เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

ข่าว


ร่างงบประมาณปี 63 ผ่านสภาแล้ว.... ต้องมีหุ้นตัวไหน!!

  • 2020-01-14 10:23:04
  • 837

บล.ทิสโก้ เปิดกลยุทธ์ เลือกลงทุนหุ้นตัวไหนดี หลังสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างงบประมาณปี 2563 วาระ 2 และ 3 ชี้หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและเศรษฐกิจที่น่าลงทุนสำหรับปี 2020 คือ CPALL , BJC, BBL, KKP, SCB, AEONTS , AP , LH , SPALI ,PLANB , MAJOR, BDMS ด้าน บล.โนมูระ พัฒนสิน ชี้เป้า AMATA, WHA, STEC ขณะที่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส รักเดียวใจเดียวให้ CK เป็นหุ้นเด่น และบล.เอเซีย พลัส คาด นลท. ตะลุมบอลเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ PYLON, CK, STEC


บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า เลือกลงทุนหุ้นตัวไหนดี หลังจากที่มีการพิจารณา 4 วัน 3 คืน ในที่สุดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (8-10 ม.ค.) สภาผู้แทนราษฎรไทยเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี FY2020 วาระ 2 และ 3 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ด้วยคะแนนเสียง 253 เสียง ส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อในวันที่ 20 ม.ค. ก่อนให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ในวันที่ 27 ม.ค. และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในช่วงครึ่งแรกของเดือน ก.พ.


ไทม์ไลน์งบประมาณปี FY2020

17-19 ต.ค. 2019 วาระที่ 1 สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารับหลักการด้วยคะแนนเห็นชอบ 251 : งดออกเสียง 234 : ไม่ออกเสียง 1 : บัตรมีปัญหา 2 จากจำนวนคะแนนทั้งหมด 488 เสียง

24 ต.ค. 2019 ประชุมนัดแรกของกมธ.วิสามัญ พิจารณาร่างฯ

8-10 ม.ค. 2020 วาระที่ 2-3 พิจารณารายละเอียดของร่างฯ ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 253 : งดออกเสียง 196 : ไม่ออกเสียง 1 จากจำนวนคะแนนทั้งหมด 450 เสียง

20 ม.ค. 2020 วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างฯ (ภายใน 20 วัน นับตั้งแต่วันที่ร่างฯ ถูกส่งมาถึง โดยไม่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ ถ้าพ้นกำหนด ให้ถือว่าเห็นชอบ)

27 ม.ค. 2020 นายกฯ นำร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ รอประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ที่มา : สื่อภายในประเทศ, TISCO Research


โดยปกติปีงบประมาณจะเริ่มต้นในวันที่ 1 ต.ค. ของทุกปีไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย.ของปีถัดไป แต่สำหรับงบประมาณปี FY2020 จนถึงขณะนี้มีความล่าช้าแล้วประมาณ 4 เดือน ในอดีตรอบกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความล่าช้าในงบประมาณนานนับเดือนเกิดขึ้นเพียง 2 ครั้ง คือ (1) งบประมาณปี FY2007 ที่เกิดความล่าช้าขึ้นเนื่องจากมีการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2006 และ (2) งบประมาณปี FY2012 ที่เกิดความล่าช้าเนื่องจากประสบปัญหามหาอุทกภัยปี 2011

จากการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย (SET Index) ทั้ง 2 ครั้งหลังจากที่งบประมาณล่าช้าได้รับการโปรดเกล้าฯ ไปแล้ว 1 เดือน, 2 เดือน และ 3 เดือน จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกทุกครั้ง โดยมีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนอยู่ที่ 5.5%, 5.7% และ 8.1% ตามลำดับ ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นผลจากนักลงทุนกลับมามีความเชื่อมั่นมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนต่างชาติที่มียอดซื้อสุทธิสะสม 3 เดือนใน 2 ครั้งดังกล่าวที่ 4.0 หมื่นล้านบาท และ 5.3 หมื่นล้านบาทตามลำดับ

แต่การที่ SET Index ตอบรับในเชิงบวกทั้ง 2 ครั้งดังกล่าว เรามองเหตุผลไม่ใช่แค่มีเพียงงบประมาณเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับฝีมือของรัฐบาลในขณะนั้นว่าจะบริหารประเทศให้เห็นผลงานด้วย ยกตัวอย่างปี 2007 ที่หุ้นไทยปรับตัวขึ้นและต่างชาติซื้อสุทธิ เราเชื่อว่าเป็นเพราะกระบวนการคืนประชาธิปไตยเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีความคืบหน้าเป็นลำดับ เช่น มีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2007 ในวันที่ 19 ส.ค. และการเลือกตั้งต่อมาในช่วงปลายปี วันที่ 23 ธ.ค. 2007 ส่วนปี 2012 เป็นเพราะรัฐบาลเร่งฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วมใหญ่ มีการดำเนินนโยบายประชานิยมต่างๆ ที่เคยหาเสียงไว้ เช่น รถยนต์คันแรก, ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท, เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท และที่สำคัญ คือ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% ในปี 2012

สำหรับงบประมาณปี FY2020 เราคาดว่าจะมีเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ไม่รวมสินเชื่อ) เข้าสู่ระบบในปี 2020F เกือบ 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งจะคิดเป็น 0.7% ของ GDP น่าจะเป็นผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนโดยรวมของตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น

อย่างไรก็ดี เราอยากให้เน้นเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ แต่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและนิคมอุตสาหกรรม ถึงแม้จะได้ประโยชน์ในเชิงของกระแสข่าวจากกระบวนการพิจารณางบประมาณมีความคืบหน้า แต่เรามองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่หน่วยงานภาครัฐจะไม่สามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณที่ค้างท่อได้ทัน เนื่องจากระยะเวลาเบิกจ่ายงบประมาณเหลือไม่ถึง 8 เดือน ทำให้เรามองว่าเม็ดเงินจากงบลงทุนของภาครัฐที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปี 2020F จะต่ำกว่าปีอื่นๆ อย่างชัดเจน ทำให้แนวโน้มการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวตามไปด้วยท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงครามการค้าและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและกลุ่มนิคมฯ ยังเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคาจากผู้รับเหมาต่างประเทศ และเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง

โดยสรุป หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและเศรษฐกิจที่น่าลงทุนสำหรับปี 2020 คือ COMM – CPALL (เป้าพื้นฐาน 95 บาท), BJC (61 บาท) / BANK & FIN – BBL (191 บาท), KKP (84 บาท), SCB (140 บาท), AEONTS (252 บาท) / PROP – AP (8.6 บาท), LH (12.4 บาท), SPALI (22.6 บาท) / MEDIA – PLANB (11 บาท), MAJOR (30 บาท) / HELTH – BDMS (29 บาท)

บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า 1. ร่างงบประมาณจะผ่านสภาวาระ 2-3 หนุน AMATA, WHA, STEC

STEC (TP20F 23.5*) : Support 14.4/14 Resistant 15/15.5

Theme : Investment Play

Earnings Outlook : ยังมี Backlog สูง 8.4 หมื่นลบ. เพียงพอต่อรายได้เกือบ 3 ปี ซึ่งคาดกำไร 20F จะกลับมาเติบโตดี 32% จากรายได้รับรู้มากขึ้น แม้ระยะสั้น 4Q19F คาดกำไรลด y-y, q-q จากเป็นช่วงคาบเกี่ยวจบงานเก่าและเริ่มงานใหม่ ซึ่งรับรู้รายได้น้อย

Valuation : ราคาเริ่มยืนได้หลังปรับลงมาแรงจากประเด็นข้อพิพาท มองเป็นจุดเข้าลงทุนและเก็งกำไรสำหรับผู้รับความเสี่ยงสูงได้ โดยมี valuation ซื้อขาย P/BV20F 1.5x ยังเหมาะสมจากความสามารถในการทำกำไรสูง, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง

Catalyst : ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2020 ใกล้ผ่าน กระตุ้นความน่าสนใจกลุ่มอิงลงทุนอีกครั้ง ผ่านช่วงปรับฐานแรงทั้งประเด็นข้อพิพาทและการปรับลดประมาณการจากตลาดมาแล้ว มี downside จำกัด เป็นจุดลุ้นการฟื้นตัวรอบใหม่

CK (TP20F 31.0*): Support 18.5/18.1 Resistant 19.3/19.9

Theme : Investment Play

Earnings Outlook : แนวโน้มผลประกอบการเข้าสู่ช่วงใกล้จุดต่ำสุดใน 4Q19-1Q20F จากรายได้ลดลงจากช่วงปลายของงานใหญ่ๆ และค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และจะเริ่มกลับมาเติบโตได้หลังจากนั้น โดยประเมินกำไร 2020F กลับมาฟื้นแรง 88% จากฐานต่ำ และบ.ลูก (CKP BEM) ช่วยผลักดันผลประกอบการ รวมถึง ร่างงบประมาณรายจ่ายใกล้ผ่านแล้ว จะกลับมากระตุ้นการเบิกจ่ายและเปิดประมูลโครงการใหญ่ หนุนฐาน Backlog ช่วงถัดไป

Valuation : ราคาหุ้นที่ปรับฐานลงมาแรง 34% ในรอบ 6 เดือน มองเป็นจุดซื้อที่ดีอีกครั้ง และซื้อขายที่ PBV20F 1.2 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 1.93 เท่า

Catalyst : ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2020 ใกล้ผ่าน กระตุ้นความน่าสนใจกลุ่มอิงลงทุนอีกครั้ง

Note : TP (Bloomberg Consensus) , *TP(CNS), **TP(Nomura)

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส เปิดเผยในบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ว่า สภาผ่านร่างงบประมาณปี 2563 วาระ 2-3 แล้ว ด้วยเสียงเห็นด้วย 253 ไม่เห็นด้วย 0 งดออกเสียง 196 ไม่ลงคะแนน 1 หลังจากนี้ต้องผ่าน สว. คาดเริ่มเบิกจ่ายราว ก.พ. เป็นบวกต่อกลุ่มรับเหมา วัสดุก่อสร้าง และในระยะถัดไปจะบวกกับสินเชื่อแบงก์ และความมั่นใจของผู้บริโภค (ช่วยชดเชยภัยแล้ง) หุ้นรับเหมาฯที่กำไรดีใน 4Q19 มีเพียง PYLON แต่ภาพทั้งปี เราให้ CK เป็นหุ้นเด่น

วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาฯ ได้ผ่านความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาทในวาระที่ 2-3 (เห็นชอบ 253, งดออกเสียง 196, ไม่ลงคะแนน 1) โดยงบประมาณประจำปี 2563 จะแบ่งเป็นรายจ่ายประจำ อาทิ เงินเดือนข้าราชการ ราว 78.4% และรายจ่ายลงทุน 21.6% หลักๆ จะนำไปใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ในอนาคต อาทิ มาตรการกระตุ้นการบริโภค อาทิ บัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย ให้เงิน 300-500 บาท/เดือน ปี 2563 , ชิมช็อปใช้เฟส 4 ให้ผู้ประกอบการ Modern trade อาทิ 7-11 จะเข้าร่วมทุกสาขา ครม. พิจารณาวันพรุ่งนี้ เป็นต้น หากพิจารณา เม็ดเงินงบประมาณหลักๆจะอยู่ในงบกลาง ราว 16.1% ของงบประมาณทั้งหมด รองลงมาคือ กระทรวงศึกษาธิการราว 11.5%, กระทรวงมหาดไทย 11%, กระทรวงคลัง 7.8% เป็นต้น

ทั้งนี้หากพิจาณาในปี 2563 คาดงบกลางอยู่ที่ 5.19 แสนล้านบาท มากที่สุดในรอบ 14 ปี หลักอาทิ

1.เงินช่วยเหลือข้าราชการ

2.ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของข้าราชการ และที่สำคัญคือ เงินสำรองฉุกเฉินเพื่อกรณ๊จำเป็น คิดราว 18%ของงบกลางทั้งหมดราว 9.6หมื่นล้านบาท ในส่วนตรงนี้จะสามารถนำไปใช้ดำเนินใช้ด้านต่างๆได้

โดยรวมขั้นตอนถัดไปหลังจากนี้ คือ 20 ม.ค. วุฒิสภาจะพิจาณา ASPS คาดไม่น่ามีอุปสรรค และน่าจะอนุมัติผ่านได้ และคาดจะเร่งเบิกจ่ายได้ในต้นเดือน ก.พ. น่าจะเร่งให้รัฐบาลเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนของ การผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ออกมา เชื่อว่าจะหนุนการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ อาทิ PYLON, CK, STEC

ที่มา : สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ ติดตามข่าวสารแบบเรียลไทม์ได้ที่ https://hooninside.com

  • ผู้โพสต์ พี่เก๋888
  • 2020-01-14 10:23:04
  • 837

ผู้สนับสนุน