เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2020-11-09 20:28:42
  • 192

KKP ชี้ท่อน้ำเลี้ยง “มาตรการรัฐ” ไร้แรงส่ง คนจนค้างจ่ายหนี้บาน

By นางชายขอบ

เข้าสู่ไตรมาส 4 ไตรมาสสุดท้ายของปีแล้ว ปกติของช่วงนี้เข้าสู่ไฮซีชั่นทั้งท่องเที่ยว และเทศกาลใช้จ่ายคึกคักส่งท้ายปีแล้ว แต่บรรยากาศปีนี้ไม่เหมือนเดิม


เพราะพิษโควิด-19 ที่ยังปกคลุมทั่วโลก ล่าสุดฝั่งยุโรปหลายประเทศเกิดการแพร่ระบาดรอบสอง และประกาศล็อคดาวน์  ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกสะดุดตัวลง และกระทบไปยังภาคส่งออกของประเทศคู่ค้าของฝั่งยุโรปอย่างเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางรอประกาศผลเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ทิศทางคะแนนของ “โจ ไบเดน” ขึ้นนำ “โดนัลด์ ทรัมป์” 

มาที่ฝั่งประเทศไทย ท่อน้ำเลี้ยงเศรษฐกิจเหือดแห้งไปตามสภาพ แม้จะมีแรงส่งจากไตรมาส 3 จากดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของไตรมาส 3 จากแบงก์ชาติ ที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น แต่ก็เป็นผลจากผ่อนคลายล็อคดาวน์ ที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาเกือบปกติในหลายภาคส่วน และมีปัจจัยหนุนชั่วคราวคือ วันหยุดยาวพิเศษ รวมถึงการใช้จ่ายของภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจภายในประเทศ

ส่วนเศรษฐกิจภาคต่างประเทศ ทั้งการส่งออก และนำเข้าในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา แม้ยังติดลบแต่ก็ลบน้อยลง ถือว่าดีขึ้น แต่ไตรมาส 4 ภาคส่งออกไทยอาจจะได้รับผลกระทบจากการล็อคดาวน์จากฝั่งยุโรปได้

แต่ปัญหาคนว่างงานยังหนักหน่วงอยู่ โดยยังมีผู้ที่ทำงานต่ำกว่าวันละ 4 ชั่วโมง จำนวนอยู่ที่ 2.6 ล้านคน และมีผู้ว่างงานนอกอยู่ที่ 7 แสน รวมๆเท่ากับ 3.3 ล้านคน ซึ่งสะท้อนตลาดแรงงานที่เปราะบาง  ปัจจัยหลักมาจากภาคท่องเที่ยวที่ยังฟื้นตัวช้า แม้ว่าจะมีวันหยุดมากและมาตรการ “เราเที่ยวด้วยกัน” แต่คนที่ใช้สิทธิส่วนใหญ่เป็นระดับกลางถึงระดับบน ซึ่งคงไม่สามารถใช้เงินเที่ยวทุกเทศกาลวันหยุดยาวกันทุกคน นอกจากนี้ยังมีการฟื้นตัวของภาคการผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆที่ยังไม่กระจายตัว โดยสะท้อนจากกำลังการผลิตโดยรวมที่อยู่ระดับ 60.5 เท่านั้น แต่ดีขึ้นจากไตรมาส 2 ที่อยู่ระดับ 52.9 ซึ่งเป็นช่วงล็อคดาวน์ในประเทศ

ด้านภาพรวมของการแก้หนี้นอกระบบจากกระทรวงการคลัง รายงานยอดปล่อยสินเชื่อรายย่อยผ่านพิโก้ไฟแนนซ์ พิโก้พลัสนั้น สถานะสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2563 มียอดสินเชื่อคงค้างจำนวนทั้งสิ้น 149,860 บัญชี คิดเป็นจำนวนเงิน 3,512.16 ล้านบาท 

โดยมีสินเชื่อค้างชำระ 1 - 3 เดือน (SM) สะสมรวมทั้งสิ้น 20,246 บัญชี หรือคิดเป็นจำนวนเงินสะสมรวม 523.76 ล้านบาท หรือคิดเป็น 14.91% ของยอดสินเชื่อคงค้างสะสม และมีสินเชื่อค้างชำระที่เกินกว่า 3 เดือน (NPL) สะสมรวมจำนวน 23,920 บัญชี หรือคิดเป็นจำนวนเงินสะสมรวม 569.01 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16.20 %ของยอดสินเชื่อคงค้างสะสม หากรวมยอดของสินเชื่อทั้งกลุ่ม SM และ NPL ด้วยกันมีจำนวนเงินสะสมทั้งสิ้น 1,092ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 31% ของยอดรวมจำนวนเงิน 3,512.16 ล้านบาท ส่วนจำนวนบัญชีรวมประมาณ 44,000 บัญชี หรือราวๆ 1ใน3 ของผู้กู้ทั้งหมดที่มีจำนวน 149,860 บัญชี 

มาดูฝั่งผู้ให้บริการที่เป็นพิโก้ไฟแนนซ์ มีผู้เปิดดำเนินการมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา 67 รายตามด้วยกรุงเทพมหานคร 58 ราย และขอนแก่นและร้อยเอ็ดที่มีรวม 43 ราย  ส่วนพิโก้พลัส เปิดดำเนินการมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา 14 รายอุดรธานี 8 ราย และอุบลราชธานี 7ราย จะเห็นว่ากระจุกตัวอยู่ในฝั่งภาคอีสาน

ขณะเดียวกัน ยังมีผู้ปล่อยกู้เถื่อนหรือนอกระบบ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการจับกุมผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบที่กระทำผิดกฎหมาย จำนวนสะสม 7,476 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2563 จำนวน 121 ราย 

นี่คือภาพสะท้อนปัญหาของคนรากหญ้าที่ไร้เงินสดในมือ จำเป็นต้องพึ่งเงินกู้ทั้งในและนอกระบบกันอยู่ และลูกหนี้รากหญ้าที่กู้มาแล้วไม่สามารถจ่ายหนี้คืนสูงถึง 1ใน 3 ของทั้งหมด ไม่ว่าจะดูในด้านมูลหนี้รวมและจำนวนบัญชีก็ตาม 

เสียงสะท้อนจากอดีตนักการเงินรุ่นใหญ่ดีกรีแบงก์ต่างประเทศ”ไกรฤทธิ์ อุชุกานนท์ “ถึงกับออกบอกว่า เศรษฐกิจยังลำบาก เพราะครั้งนี้เป็นปัญหาขาดสภาพคล่องหนักกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ขณะที่การขับเคลื่อนของเศรษฐกิจยึดโยงกับสถาบันการเงิน ที่เวลานี้กำลังต้องรับภาระแก้หนี้ทั้งภาคธุรกิจกลางเล็กและยังมีรายย่อยอีกมากมาย

แม้แต่ค่ายกลุ่มการเงินเกียรตินาคิน หรือ KKP ออกมาตีโจทย์เศรษฐกิจใต้ลมปีกรัฐที่เป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็พบว่าอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 แพคเกจในช่วงไตรมาส 4 นี้ พบว่า ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคนละครึ่ง มาตรการเพิ่มเงินวนบัตรสวัสดิการ มาตรการช้อปดีมีคืน ช่วยกระตุ้นเงินหมุนเวียนเข้าระบบเศรษฐกิจเพียง 1.07 แสนล้านบาทเท่านั้น เทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของภาครัฐคาดหวังไว้ เพราะสำนักงานเศรษฐกิจการคลังว่า 3 มาตรการนี้จะมีเงินสะพัด 2 แสนล้านบาท หากคิดเป็นผลบวกต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม (GDP)  KKP ประเมินว่าจะมีผลต่อ GDP ในสัดส่วนเพียง 0.17% ของ GDP ปีนี้ที่คาดไว้หดตัว - 9% ซึ่งเป็นคนละตัวเลขกับฝั่งรัฐที่คาดหวังผลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมาได้ 0.54% ของ GDP ปีนี้ที่คาดไว้ -7.7%

KKP ฟันธงว่า บทบาทภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้จำกัดมาก เพราะปัญหาใหญ่อยู่มี่กำลังซื้ออ่อนแอจากภาวะว่างงาน และรายได้ที่หายไป หรือคนที่ใช้จ่ายปกติก็มีการดึงเงินในอนาคตมาใช้จ่ายตามความต้องการซื้อ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่านมาตรการช้อปดีมีคืน

“แนวโน้มสถานการณ์เศรษฐกิจ และรายได้คนไทยย่ำแย่อยู่ เพราะภาคส่งออกและท่องเที่ยว ที่เป็นเครื่องยนต์หลักขาดหายไป ยังคงเห็นธุรกิจเสี่ยงปิดตัวลงจำนวนมาก คนตกงานและสูเสียรายได้เป็นประวัติการณ์” KKP ระบุ

ด้าน “ชญาวดี ชัยอนันต์” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่า ไตรมาส 3/2563 ตัวเลขเศรษฐกิจจะติดลบไม่ถึง 2 หลัก แต่ในไตรมาส 4/2563 ก็หวังว่าเศรษฐกิจจะทยอยฟื้นตัวขึ้นตามได้ หากแรงส่งจากไตรมาส 3 ยังอยู่ไปถึง 

นอกจากนี้มีประเด็นที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้าคือ การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาส่วนน้อยหลักร้อยหลักพันคน, การระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ในต่างประเทศ, การฟื้นตัวของตลาดแรงงาน, ความยั่งยืนของการฟื้นตัวภาคยานยนต์ และความไม่แน่นอนทางการเมือง

“ธปท.ได้ติดตามปัจจัยสำคัญเหล่านี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งขณะนี้แม้จะเปิดรับต่างชาติเข้ามาพำนักในระยะยาวแล้ว แต่จำนวนยังน้อยมาก ทำให้ยังไม่เห็นการฟื้นตัวแต่หากการนำร่องเปิดรับต่างชาติ รัฐบาลสามารถบริหารจัดการ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงคนในประเทศเอง เพราะหากมีต่างชาติเข้ามามากขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์กับธุรกิจในภาคการท่องเที่ยว และในอนาคตก็จะปรับดีขึ้นแน่นอน” ชญาวดี กล่าว

ซึ่งประเด็นต่างที่แบงก์ชาติจับตาอยู่นั้น ล้วนอยู่ในด้านลบในเวลานี้ และเหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนเท่านั้นจะสิ้นปีนี้แล้ว ซึ่งภาคธุรกิจส่วนใหญ่มองข้ามชอตไปเตรียมแผนปีหน้ากันแทน  

ขณะที่ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาของกลุ่ม KKP มองว่าปีหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้ขยายตัวได้มากนัก เพราะยังติดปัญหาหนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีและรายย่อย ที่ถูกแช่แข็งอยู่1.2 ล้านบัญชี ซึ่งหากภาคธุรกิจเหล่านี้ฟื้นตัวไม่ทันในช่วงระยะเวลา 6เดือนที่ยืดหนี้ให้ถึงกลางปีหน้า จะเป็นระเบิดลูกใหญ่ของเศรษฐกิจไทยที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าไม่ได้ และปัญหาคนตกงานจะสะสมเพิ่มขึ้นจากการปิดตัวของธุรกิจเอสเอ็มอีกลุ่มแช่แข็ง ถือเป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนเตรียมรับมือ โดยเฉพาะรัฐบาลไทยที่ต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันสะสมเพิ่มขึ้นกว่าปีนี้

  • ผู้โพสต์ chisanupong
  • 2020-11-09 20:28:42
  • 192

ผู้สนับสนุน