เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

ข่าว


Daily Focus - บล.เออีซี 08/05/63

  • 2020-05-08 09:41:00
  • 398

 Daily Focus - บล.เออีซี 08/05/63

Friday, May 08, 2020 09:37


AECS Daily Focus


Market Outlook

          วันนี้คาด SET Index ปรับฐานต่อ  จาก Sentiment ตลาดโดยรวมยังถูกกดันจากรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอกว่าตลาดคาด  และตัวเลขผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนฯไทย ช่วง 1Q63 ที่ทยอยประกาศต่อเนื่องมีแนวโน้มอ่อนตัว  อย่างไรก็ดี มองปัจจัยหนุนประเด็น ศบค.เตรียมพิจารณาออกมาตรการผ่อนปรนระยะที่สองหลังจากประเมินสถานการณ์ในสัปดาห์หน้า ช่วยลดความเสี่ยงทางลงได้บางส่วน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหว 1,240-1,270 จุด


Market Factor

          (-) สหรัฐฯ รายงานตัวเลขจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ที่ระดับ 3.169 ล้านรายมากกว่าที่ตลาดคาดที่ระดับ 3.0 ล้านราย แต่อย่างไรก็ดีจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 7 นับตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.63 ที่เริ่มมีรายงานจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกที่ระดับ 3.283 ล้านรายมากกว่าระดับปกติที่ 2-3 แสนราย

          (-) สัญญาน้ำมัน WTI ส่งมอบเดือน มิ.ย. และ Brent ส่งมอบเดือน ก.ค. วานนี้ปรับลง 1.8%DoD และ 0.9%DoD ตามลำดับ แม้สหรัฐฯ ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลงและแนวโน้มจำนวนแท่นขุดเจาะลดลง บวกซาอุฯปรับเพิ่มราคาน้ำมันอย่างเป็นทางการ แต่อย่างไรก็ดีจาก Fed สาขาเซนต์หลุยส์ คาดช่วง 2Q63 เศรษฐกิจจะชะลอตัวรุนแรงทำให้กระทบต่ออุปสงค์น้ำมันดิบ

          (watch) จับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรและอัตราการว่างงานคาดจะออกมาแย่จากผลของการ Lockdown ประเทศ โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรตลาดคาดลดลง 22 ล้านรายจาก 7 แสนรายในเดือน มี.ค. และ อัตราการว่างงานตลาดคาดเพิ่มขึ้นเป็น 16% จาก 4.4% ในเดือน มี.ค.

          (+) ตัวเลขดุลการค้าของจีนเดือน เม.ย.ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด โดยแม้ตัวเลขนำเข้าหดตัว 14.2% มากกว่าที่ตลาดคาดที่ 11.2% แต่อย่างไรก็ดีตัวเลขส่งออกพลิกกลับเป็นบวก 3.5% จากตลาดคาดหดตัว 15.7% ทำให้ดุลการค้าเพิ่มขึ้นเป็น 45.34 ล้านดอลลาร์มากกว่าตลาดคาดที่ระดับ 6.35 ล้านดอลลาร์

          (+) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ได้อนุมัติคำขอวงเงินกู้ฉุกเฉินราว 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ให้กับสมาชิก 50 ประเทศ จากจำนวนทั้งหมด 189 ประเทศ เพื่อรับมือผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยประเทศที่อยู่ระหว่างพิจารณาคำขอ ได้แก่ ศรีลังกา แอฟริกาใต้ และแซมเบีย

          (+) ศบค. เตรียมประเมินสถานการณ์ ช่วงวันที่ 8-12 พ.ค.นี้ หลังจากมีการผ่อนปรนระยะแรก เตรียมยกร่างข้อกำหนดผ่อนปรนระยะที่ 2 นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากควบคุมตัวเลขผู้ติดเชื้อได้ในระดับปัจจุบัน คาดวันที่ 17 พ.ค.จะเริ่มเข้าสู่การผ่อนปรนระยะที่ 2 คลอบคลุมกลุ่มกิจการที่ขนาดใหญ่และผู้ใช้บริการที่หนาแน่นกว่าระยะแรก (อินโฟเควสท์)

          (+) รมช.คลัง เผยกระทรวงการคลังพร้อมสนับสนุนการทำงานของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)ในการเข้าไปช่วยเหลือ SME ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ โครงการ PGS 9 วงเงินรวม 2 แสนล้านบาท โดยการค้ำประกันเต็มวงเงินที่มีอยู่ คาดได้ข้อสรุปและมีผลภายในเดือน พ.ค.นี้  (สยามรัฐ)

          (-) กกร. ระเมินทั้งปี 63 GDP ไทยจะอยู่ที่ -5.0% ถึง -3.0% จากคาดการณ์เดิม โตได้ 1.5-2%  ขณะที่การส่งออกอาจจะหดตัว -10.0% ถึง -5.0% จากเดิมคาด -2 ถึง 0% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในกรอบ -1.5% ถึง 0.0% จากเดิม 0.8-1.5% (ประชาชาติธุรกิจ)

          (watch) รองนายกฯ สมคิด หารือกระทรวงการคลังวันนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมจัดทำมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการเกษตร หลังผ่านสถานการณ์ COVID-19 และแผนการใช้งบประมาณในก้อน 4 แสนล้านบาท สำหรับฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม

          รายงาน สธ.ประจำวันที่ 7 พ.ค..พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3 ราย ยอดสะสมผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 2,992 ราย เสียชีวิตรวม 55 ราย

          อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของไทยล่าสุดรุ่น 5 ปี อยู่ที่ 0.88% (Unchg DoD) และรุ่น 10 ปี อยู่ที่ 1.18% (Unchg% DoD) ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10  ปี ล่าสุดอยู่ที่ 0.64% (-5.9% DoD)

          ปรับลดประมาณการ EPS โดยข้อมูลจาก Bloomberg Consensus พบว่าเมื่อต้นปี EPS ปี 63 ที่ 101.9 บ. ขณะที่ปัจจุบันเหลือ 73.0 บ. หรือลดลง 28.3%YTD

          Update Flow เมื่อวานนี้ต่างชาติขายสุทธิ 2,045.24 ลบ.ส่งผล 2QTD.ขายสุทธิอยู่ที่ 53,625.99 ลบ. ขณะที่ นลท.สถาบันขายสุทธิ 4,323.62 ลบ.ส่งผล 2QTD.ซื้อสุทธิรวมอยู่ที่ 19,760.15 ลบ.


Investment Strategy

          สัปดาห์นี้เราประเมิน SET  มีโอกาสปรับฐาน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหว 1,260- 1,320 จุด โดยแม้มีปัจจัยหนุนจาก 1) ธนาคารกลางทั้ง BOJ FED และ ECB เปิดความกว้างด้านมาตรการเพื่อพร้อมเข้าช่วยเหลือปัญหาสภาพคล่องต่อเนื่องจากผลกระทบ COVID-19  2) การทยอยกลับมาเริ่มเคลื่อนไหวกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านการผ่อนคลายมาตรการ Lock Down 3) สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกเริ่มลด Downside หลัง OPEC+ เริ่มต้นปรับลดกำลังผลิตลงตามข้อตกลงที่ระดับ 9.7 ล้านบาเรล/วัน คลายความกังวลด้านอุปทานส่วนเกินได้บางส่วน อย่างไรก็ดีคาดจะถูกกดดันด้วยปัจจัยเสี่ยงเก่าที่กลับมาปะทุใหม่อย่างประเด็นความตึงเครียดสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน หลังนายโดนัล ทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้าจากจีน รวมถึงการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจทั้งของทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ที่มีสัญญานอ่อนตัวต่อเนื่อง  นอกจากนี้ปัจจัยในประเทศยังมีความเสี่ยงจากการเข้าสู่ช่วงรายงานผลประการบริษัทจดทะเบียนฯช่วง 1Q63 ที่มีแนวโน้มอ่อนแอตามสภาวะเศรษฐกิจที่หดตัว ซึ่งจะกดดันต่อการปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิของ SET ในลำดับต่อมา  แนะเลือกเก็งกำไรช่วงสั้น เน้นซื้อเมื่ออ่อนตัวใกล้โซนแนวรับ และทยอยลดพอร์ตเมื่อเข้าใกล้แนวต้าน พร้อมแนะนำหุ้นที่คาดมีผลประกอบการดีในหุ้น 2 กลุ่ม ดังนี้

          หุ้นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากแผนกระตุ้น ศก.และงานประมูลภาครัฐฯ: แนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์และมี Upside ได้แก่ TEAMG: (กำไรสุทธิ 4Q62 ทำได้ 35 ลบ.โต 67% YoY ด้วยความเป็นผู้นำเบอร์หนึ่งมากประสบการณ์ของธุรกิจออกแบบ ควบคุมงานโครงการกว่า 42 ปี  บ.มีศักยภาพสูงหนุนเดินหน้าคว้าโปรเจคใหม่ต่อเนื่อง ปี 63 คาด Backlog ทำ New High หนุนรับรู้รายได้ไม่ต่ำกว่า 2-3 ปีจากนี้  มอง TEAMG น่าสนใจหลัง ปจบ.เทรดที่ PE ระดับ 15.5X (ขณะที่อุตสาหกรรมเทรดที่ระดับ 50.2X) ล่าสุดประกาศรับงานใหม่ในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.เพิ่มทั้งหมด 5 โครงการ เป็นงานจากภาครัฐทั้งหมดโดยแบ่งเป็นงานที่ปรึกษา 2 โครงการ และงานจัดหาติดตั้งเครื่องมือ 3 โครงการโดยมีระยะเวลาดำเนินงานโครงการ 180 วัน - 68เดือน รวมมูลค่างานที่ได้รับทั้งสิ้น 1.04 พันลบ.ขณะที่ความเสี่ยงภาระหนี้สินต่ำมาก โดยมีสัดส่วน Interest bearing debt/equity เพียง 0.04X นอกจากนี้ให้ Dividend Yield กว่า 6.5%), SEAFCO (กำไรสุทธิปี 62 อยู่ที่ 409 ลบ.เพิ่มขึ้น11.22%YoY ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ปี 63 ทำ New High ปจบ.มี Backlog กว่า 2.7 พัน ลบ.บวกกับได้อานิสงส์บวกจากร่าง พรบ.งบประมาณฯ ที่ผ่านสภา และยังมี Upside จากงานประมูลใหม่ จากโครงการลงทุนทั้งจากรัฐและเอกชน), CPALL (กำไรปกติ 4Q62 ที่ 6 พัน ลบ. โต 10%YoY, +8%QoQ  จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นทั้งจาก 7-11 และ MAKRO ตั้งเป้าเปิด 7-11 เพิ่มอีก 700 สาขาในปี 63 และมีสาขาครบ 13,000 สาขาภายในปี 64 (จาก 11,712 สาขา ณ สิ้นปี 62) ประเด็นประกาศเข้าลงทุนซื้อกิจการเทสโก้ในไทยและมาเลเซีย มูลค่าลงทุนราว 1 แสน ลบ. ในสัดส่วนลงทุน 40% ติดตามการจัดหาแหล่งเงินทุนในการเข้าซื้อ โดยบริษัทแจ้งว่าใช้แหล่งเงินทุนจากกระแสเงินสดและเงินกู้ โดยยืนยันว่าไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุน ระยะยาวมองเป็นบวกจาก Synergy ที่เกิดขึ้น จะทำให้กลุ่ม CP มีทั้งค้าส่ง ค้าปลีก และสะดวกซื้อครบวงจร

          กลุ่มที่คาดผลดำเนินงานมีแนวโน้มดีต่อเนื่อง: เหมาะกับการทยอยซื้อสะสมโดยเน้นหุ้นที่กำไรทั้งปี 62 โตดีและปี 63 โตต่อ แนะนำ SABINA: รายงานผลประกอบการปี 62 ออกมาดี  โดยกำไร 413.2 ลบ. เติบโต 14.3%YoY จากยอดขายที่โต 6.1%YoY และอัตราการทำกำรที่ดีขึ้น GPM 54.4% NPM 12.5% เทียบกับปีก่อนหน้าที่ 51.6%,11.7% ตามลำดับสาเหตุจาก 1) ปรับสัดส่วนการจ้างผลิตจากภายนอกเพิ่มขึ้น ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็งทั้งปี และ 2) การขายออนไลน์ประสบความสำเร็จดีมากขณะที่ปี 63 คาดเติบโตต่อเนื่องจากการเน้นการขายผ่านช่องทางค้าปลีกแบบไม่มีหน้าร้าน บวกกับการออกผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 100 SKU และการเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มเติม, SSP ช่วง 4Q62 กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 134.2 ลบ. โต 23.1%YoY คาดรายได้และกำไรปี 63 ทำ New high จากการรับรู้รายได้โครงการโรงไฟฟ้าที่เวียดนามและมองโกเลีย ขนาดรวม 55 MW ซึ่ง COD ตั้งแต่ มี.ค. 62 และ ก.ค. 62 ตามลำดับ ขณะที่ 2H63 เริ่ม COD โครงการยามากะที่ญี่ปุ่นขนาด 30 MW. หนุนกำลังผลิตรวมทั้งปีกว่า 158 MW. ล่าสุด SSP ประกาศจ่ายปันผล 0.11 บ/หุ้น (Yield1.5%) 


Trading Idea

          กลุ่มบริโภคภายในประเทศ CPALL, BJC สองหุ้นค้าปลีกที่ได้ประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือประชาชนของภาครัฐ และการเตรียมผ่อนคลายให้กิจกรรมทางเศรษกิจกลับมาเริ่มเปิดตามปกติได้ในระยะถัดไป จะทำให้การบริโภคเริ่มฟื้นตัว CPALL มีสาขาครอบคลุมผู้บริโภคทั่วประเทศจะได้ประโยชน์ทั้งจากร้าน7-11 และ MAKRO โดยวานนี้CPALLแจ้งตลท ได้รับสิทธิ์แฟรนไชส์หลัก7-11ในประเทศกัมพูชาแต่เพียงผู้เดียวเป็นเวลา30ปี มองเป็นปัจจัยบวก สร้างการเติบโตในระยะกลาง โดยกัมพูชามีประชากรราว17ล.คน ขณะที่ไทย 70ล.คน มีสาขาประมาณ 17,000 สาขา โดยก่อนน้านี้ MAKRO เข้าไปเปิดสาขาในกัมพูชามาแล้ว จะช่วยให้7-11ได้ประโยชน์จากข้อมูลผู้บริโภคในประเทศกัมพูชา  ขณะที่ BJC จะได้ประโยชน์จากBIGC และยอดขายของธุรกิจ Health care มีโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคต่อการระบาดของCOVID-19 ที่จะมีการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันเชื้อโรคเข้ามาเป็นอีกปัจจัยในการดำรงชีวิตจนกว่าจะมีวัคซีนออกมาใช้อย่างเป็นทางการ รวมถึงธุรกิจ   บรรจุภัณฑ์เริ่มฟื้นตัวจากปีก่อน 


          AECS (Fundamental and Strategic Team)

          ภัทรพล จันทร์อินทร์ (ID. 089932)    Patarapon.j@aecs.com

          ธีรยุทธ  ฤทธิเผ่าพันธุ์               ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

          ชัยรัตน์ คงสุนทร                   ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

          สุวรรณา อัศวเหล่าวรพงศ์            Data Support / Secretary


          ที่มา: บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) ประจำวันที่ 8 พ.ค. 2563

          เอกสารการวิเคราะห์ฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด) มหาชน (หรือ "บริษัทฯ" เนื้อหา คำแนะนำ และบทวิเคราะห์ หรือความคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฏบนเอกสารนี้ ได้มีการจัดทำและเรียบเรียงตามหลักเกณฑ์การจัดทำที่อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ แต่อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ไม่สามารถรับรองความถูกต้องของข้อมูลดังกล่าวได้ และบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิในการที่บุคคลใดจะนำข้อมูล หรือความเห็นที่ปรากฎอยู่ในเอกสารฉบับนี้ไม่ว่าบางส่วน หรือมีการทำซํ้า ดัดแปลง แก้ไข หรือจะนำออกเผยแพร่แก่สาธารณชนจะต้องได้รับอนุญาตจากบริษัทฯ ก่อน 

          โปรดทราบว่าเอกสารฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อให้นักลงทุน หรือผู้ที่สนใจทั่วไป นำไปใช้เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน มิได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการชี้นำ ชักชวน หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขาย รวมถึงการประกันราคาหลักทรัพย์ที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้แต่อย่างใด ท่านในฐานะผู้ใช้เอกสารฉบับนี้ควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัทฯ และพนักงานของบริษัทไม่สามารถรับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม จากการใช้ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้

 

  • ผู้โพสต์ natsinee
  • 2020-05-08 09:41:00
  • 398

ผู้สนับสนุน