เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

ทอล์คออฟเดอะทาวน์


Smart Invest

  • 2019-06-27 15:11:02
  • 3799

1 ก.ค.วันปล่อยผี 16 หุ้นเน่า เหยื่อตาดำๆ ต้องทำอย่างไร? เรามีคำตอบให้คุณ!

By โรนิน


1 ก.ค.วันปล่อยผี 16 หุ้นเน่า เหยื่อตาดำๆ ต้องทำอย่างไร? เรามีคำตอบให้คุณ!


1 กรกฎาคม 2562 ถือเป็นหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยที่จะต้องจารึกไว้...

เพราะเป็นครั้งแรก (1-31 กรกฎาคม 2561) ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) “ปล่อยผี” หรือ เปิดทางให้ผู้ถือหุ้นที่ติดหุ้น 16 บริษัท เกือบ 100,000 คน ได้มีโอกาสซื้อ-ขายหุ้นที่ถูกหยุดพักการซื้อขาย หลังจากที่ถูกขึ้นเครื่องหมายห้ามซื้อขาย (SP) มานานเกิน 3 เดือนแล้ว และยังไม่เคยได้รับอนุญาตให้เปิดซื้อขายนับตั้งแต่ขึ้นเครื่องหมาย SP 

...มีคำถามว่า แล้วผู้ถือหุ้นที่ลงทุนในหุ้น 16 บริษัทที่เตรียมเปิดให้เทรดในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ จะทำอย่างไรดีล่ะ จะถือต่อหรืออาศัยจังหวะนี้เผ่นแนบ “ขายทิ้ง” เพื่อกำเงินสด แทนที่จะถือหุ้นโดยไร้ความหวังว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร

วันนี้ Smart Invest พยายามควานหาคำตอบมาฝากนักลงทุน ที่ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดี จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาส หรือแม้แต่บางคนที่กำลังมองหาโอกาสในวิกฤติ จะตั้งรับอย่างไร

ใครที่คิดจะเข้าลงทุนในหุ้นที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP มานาน ซึ่งจะเปิดให้เทรดในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ คงต้องทำการบ้านให้เยอะ เพราะที่ผ่านมา หลายบริษัทฯที่กำลังจะเปิดให้เทรด แทบจะไม่มีข้อมูลออกมาสู่สาธารณะ คนที่ได้เปรียบจากการเปิดเทรดในรอบนี้ คงหนีไม่พ้นคนที่อยู่วงใน เพราะมีโอกาสที่จะได้รับข้อมูลข่าวสาร เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์ตัดสินใจว่า ควรที่จะถือ หรือขายหุ้นออกมาจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่พอร์ตของตนเอง

ฉะนั้นคนวงนอกที่คิดจะเข้าไปลงทุน หรือเข้าไปเทรดหุ้น ต้องทำการบ้านให้ดี  เพราะไม่มีข้อมูล หรือบทวิเคราะห์ เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประกอบการตัดสินใจลงทุน

...แต่การเปิดให้เทรดในครั้งนี้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้คนที่ติดหุ้นมาเป็นเวลานาน หลายปี หรือหลายสิบปี จะได้มีโอกาสขายหุ้นออก เพื่อกำเงินสดเอาไว้ แม้จำนวนเงินจะน้อย เมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่ “ติดดอย” แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไร “ติดมือ” เพราะถ้าถือต่อไป บอกตรงๆว่าแทบไม่เห็นอนาคตเลย

แล้วใน 16 ตัว มีหุ้นตัวไหนน่าสนใจบ้าง....

จากการสำรวจข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน พบว่า ใน 16 บริษัทที่จะเปิดให้เทรด พบว่ามีเพียง 5 บริษัทฯ เท่านั้นที่ ราคาหุ้นปิดต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) ประกอบด้วย BLISS -BUI -  EARTH -POLAR-TSF


หุ้น ราคาปิด (บาท)มูลค่าตามบัญชี (บาท) 
BLISS 0.04  0.24  
BUI 20.2 24.33 
EARTH1.46 2.71 
POLAR0.150.54 
TS0.020.04 


นอกจากนี้ ทั้ง 16 บริษัท มีการรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/62 มีผลกำไรเพียง 2 บริษัทฯ 

BLISS กำไรในไตรมาส 1/62 กว่า 17.11 ล้านบาท 

และ BUI มีกำไรในไตรมาส 1/62 จำนวน 23.62 ล้านบาท

ใครที่คิดไม่ออก บอกไม่ถูก ลองถามใจตัวเองดูว่า หากคิดจะถือต่อ..รอได้มั๊ย แล้วรอเพื่ออะไร ต้องรออีกนานแค่ไหน อดทนไหวรึไม่ อนาคตมีมั๊ย ถ้าตอบตัวเองได้ ตัดสินใจโดยพลันว่า “ถือต่อไป”

แต่ถ้าคิดต่าง ในทางตรงกันข้ามต้องรีบหาจังหวะขายออกไป ส่วนจะขายวันแรกหรือ ขายวันสุดท้ายจะแตกต่างกันรึไม่ คิดให้จงหนัก

ส่วนนักลงทุนวงนอก ที่คิดจะเข้าลงทุน ต้องทำการบ้านให้เยอะ...เพราะอย่าลืมว่า แทบไม่มีข้อมูลอะไรออกมาจากบริษัท และปากผู้บริหาร ทำให้มันมีลักษณะเหมือนอยู่ในความมืดมิดที่มองหาทางออกไม่เจอ และต้องทำใจรับให้ได้ว่าเมื่อจบเดือนกรกฎาคมนี้แล้วตลาดหลักทรัพย์ก็จะขึ้นเครื่องหมาย SP ยาวไปเลยคนที่ได้เปรียบที่สุดในนาทีนี้คือ คนที่กุมข้อมูลภายใน

จะเลือกต่อสู้ในสนามที่มีความได้เปรียบ...หรือเสียเปรียบ อยู่ที่การตัดสินใจของผู้ลงทุน

ส่วนเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การลงทุนมีดังนี้ 

1. ผู้ลงทุนต้องซื้อหลักทรัพย์ด้วยบัญชี Cash Balance กล่าวคือ ผู้ซื้อต้องชาระเงินทั้งจำนวนก่อนการซื้อหลักทรัพย์

2. ตลท. จะขึ้นเครื่องหมาย NC กำกับตลอดระยะเวลาที่ให้มีการซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อเตือนผู้ลงทุนให้ใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหลักทรัพย์

3. ตลท.จะไม่กำหนดราคาซื้อขายสูงสุดและต่าสุดของหลักทรัพย์ดังกล่าวในวันแรกที่มีการซื้อขาย คือ วันที่ 1 ก.ค.2562 เพื่อให้ราคาหลักทรัพย์เป็นไปตามสภาพความเป็นจริง เนื่องจากไม่มีการซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวมานานแล้ว

4. ตลท.จะไม่นำหลักทรัพย์มารวมในการคำนวณดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET Index) หรือดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai Index)

และเมื่อครบระยะเวลาดังกล่าว คือ ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2562 เป็นต้นไป ตลท. จะหยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนกลุ่มนี้ โดยขึ้นเครื่องหมาย SP จนกว่าบริษัทจดทะเบียนนั้นจะแก้ไขให้มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะกลับมาซื้อขายได้ตามปกติ หรือหากไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ภายในเวลาที่กำหนด ตลท.อาจจะพิจารณาการเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนนั้นจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อไป

16 บริษัทที่ถูกปล่อยให้กลับมาซื้อขายในครั้งนี้ ประกอบด้วย บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) (A5) , บริษัท บลิส-เทล จำกัด (มหาชน) (BLISS) , บริษัท บางกอกสหประกันภัย จำกัด (มหาชน) (BUI) , บริษัทชูโอ เซ็นโก(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (CHUO)

บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด(มหาชน) (EARTH) , บริษัท จี สตีล จำกัด(มหาชน) (GSTEL) , บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (IFEC) , บริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (KC) , บริษัท เคเทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (KTECH)

บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) (NBC) , บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (NMG) , บริษัท โพลาริส แคปปิตัล จำกัด (มหาชน) (POLAR) , บริษัท โปรเฟสชั่นแนล เวสต์ เทคโนโลยี (1999) จำกัด (มหาชน) (PRO) , บริษัท ซันไทยอุตสาหกรรมถุงมือยาง จำกัด (มหาชน) (STHAI) , บริษัท ทรีซิกตี้ไฟว์ จำกัด (มหาชน) (TSF) และ บริษัท วีรีเทล จำกัด (มหาชน) (WR)

>>กดติดตาม LINE@Share2Trade ได้ที่นี่<<

  • ผู้โพสต์ chisanupong
  • 2019-06-27 15:11:02
  • 3799