เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2020-11-09 20:28:42
  • 233

มหกรรมแจกเงิน 3 โครงการ เงินสะพัด 2 แสนล้าน ปลุกใช้จ่ายเศรษฐกิจท่ามกลางผู้ชุมนุมร้อนระอุ

By วิไล อักขระสมชีพ

มหกรรมกระตุ้นการใช้จ่ายเศรษฐกิจองรัฐบาลทยอยออกแล้ว หลังจากที่ขุนคลังใหม่ “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” เข้านั่งทำงานเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 14 ต.ค. ที่ผ่านมา ก็เร่งเครื่องแรงหลังทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในกระทรวงการคลัง หลังจากนั้นประชุมข้าราชการตามธรรมเนียม และประชุมใหญ่กับผู้ว่าการแบงก์ชาติป้ายแดง “ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองร้อนระอุของคณะราษฎร์ ณ ย่านกลางถนนสายธุรกิจของประทศไทย “ราชประสงค์” ภายใต้การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ควบคุมสถานการณ์ 


โดยขณะนี้มี 3 มาตรการแรกที่แจกแล้ว เม็ดเงินอัดฉีดเศรษฐกิจราว 2 แสนล้านบาทขึ้นไป คือโครงการแจกแรก “คนละครึ่ง”รัฐเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าลงทะเบียน”www.คนละครึ่ง.com” เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. 2563 นี้ เป็นต้นไป

เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. – 23.00 น. ใครที่รออยู่ จัดเลยตามขั้นตอนง่ายๆ 

3 ขั้นตอน  เริ่มจาก 1) ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com  โดยกรอกข้อมูลชื่อ-สกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน รหัสหลังบัตรประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด และเบอร์โทรศัพท์ที่จะติดตั้งแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” 2) รอรับ SMS แจ้งผลการลงทะเบียน และ3) ติดตั้งแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และยืนยันตัวตน รอบนี้ธนาคารกรุงไทย ขยายระบบ ให้ bandwidth  สามารถรับคนแห่ลงทะเบียนได้พร้อมกัน 100,000 คนต่อวินาที   และไม่ได้มีการจำกัดผู้เข้าลงทะเบียนต่อวัน 

แต่รัฐแจกสิทธิ “คนละครึ่ง” ในโครงการนี้เพียง 10 ล้านคนเท่านั้น โดยจะได้เฉพาะผู้มีสัญชาติไทยอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันลงทะเบียน มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  ซึ่งได้รับสิทธิจากโครงการอื่นแล้ว

สำหรับคนที่ดำเนินการครบผ่านได้รับสิทธิ์คนละครึ่งแล้ว ก็สามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่ติดตั้งแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ที่เข้าร่วมโครงการเพื่อรับสิทธิได้ทันที ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2563 ระหว่างเวลา 06.00 น. – 23.00 น.

สำหรับร้านค้าที่ร่วมโครงการมีจำนวน  236,648 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มจำนวน 115,824 ร้านค้า ร้านธงฟ้าจำนวน 42,382 ร้านค้า ร้าน OTOP จำนวน 9,564 ร้านค้า และร้านค้าทั่วไปและอื่นๆ จำนวน 68,878 ร้านค้า 

คำเตือน คนที่ได้รับสิทธินี้แล้ว จะต้องเริ่มใช้จ่ายภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ตนได้รับ SMS แจ้งรับสิทธิหรือวันที่เปิดให้เริ่มใช้จ่ายตามโครงการ มิเช่นนั้นจะถูก “ตัดสิทธิ” และไม่สามารถลงทะเบียนได้อีก โดยเมื่อซื้อสินค้าในร้านค้าที่ร่วมโครงการ สามารถใช้เงินของรัฐวันละไม่เกิน 150 บาท จ่ายค่าสินค้าผสมกับเงินของตัวเองคนละครึ่ง ซึ่งรัฐให้วงเงินรวม 3,000 บาท

ส่วนโครงการที่สอง คือ “มาตรการช้อปดีมีคืน” สำหรับกลุ่มมนุษย์เงินเดือนและผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยสามารถนำค่าซื้อสินค้าและบริการ ตามจำนวนที่จ่ายสำหรับจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท ช่วงวันที่ 23 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2563 มาหักลดหย่อนภาษีปี 2563 

โดยจำกัดสำหรับการซื้อสินค้าหรือการรับบริการในประเทศที่เก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้รวมถึงค่าซื้อหนังสือและค่าบริการหนังสือที่อยู่ในรูปของข้อมูล”อิเล็กทรอนิกส์”ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและค่าสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนแล้ว แต่ไม่รวมสินค้าประเภท สุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ ค่าหนังสือพิมพ์ น้ำมัน ก๊าซ ค่าบริการนำเที่ยว ที่พักโรงแรม

โครงการแจกที่ 3 คือ "โครงการเพิ่มกำลังซื้อ” ให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีจำนวน 14.5 ล้านคน  จะได้เพิ่มวงเงินพิเศษ สำหรับซื้อสินค้าบริโภคอุปโภคที่จำเป็น 500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งเริ่มทยอยแจกตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้แล้ว

ทั้ง 3 โครงการแจกรอบนี้ ประชาชน สามารถเลือกใช้สิทธิได้โครงการเดียวเท่านั้น โดยเฉพาะคนถือบัตรคนจนจะไม่มีสิทธิทั้ง2โครงการนี้แน่นอน

ผลของการหว่านเม็ดเงินของภาครัฐ จำนวนรวม 1.9 แสนล้านบาทใน 3 โครงการนี้ หรือคิดเป็นสัดส่วนราว -0.6% ของมูลค่าเศรษฐกิจโดยรวม (GDP) ณ สิ้นปีที่แล้วที่อยู่ 17 ล้านล้านบาท ขณะที่ GDP ปีนี้ คาดติดลบ 7.8% 

ขณะที่ด้านนักเศรษฐศาสตร์ มองเชิงบวกว่า เม็ดเงินสะพัดของชุดมาตรการแจกเงิน จะหมุนรอบการใช้จ่ายภายในประเทศราว 2 รอบ  หรือราว 3-4 แสนล้านบาท  ซึ่งจะพลิกฟื้นภาคบริโภคเอกชนให้กลับมาในช่วงไฮซีซั่น ปลายปีนี้ ติดลบน้อยลง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับปัจจัยการชุมนุมทางการเมือง จะจบเร็วหรือยืดเยื้อ ซึ่งฉุดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ที่จะเป็นอีกบาดแผลใหม่ที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยจากนี้ไป

แต่หากมาดูปมใหญ่ในภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี รายเล็ก (วงเงินกู้ไม่เกิน 100 ล้านบาท) ที่เข้ามาตรการพักชำระหนี้หรือแช่แข็ง ยอดกนี้รวม  9.5 แสนล้านบาท จำนวนรวม 2.7 แสนบัญชี กำลังจะครบอายุ 22 ตุลาคมนี้  ซึ่งสั่งแบงก์และนอนแบงก์ให้ช้อนแยกลูกหนี้ที่ไปรอดต่อได้ ซึ่งคาดว่าจำนวนมีเกินครึ่งของกลุ่มนี้  จะออกจากมาตรการและออกมาดำเนินชีวิตปกติ และกลุ่มลูกหนี้ที่ไปต่อไม่ไหว จะถูกแยกออกมาเพื่อดำเนินเจรจาแก้หนี้ให้ตรงจุด ซึ่งธปท. ให้เวลา 2 เดือนหลังหมดมาตรการ เข้าพบเจ้าหนี้สถาบันการเงิน เพื่อขอต่อมาตรการพักชำระหนี้ได้อีก 6 จนถึงสิ้นเดือนมิ.ย. 2564 ซึ่งจะเป็นการช่วยลูกหนี้ให้รักษาสถานะความเป็นลูกหนี้เดิม หรือเรียกว่า กลุ่มที่ได้รับการแช่แข็งรอบสองถึงปีหน้า

จากนี้คงต้องจับตาดูยอดตัวเลขลูกหนี้เอสเอ็มอีที่ถูกแช่แข็งรอบ 2 ที่จะออกหมดมาตรการกลางปีหน้า สภาพจะคืนชีพได้เท่าไหร่และเป็นซอมบี้เฟิร์มเท่าไหร่  และยังมีอีกกลุ่มลูกหนี้อีก 6% ที่หายตัวไปติดต่อไม่ได้ มีจำนวน 1.6 หมื่นบัญชี ซึ่งมียอดหนี้รวม 5.7 หมื่นล้านบาท ที่เจ้าหนี้กำลังตามหาตัวอยู่เพื่อเรียกมาเจรจาแก้หนี้ให้ตรงจุด นับเป็นอีกลูกระเบิดของหนี้เสียที่ถูกซ่อนอยู่ และรอวันระเบิดกลางปีหน้า

  • ผู้โพสต์ nongnapas
  • 2020-11-09 20:28:42
  • 233

ผู้สนับสนุน