวลาเดียวกัน เราจึงปรับคำแนะนำลงเป็น ถือ (เดิม ซื้อ) ด้วย TP21F ที่ 39 บาท

 

EARNINGS PREVIEW


ILM (BUY, TP16) คาด 4Q20F ทรงตัว y-y จาก GPM ดีชดเชย SSSG ที่ยังติดลบ         

          เราคาดกำไรสุทธิ 4Q20F ที่ 143 ลบ. ทรงตัว y-y แม้ว่าคาด SSSG จะติดลบถึง -18% แต่ถูกชดเชยด้วยอัตรากำไรที่ดีขึ้น และทรงตัว q-q แม้คาด GPM ลดลง แต่ก็ถูกชดเชยด้วยรายได้งานโครงการ และ ออนไลน์ที่สูงขึ้น รวมทั้งการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีต่อเนื่องมาจากช่วง 3Q20 ภาพผลประกอบการปี 21F เราคาดกำไรสุทธิ 21F อยู่ที่ 546 ลบ. โต +28%y-y จาก 1) คาด SSSG ที่กลับมาเป็นบวก 2) คาด GPM ปรับตัวสูงขึ้นสู่ฐานใหม่ และ 3) คาด SG&A to sales ที่ลดลงจากความประหยัดต่อขนาดที่ดีขึ้น ทั้งนี้จากภาพผลประกอบการที่ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว รวมทั้งราคาหุ้นยังอยู่ในโซนถูก โดยราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ PER 21F ที่ 11.8x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มฯที่ 26.2x อีกทั้ง Upside ของราคาหุ้นที่เปิดกว้างขึ้นถึง +26% เราจึงปรับคำแนะนำขึ้นเป็น ซื้อ จากเดิม ซื้อเก็งกำไร ด้วย TP21F ที่ 16.00 บาท

 

EARNINGS PREVIEW


ILINK (BUY, TP5.4) 4Q20F คาดธุรกิจปกติขาดทุนจากรายได้ลด ต้นทุนเพิ่ม          

          คาดผลการดำเนินงาน 4Q20F มีกำไรสุทธิ 57 ล้านบาท (+58%y-y +5%q-q) เติบโต y-y และ q-q จากกำไรอัตราแลกเปลี่ยนราว 70 ล้านบาท หากหักรายการดังกล่าว คาดธุรกิจปกติขาดทุน -13 ล้านบาท แย่ลง y-y (กำไร 33 ล้านบาท) แต่ขาดทุนลดลง q-q (ขาดทุน -19 ล้านบาท) เนื่องจาก 1) คาดรายได้รวม (-8%y-y -5%q-q) ลดลงจากธุรกิจจำน่ายสายสัญญาณถูกเลื่อนงานมาในปี 21F และธุรกิจ EPC เลื่อนส่งมอบงาน CC-4 ประกอบกับ 2) คาด Gross margin รวม 14.2% ลดลง y-y ใกล้เคียง 3Q20 จากทั้ง 3 ธุรกิจมี margin ลดลง โดยเฉพาะธุรกิจ EPC คาด margin ติดลบใกล้เคียง 3Q20 สำหรับในปี 21F เรามองว่าประมาณการกำไรของ ILINK มีโอกาสเกิด upside จากประมาณการรายได้ของเราต่ำกว่าเป้าหมายรายได้บริษัทราว 16% โดยเฉพาะธุรกิจ Telecom ซึ่งเรามีแนวโน้มปรับกำไรขึ้นตามเหตุผลที่ให้ไว้ในบทวิเคราะห์ ITEL วันที่ 11 ม.ค.21 อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นมองว่า ILINK มีปัจจัยกดดัน 1) แนวโน้ม 4Q20F ไม่เด่น และ 2) ที่ประชุมบอร์ดเรื่องการจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนราว 15 ล้านหุ้น


COMPANY QUICK COMMENT


CRC (TRADING BUY, TP35) ห้างเซ็นทรัลป่าตองปิดชั่วคราว 1 ก.พ.เป็นต้นไป          

          เรามีมุมมองเป็นลบเล็กน้อยต่อการปิดห้างเซ็นทรัลป่าตอง ทั้งนี้ หากอิงตามพื้นที่ให้บริการของห้างดังกล่าวจะคิดเป็นราว 1.1%ของพื้นที่ขายทั้งของ CRC ที่ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 3.04 ล้านตร.ม. ในขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาห้างดังกล่าวได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักอยู่แล้วจากการที่ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดังนั้น หากปิดห้างดังกล่าวชั่วคราวไม่เกิน 3 เดือน เราคาดจะไม่กระทบต่อประมาณการรายได้และกำไรปี 21F อย่างมีนัยสำคัญ

          ทั้งนี้ ในกรณี worst case ปิดห้างดังกล่าวทั้งปี เราจึงประเมินจะกระทบยอดขายและกำไรไม่เกิน 1-2%และ 3-5% ของประมาณการปี 21F

          แต่เรามองการปิดห้างจะกระทบเชิง sentiment ที่อาจทำให้นักลงทุนกังวลว่าผลกระทบต่อการประกาศปิดชั่วคราวในสาขาอื่นอีกหรือไม่ ท่ามกลางการกลับมาระบาด COVID รอบสองที่อาจมีผลให้ประมาณการ SSSG 4Q20F และปี 21F ของเรา และตลาดมีความเสี่ยงเกิด downside ได้ ทั้งนี้ ทุกๆ 1% ของสมมติฐาน SSSG ปี 21F ที่ปรับลงจากปัจจุบันเราคาดที่ +7.8% จะมีผลต่อกำไรลงจากเดิมราว -3% และราคาเป้าหมายราว -0.5 บาท/หุ้น   

          เราคงคำแนะนำ Trading buy มีราคาเป้าหมายปี 21F ที่ 35 บ. แม้เราชอบ CRC ในประเด็น Turnaround ในปี 21F และปัจจัยบวกระยะยาวจากการควบรวมกิจการ COL (คาดเสร็จ 1Q21F) อย่างไรก็ดี  Upside ต่อราคาหุ้นที่จำกัดและระยะสั้นมีโอกาสเกิด downside  จากการเกิดระบาด COVID ระลอกใหม่ ดังนั้น เราจึงแนะนำ รอซื้อเมื่ออ่อนตัว

 

COMPANY QUICK COMMENT


SIRI (REDUCE, TP0.7) มุมมอง neutral จาก 2021F business plan          

          มอง neutral view โดยจากเป้าที่ SIRI ตั้ง และ business direction ที่ conservative เรามองปี 2021F เป็นภาพของการประคองตัวจากปีก่อน แล้วคาดหวังกลับไปโตในปี 2022F มากกว่า

          เป้า presale, transfer ปี 2021F ที่ 26.0 พันลบ. (ทรงตัว y-y) และ 27.0 พันลบ. (-40% y-y) ตามลำดับ สะท้อนมุมมองตลาดปี 2021F ไม่ได้สดใสนัก

          คาดปี 2021F ไม่ทำ price promotion รุนแรงเหมือนปี 2020 แต่ไม่ปิดโอกาสหากคู่แข่งลงมาแข่งขันเรื่องราคา ดังนั้นปี 2021F เน้นเพิ่ม %GPM, %NPM เพื่อชดเชยเป้าโอนที่ลดลงมาก y-y

ถึงแม้เปิดโครงการใหม่เพิ่ม 73% y-y มาที่ 26.0 พันลบ. แต่กว่า 80% ของมูลค่าอยู่ใน 2H21F ทำให้อาจไม่ช่วยยอดโอนปี 2021F มากนัก ทั้งนี้ 84% ของมูลค่าเป็น low-rise ที่เหลือ 16% หรือราว 4.1 พันลบ. เป็น condo new brand ใน segment ราคาต่ำกว่า 2.0 ลบ./ยูนิต

          โครงการใหม่ปีนี้เกือบทั้ง 100% เป็นตลาดกลาง-ล่าง ซึ่งต่างจาก portfolio หลักเดิมของ SIRI ทั้งนี้บริษัทมองตลาดนี้ยังมี demand ที่ดี และเป็นส่วนที่ SIRI ยังขาด

          เราไม่คาดหวังการพัฒนา condo แบบ JV ไม่ว่ากับทั้ง BTS และ TOKYU ในอนาคต หลังจากนี้คงเห็นแต่การพัฒนาด้วยตัวเอง และเน้นตลาดกลาง-ล่างเป็นหลัก

          สภาพคล่องใน 1H21F ยังไม่น่ากังวล เพราะไม่มี bond ต้อง rollover โดยรอดู 2H21F ที่มี bond ครบกำหนด 8.2 พันลบ. อาจต้องระวังมากขึ้น

          แต่กังวลต่อดอกเบี้ย perpetual bond ที่บันทึกเต็มปีใน 2021F ราว 400 ลบ./ปี กดดัน EPS ให้ลดลงมาก เพราะฐานกำไรปกติไม่สูงมากอยู่แล้ว (perpetual bond 5.05 พันลบ. ที่ดอกเบี้ย 7.5%-8.5%)

          เราปรับกำไรสุทธิ 2020F ขึ้น 6% มาที่ 1.52 พันลบ. (-37% y-y) ตามการระบาย stock ที่ดีกว่าคาด ในขณะที่คงกำไรสุทธิ 2021F ที่ 1.32 พันลบ. (-14% y-y) อย่างไรก็ตามถ้ามองในด้าน EPS ปี 2020-21F จะลดลง -42% y-y และ -37% y-y ตามลำดับ เพราะดอกเบี้ย perpetual bond เริ่มเข้ามาบันทึกตั้งแต่ 4Q20F

          ภาพรวมกำไรสุทธิของ SIRI ในปี 2021F ยังเป็นขาลง แต่จาก business plan ที่เปิดโครงการเล็กลง/โอนเร็วขึ้น อาจเป็น upside ปี 2022F ให้มีโอกาสกลับมาโต y-y ได้อีกครั้ง

          คง Reduce rating ที่ TP = 0.70 บาท (0.3x PBV) มองปี 2021F เพียงประคองตัว และยังมี uncertainty ที่สูงจากทั้ง business model ที่ขยายไปตลาดกลาง-ล่าง, backlog condo ที่เป็นขาลง และฐานะทางการเงินที่อ่อนแอกว่ากลุ่มฯ

 

COMPANY QUICK COMMENT


ADVANC (BUY, TP218) Slightly positive sentiment ต่อข่าวคำตัดสินศาลปกครองกลางที่มีผลให้ TOT ยังคงต้องชำระเงินส่วนแบ่งรายได้จากการโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้แก่ ADVANC ตามคำชี้ขาดคณะอนุญาโตฯ มูลค่า 1.35 พันลบ.พร้อมดอกเบี้ยและอื่นๆ          

          เรามีมุมมอง slightly positive sentiment ต่อข่าวคำตัดสินศาลปกครองกลางที่มีผลให้ TOT ยังคงต้องชำระเงินส่วนแบ่งรายได้จากการโทรศัพท์ระหว่างประเทศให้แก่ ADVANC ตามคำชี้ขาดคณะอนุญาโตฯ มูลค่า 1.35 พันลบ. พร้อมดอกเบี้ยและอื่นๆ ซึ่งจะเทียบเท่ามูลค่าเงินสดส่วนเพิ่มให้ ADVANC อย่างน้อย +0.45 บ./หุ้น 

          เชิงปัจจัยพื้นฐานไม่กระทบ เพราะ i)  ในทางกฎหมายข้อพิพาทยังไม่สิ้นสุด โดย TOT สามารถยื่นคัดค้านคำตัดสินต่อศาลปกครองสูงสุดได้ในช่วง 30 วัน คาดต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงได้ข้อสรุปอิงตาม Process ศาลปกครองกลางที่ผ่านมาใช้เวลาพิจารณา 3-4 ปี และ ii) เราเชื่อว่าข้อพิพาทต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีตกับรัฐวิสาหกิจน่าจะมีการไกล่เกลี่ยกันในที่สุด ดังนั้น หากคำตัดสินที่ออกมาเป็นบวกต่อเอกชนจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้การไกล่เกลี่ยกันง่ายขึ้น

          เราคงคำแนะนำ BUY คงราคาเป้าหมายปี 21F ที่ 218 บ. เราเชื่อว่า ราคาหุ้นช่วง  6  เดือนที่ผ่านมา (-5%) ที่ underperform กว่ากลุ่ม ICT (-3%)และ SET (+9%) ได้สะท้อนปัจจัยลบเกี่ยวกับกำลังซื้อที่อ่อนแอลงของกลุ่มลูกค้ารากหญ้าและการลงทุน 5G ไปบ้างแล้ว ในขณะที่ i) ทิศทางรายได้ในปี 21F ที่กำลังค่อยๆฟื้นตัวขึ้น โดยเฉพาะ 2H21F ที่คาดหวังรายได้กลุ่มนักท่องเที่ยวฟื้นตัว ผสานกับจุดเด่นของ ii) การเป็นผู้นำให้บริการบนคลื่นในมือที่มีมากสุด และ iii) Dividend yield ต่อปี 4% โดยคาด 2H20F จ่าย 3.2 บ./หุ้น เราจึงแนะนำ ซื้อลงทุน เพื่อรอการเติบโตกำไรใน 2H21F

 

INDUSTRY QUICK COMMENT


BANKING (BULLISH) สรุปภาพรวมกำไร 4Q20 กลุ่มธนาคาร     

          เราคงน้ำหนักการลงทุน Bullish สำหรับกลุ่มธนาคาร โดยปรับ KKP ขึ้นเป็น Top pick คู่กับ KBANK โดยภาพรวมกำไรกลุ่มฯ 4Q20 ดีกว่าเราคาดราว 35% เพราะ KBANK ตั้งสำรองน้อยกว่าคาด โดยกำไรที่ลดลง y-y กดดันจาก 1) ค่าใช้จ่ายสำรอง 2) กำไรจากเงินลงทุนลดลง 3) NIM หดตัว ส่วนการเพิ่มขึ้น q-q เพราะ 1) KBANK ตั้งสำรองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 2) ค่าธรรมเนียมสูงขึ้นตามฤดูกาล ด้านคุณภาพสินทรัพย์ KBANK, KKP น่ากังวลน้อยลง ส่วน TISCO, BBL ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่ TMB, SCB, KTB ยังต้องจับตา

Risk การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ, การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท, Regulation risks

Anchor themes ประเด็นที่เราเคยกังวลก่อนหน้า เริ่มถูกปลดล็อค นำไปสู่การให้ Premium มากขึ้น

 

WEEKLY STRATEGY


Eye on FOMC and US GDP


Top Picks: KKP, BCPG, VNT


          Weekly outlook: Sideways/Down ต้าน 1520/1530 จุด รับ 1466/1454 จุด

          (*/-) Global Leading Indicators : ตลาดสหรัฐฯ เสี่ยงปรับฐาน หลังพ้น Post Election Rally ที่เริ่มจาก พ.ย. 2020-ปัจจุบัน โดยตลาด S&P500 มักให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในไตรมาส 1 ของปีหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี เป็นจิตวิทยาลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง ล่าสุดค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าเล็กน้อย 90.242จุด ถ่วง EM-ASIA

          (+) TH Covid-19 Cases : ตัวเลขผู้ติดเชื้อภายเริ่มชะลอลง ทำให้กทม.ประกาศผ่อนคลาย Lockdown 13 สถานที่ หนุนเศรษฐกิจไทยค่อยๆฟื้นตัวในช่วงถัดไป

          (+) TH Export : ยอดส่งออกเดือนธ.ค. ขยายตัว 4.71% ดีตลาดคาด ที่น่าสนใจคือ ยอดส่งออกคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบขยายตัวถึง 15% ส่วนยอดส่งออกแผงวงจรไฟฟ้าขยายตัว 7% หนุนกลุ่ม ETRON : KCE, HANA เด่น

          (*) Banking Earnings : ผลประกอบการ 4Q20 รายงานรวมที่ 2.8 หมื่นลบ. -20%y-y จากการตั้งสำรองสูงขึ้น NIM ลดลง ขณะที่เติบโต +22%q-q มาจากค่าธรรมเนียมที่ดีขึ้นตามฤดูกาล ขณะที่แนวโน้ม 1Q21 ยังไม่สดใส โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ จากสำรองที่ยังสูง แต่ธนาคารขนาดกลาง TISCO, KKP คาดกำไรโตเด่น  y-y q-q

          (-) Fund Flows : ไหลออกจากตลาด TIPs 8วันติด รวม -161ล้านเหรียญฯ 


          (*/-) Free-float methodology: ตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังทบทวนหลักเกณฑ์ Free Float โดยจะปรับหลักเกณฑ์ในการคำนวณดัชนี จากเดิมที่ใช้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดในการคำนวณ เป็นการใช้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ปรับด้วย Free Float คาดจะทำให้ดัชนี SET50 และ SET100 ผันผวนเชิงลบก่อนวัน Effective Date จากแรงขายปรับพอร์ตของ Active Fund ในหุ้น Free Float ต่ำ ล่วงหน้าก่อนวัน Effective ที่ Passive Fund จะปรับน้ำหนักตาม

          หุ้นที่คาดเป็น Top Sell ในการลดน้ำหนัก : DELTA, ADVANC, GULF, AOT

          หุ้นที่คาดเป็น Top Buy : BBL, SCB, SCC, KBANK, BDMS

          (*) Key to Watch :  จับตา 1)การประชุม FOMC(27-28ม.ค.) Nomura คาดคงดอกเบี้ยที่ระดับเดิม แต่แนะติดตามมุมมองเศรษฐกิจ 2) GDP 4Q20 สหรัฐฯ 27ม.ค. Consensus คาดที่ 4.1% vs Nomura คาดที่ 5.2%

          กลยุทธ์การลงทุน : การลดหุ้น Free Float ต่ำ ใน SET50-100 ก่อนความชัดเจนของกฎเกณฑ์ตลาดยังดำเนินต่อไป และตลาดสหรัฐฯเสี่ยงปรับฐานสั้น ถ่วงการลงทุน ส่วนระยะกลาง-ยาวถือหุ้นไทยราว 50% เน้น Theme 1) Green Energy Related Play :  GULF, GPSC, BCPG, EGCO, KSL, TVO 2) Cyclical-Mid to Downstream : PTT, TOP, SCGP, IVL, VNT 3) Food : CPF, GFPT, XO  4) Quality Strong/Cash Flow : OSP, INTUCH, ADVANC  5) Semi-Conductor : KCE, HANA, SMT 6) Consumers : CRC, CPALL 7) Vaccine & Strong Balance Sheet : CENTEL 8) Reform Revenue Structure : SAWAD, SNC  9) Earning Momentum HTC, SNC, SPALI, XO, JMT, TOA

          หุ้นเด่นสัปดาห์นี้ : แนะนำ KKP, BCPG, VNT ส่วนสัปดาห์ก่อน WICE, VNT, KSL ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -0.24 ดีกว่าดัชนีฯที่ให้ผลตอบแทน -1.40

          KKP(TP68): ตั้งสำรองสูงในปี 2020 ลดแรงกดปี 2021 + คาดปันผล 5.4% หนุน

          BCPG(TP17) : คาดกำไร 4Q20 501 ลบ. +16%y-y ลุ้น Upside โครงการใหม่ๆ

          VNT(TP43.5) : Spread PVC สูงสุดตั้งแต่ปี 2015 หนุนกำไร 2021 เด่น


MONTHLY STRATEGY


Partial Lock down Risk


Top Picks : SCGP, PTT, SAWAD, SPALI, VNT, XO


          SET  Sideways แนวต้าน 1480/1510 จุด แนวรับ 1377/1350 จุด กรณีแย่ 1300 จุด

          (*) US Senate Election : การเลือกตั้งวุฒิสมาชิก 2 ที่นั่งที่รัฐ Georgia วันที่ 5 ม.ค. Nomura มีสมมติฐานว่าพรรค Republican จะชนะทั้งสองที่นั่ง ทำให้ครอง 52 ที่นั่งจาก 100 ที่นั่งในวุฒิสภา โดยสมมติฐานของ Nomura คือ จะไม่มี Fiscal stimulus อีก และ infrastructure bill ที่จะออกกลางปี 2021 จะมีวงเงิน USD300bn แต่ถ้าหากพรรค Democrat ชนะ  จะทำให้มี ส.ว. 50 คน เท่าพรรค Republican ทำให้ผู้ชี้ขาดในกรณีคะแนนโหวตเท่ากัน จะได้แก่ประธานวุฒิสภา ซึ่งมีรองประธานาธิบดีเป็นประธานโดยตำแหน่ง  จะส่งผลให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น โดย Nomura คาดว่าจะมี fiscal stimulus ออกมาอีก USD1trn ในช่วง 1H21 และ infrastructure bill อาจจะมีจำนวนถึง USD2trn ส่งผลให้ GDP ปี 2021 มี upside จำนวน 1.6 pp  จากกรณีฐานที่คาดไว้ที่  3.2% และ  GDP ปี 2022  มี upside 0.9 pp จากกรณีฐาน 3.5%

          (-) New Covid-19 Variant : การกลายพันธ์ของเชื้อ Covid-19 ในอังกฤษ ที่ทำให้การติดเชื้อไวขึ้น 70% ก่อให้เกิดความกังวลอย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม และไทย พบผู้ติดเชื้อกลายพันธ์ในประเทศ ที่เดินทางกลับจากอังกฤษแล้ว ท้ำให้หลายประเทศเดินหน้างดรับนักท่องเที่ยวที่บินจากอังกฤษ กดดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลก

          (-) TH Covid-19 : สถานการณ์ Covid-19 ในไทยถือว่าค่อนข้างน่าเป็นห่วง หลังเกิด 3 Cluster ที่พบการแพร่ระบาด นำโดย ตลาดกุ้งสมุทรสาคร งานบิ๊กไบค์กระบี่ และบ่อนระยอง ทำให้การแพร่ระบาดลุกลามไปกว่า 53 จังหวัด และยอดผู้ติดเชื้อในประเทศยังเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจัยสำคัญที่จะกระทบต่อตลาด คือมาตรการต่อกทม. ซึ่งปัจจุบันมีคำสั่ง Partial Lockdown แล้ว แนะจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการออกมาตรการเพิ่มเติมของภาครัฐ

          (-) Lock Down Risk : กลยุทธ์ประเมินความเสี่ยงตลาดตอนนี้อยู่ 2 กรณี 1) ให้โอกาส 55% Partial Lock Down ที่ขยายวงกว้างมากขึ้น คาด SET สร้างฐาน 1420-1370จุด และ 2) ให้โอกาส 45% Fully Lock Down กทม และจังหวัดเสี่ยง SET จะลงไปสร้างฐาน 1350-1300จุด

          (*) TH Constitutional Amendments : การประชุมประชุมกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 24-25 ธ.ค. ถูกเลื่อนเนื่องจากสถานการณ์ Covid-19 อาจกระทบต่อกรอบเวลาการพิจารณาของกรรมาธิการที่เคยตั้งเป้าไว้ว่าจะให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 8 ม.ค. และจะต้องนำรายงานของคณะกรรมาธิการ และผลการพิจารณาให้รัฐสภาพิจารณาช่วงต้นเดือนก.พ.ก่อนที่จะลงมติวาระที่ 3 ก่อนปิดสมัยประชุมฯ แต่อย่างไรก็ดี ประธานคณะกรรมาธิการเผย กรอบเวลาอาจไม่ได้เลื่อนมากนัก เนื่องจากเนื้อหาที่จะพิจารณาเหลือเพียงที่มาและคุณสมบัติของส.ส.ร. 200 คน แนะจับตาประเด็นนี้เพิ่มเติม

          (*) Central Bank Meetings : จับตาการประชุม BOJ(20-21ม.ค.) ECB(21ม.ค.) และ FOMC(26-27ม.ค.) Nomura คาดทั้งหมดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิม และไม่มีมาตรการเพิ่มเติม แต่แนะติดตามมุมมองเศรษฐกิจ

          Jan 2021 Portfolio : SCGP, PTT, SAWAD, SPALI, VNT, XO

          ปี 2020 ที่ผ่านมาตลาด -8.26% แต่พอร์ตการลงทุนรายเดือนยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกราว +6.38% ชนะตลาด 15% สำหรับเดือน ม.ค. 2021 ความเสี่ยงภายในยังสูงจากการระบาด Covid-19 ระรอกใหม่ในประเทศ พอร์ตการลงทุนจึงเน้น Barbel Portfolio ผสานหุ้น Value/Laggard & Growth/Momentum ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดภายในจำกัด โดยคงพอร์ตหุ้นปัจจุบันควรอยู่สัดส่วนราว ราว 50-55% และรอจังหวะเพิ่ม กรณีตลาดปรับฐาน แนะนำหุ้นเด่น 1) กลุ่มบรรจุภัณฑ์ ที่เติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ + E-Commerce หนุน(SCGP) 2) กลุ่มที่อิงการฟื้นตัวของวัฎจักรเศรษฐกิจโลก(PTT) 3) กลุ่มที่ปรับโครงสร้างรายได้ และได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยต่ำ (SAWAD, SPALI) 4) ที่ฐานกำไรทำ New High และได้ประโยชน์จากการแพร่ระบาดในต่างประเทศ(XO) และ 5) กลุ่มปิโตรเคมี ที่ฐานกำไรเร่งขึ้นตาม Spread (VNT) 


QUARTERLY STRATEGY


2021 Strategy : Flash light of Thailand Economic


Top Picks : SCC, SCGP, PTT, TOP, GULF, SAWAD, KCE, CPALL, CENTEL


Mid-Small cap picks : VNT, GFPT, SNC


เอเชียจะเป็นเป้าหมายการลงทุนในปี 2021 จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีกว่า

          ปี 2020 ปีแห่งวิกฤตโรคระบาด Covid-19 กำลังจะผ่านพ้น เตรียมก้าวเข้าสู่ปี 2021 ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นปีแห่งโอกาสของ EM-Asia ก็ว่าได้ ซึ่งในปีนี้จะเป็นปีที่เราจะเริ่มเห็นภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้น แม้ในช่วง 1Q21 การฟื้นตัวจะไม่เร่งมากนัก เนื่องจากยังเป็นช่วงแรกที่วัคซีนจะเริ่มกระจายในหลายประเทศ แต่ในช่วง 2Q21 มีโอกาสที่จะได้เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วหลังวัคซีนกระจายครอบคลุมมากขึ้น ซึ่ง Nomura ประเมินเศรษฐกิจปี 2021 Asia จะฟื้นตัวจาก -2% สู่ +7.7% โดดเด่นกว่า DM ที่ -5.3% แต่ฟื้นราว 3.7% โดย EM-Asia หลายประเทศจะฟื้นใกล้ระดับ Pre-Covid-19  ได้ตั้งแต่ปี 2021 เทียบกับสหรัฐฯ และยุโรปที่ต้องใช้เวลาถึงปี 2022 ประกอบกับนโยบายของนาย โจ ไบเดน ว่าที่ปธน.คนใหม่ ที่จะมุ่งเน้นการทำข้อตกลงการค้ากับประเทศต่างๆ ขณะที่นโยบายการค้ากับจีนนั้น แม้จะไม่ได้ยกเลิกมาตรการภาษีที่มีผลแล้วในปัจจุบัน แต่นโยบายใหม่หลังจากนี้มีแนวโน้มที่ผ่อนคลายลง จึงทำให้ความเสี่ยงด้านการค้าลดลง นอกจากนี้ นโยบายการเงินของเอเชีย โดยเฉพาะแนวโน้มดอกเบี้ยจะเป็นภาพทรงตัวต่ำไปจนถึงลดลง โดยเฉพาะในกลุ่ม ASEAN ที่อัตราการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาจไม่เร็วเท่าเอเชียเหนือ ให้น้ำหนักที่จะปรับลดดอกเบี้ยลงเพิ่มเติม สะท้อนสภาพคล่องที่สูงยังเป็นแรงหนุนตลาดสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งปัจจัยทั้งหมดน่าจะทำให้ตลาดหุ้น EM-Asia เป็นเป้าหมายของการลงทุน และปรับตัวขึ้นเด่นใน 1H21 รับความคาดหวังของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วง 2H21


เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า แต่เห็นแสงสว่างปลายปี 2021 จากวัคซีน หนุนต่างชาติกลับสถานะ

          แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2021 อาจจะไม่ได้ฟื้นตัวเร็วเท่าประเทศอื่นๆใน EM-Asia เนื่องจากไทยพึ่งพาภายนอกสูง ทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยวที่คิดเป็น 44.7% และ 11.1% ของ GDP ปี 2019 ซึ่งกว่าที่เศรษฐกิจโลกจะกลับมาฟื้นตัวสู่ระดับปกติได้นั้นต้องใช้เวลาจนถึงปี 2022 โดย Nomura คาดเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว +3.2% และ +5.3% ในปี 2021-2022 ตามลำดับ จากหดตัว -6.9% และมีความเสี่ยงทางการเมือง จากการชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯลาออกจากตำแหน่งและแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยสำหรับประเด็นการเมืองนี้ Nomura ให้โอกาส 60% ที่ความตึงเครียดทางการเมืองจะยืดยาวไปอีกหลายเดือน และจำนวนผู้ชุมนุมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่จะฟื้นตัวช้า และความเสี่ยงทางการเมือง Nomura จึงให้น้ำหนักที่กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในเดือนธ.ค. 2020 และช่วง 1Q21 แต่ภาพของวงจรการลงทุนในเอเชีย 2021 ที่เป็นบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน และการทยอยกระจายวัคซีนซึ่งของไทยคาดว่าราว 4Q21 ทำให้เริ่มเห็นการกลับสถานะของนักลงทุนต่างชาติล่วงหน้า หลังขายไปหุ้นไทยตั้งแต่ ตค 2017 ไป -4.2%ของมูลค่าตลาด เหลือ F-Holding 25%-26% ใกล้เคียงแรงขาย -4.4% ช่วง GFC 2008 คาดว่าใน 1-2ปีถัดไป จะเป็นการกลับสถานะเหมือนปี 2009-2010 ที่กลับมาซื้อหุ้นไทยราว 1%-2% ของมูลค่าตลาด จากมุมมองเศรษฐกิจไทยจะกลับสู่ปกติใน 1H22  ทำให้วงจร Earnings Upgrade น่าจะเริ่มเห็นสัญญาณใน 2Q21 เป็นต้นไป ทำให้ภาพดัชนีปี 2021 ของไทย ฐานตลาดจะสูงขึ้นช่วงปลายปี จากอิทธิพลของกำไรตลาดในปี 2022 (การท่องเที่ยวจะกลับมาคึกคักปลายปี 2021จาก Pent-up demand การทำ Travel Bubble และจาก Travel-savings) CNS ประเมินกำไรตลาดปี 2021-2022  ที่ 74-88บาท/หุ้น และวางดัชนีเป้าหมายปี 2021F ที่ 1,650จุด(ERP 4% @ PER12M FWD สิ้นปี 2021 18.75X)


Theme 2022 Upcycle Ahead : หุ้นอิงวงจรเศรษฐกิจ/Restocking/Green Energy/วงจรขาขึ้นของเทคเอเชีย/การฟื้นตัวของการค้าโลก ผสาน Value & Laggard

          CNS แนะนำถือหุ้นไทย 40-45% ของพอร์ต, หุ้นต่างประเทศเน้นเอเชียเหนือราว 25-30%, และถือสินทรัพย์ปลอดภัยหรือทางเลือกอื่นๆ ราว 35-25% โดยหุ้นเด่นปี 2021 เราแนะนำหุ้นที่ได้ผลบวกจากวงจรเศรษฐกิจโลก/การ Restocking/Green Energy/วงจรขาขึ้นของเทคเอเชีย/การฟื้นตัวของการค้าโลก/Value & Laggard ภายใต้ Theme 2022 Upcycle Ahead : โดยมี SCC, SCGP, PTT, TOP เป็นตัวแทนของ Cyclical GULF & KCE เป็นตัวแทนของ EV/HEV ที่เติบโตระยะยาวจากการลดการใช้พลังงานฟอสซิล  SAWAD การปรับโครงสร้างพอร์ตรายได้หนุนการเติบโตระยะยาว และได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยต่ำ CPALL & CENTEL เป็นหุ้นได้ประโยชน์จากการกระจายวัคซีนปลายปี 2021 และราคายัง Laggard ส่วน Mid-Small cap แนะนำ VNT(วงจร PVC ขาขึ้น) GFPT(ตัวแทนของกลุ่มโปรตีนที่จะเด่นทั้ง Volume & ราคาขาย) และ SNC(แนวโน้มการเติบโตครั้งใหม่จาก Order ใหม่ ที่เข้ามาเนื่องจาก China Plus 1)  


          Strategist Team

          Koraphat Vorachet : Analyst Registration No. 043100

          Fundamental Investment Analyst on Capital Market and Technical

          Koraphat.vorachet@th.nomura.com 0-2081-2771


          Yada Kampalanonwat : Analyst Registration No. 083785

          Fundamental Investment Analyst on Securities

          Yada.Kampalanonwat@th.nomura.com 0-2081-2783


          ที่มา: บจ.หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน ประจำวันที่ 25 ม.ค. 2564

  • ผู้โพสต์ superya
  • 2021-01-25 11:45:43
  • 127

ผู้สนับสนุน