เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

ทอล์คออฟเดอะทาวน์


Business Trends

  • 2019-07-17 14:04:31
  • 309

นโยบายพลังงาน รอ “สนธิรัตน์” จัดด่วน

By แรงเยอร์

นับถอยหลังอีกเพียง 2 วันเท่านั้น ที่กระทรวงพลังงานจะมีหัวเรือ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่อย่างเป็นทางการ โดย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เตรียมจะเข้ารับภารกิจที่กระทรวงพลังงานทันทีหลังจากถวายสัตย์ปฏิญาณ ในวันที่ 18 ก.ค.นี้


ขณะนี้รัฐมนตรีพลังงานได้ศึกษาข้อมูลถึงภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการสานต่อจาก ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งทั้ง 2 คนนั้นถือว่ารู้จักกันดีและได้มีการหารือกันเป็นการส่วนตัวแล้วถึงประเด็น ๆ ต่างที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้

ทั้งเรื่องการทบทวนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2018) ใหม่อีกครั้ง  เพราะเรื่องนี้ถือเป็นประเด็นร้อน เนื่องจากในช่วงรอยต่อของรัฐบาลเพียงไม่กี่วัน ก็ได้มีคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินให้ทบทวนแผนพีดีพีใหม่ โดยรัฐเข้าไปถือหุ้นในโรงไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 51% ของกำลังการผลิตที่มีอยู่ เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 วรรค 2 ซึ่งต้องใช้เวลาลากยาวไปอีกอย่างน้อย 120 วันในการพิจารณาประเด็นดังกล่าว ผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไรย่อมส่งผลถึงการวางแผนการผลิตไฟฟ้า เพื่อความมั่นคงของประเทศในระยะ 20 ปีข้างหน้า

ไม่เพียงเท่านั้น ก็ยังรวมไปถึงเรื่องการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี ) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ล็อตแรก จำนวน 1.5 ล้านตันต่อปีในปลายปีนี้  ที่ขณะนี้ถึงแม้ว่า กฟผ.จะได้ผู้ชนะการประมูลแล้ว โดยผู้ที่เสนอราคาต่ำสุด คือ ปิโตรนาส แอลเอ็นจี ซึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้ และก็ยังไม่รู้อนาคตว่าจะได้เดินหน้าต่อหรือยกเลิกการประมูลหรือไม่

อีกประเด็นใหญ่ที่ นายสนธิรัตน์ จะต้องเร่งเข้ามาดู ก็คือ การที่ บริษัทเชฟรอน และโททาล อาจจะไม่ยอมจ่ายเงินเรื่องหลักประกันกรณีการรื้อถอนแท่นผลิตแหล่งปิโตรเลียม ซึ่งบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ที่เป็นผู้ดำเนินงานแหล่งเอราวัณในปัจจุบัน และบริษัท โททาล ซึ่งเป็นผู้ร่วมลงทุนในแหล่งบงกชในปัจจุบัน ได้ยื่นหนังสือเตือนถึงกระทรวงพลังงาน ขู่ฟ้องอนุญาโตตุลาการ หากไม่ได้รับความชัดเจนเรื่องการวางหลักประกันการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียมที่จะหมดอายุสัมปทานในช่วงปี 2565-2566 หลังจากแพ้การประมูลทั้งสองแหล่งนี้ไป ซึ่งตามข้อกฎหมายผู้ได้รับสัมปทานปัจจุบันจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนแท่นปิโตรเลียมที่จะต้องกลับคืนสู่รัฐหลังสัมปทานหมดอายุ โดยค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนที่มีมูลค่าสูงหลักแสนล้านบาท ยังเป็นเรื่องที่ต้องเจรจาร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่หลาย ๆ คนจับตามอง ก็คือ เรื่องราคาพลังงาน ที่ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐปล่อยราคาปรับขึ้นลงเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่ว่าจะเป็นราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) หรือราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพราะมองว่าประเทศไทยไม่ใช่ผู้ผลิตปิโตรเลียมรายใหญ่ต้องมีการนำเข้าเป็นหลัก ดังนั้น จึงไม่มีวงเงินอุดหนุนสูงเหมือนกับประเทศผู้ผลิตน้ำมัน แต่หากจะมีการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ก็ควรจะมีการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

รวมถึงอยากให้รัฐมนตรีพลังงาน พิจารณาเรื่องการบริหารเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอยากให้กระทรวงพลังงานจัดประชุมร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ ตั้งแต่ ผู้ประกอบการน้ำมันโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม โรงงานผลิตบี 100 และเกษตรกร เพื่อวางแผนร่วมกันในอนาคตว่าจะจัดการอย่างไร เพื่อให้เกิดกลไกที่ยั่งยืน เพราะหากผสมมากหรือน้อย ก็จะกระทบมาถึงน้ำมันและน้ำมันเพื่อการบริโภค โดยอยากให้กระทรวงพลังงานพิจารณาถึงชนิดของน้ำมัน ให้มีประเภทของน้ำมันน้อยลง ทั้งกลุ่มเบนซิน และกลุ่มดีเซล โดยในส่วนดีเซลก็ควรใช้บี 10 เป็นพื้นฐาน แทนบี77 ขณะที่ในปั๊มน้ำมันไม่ควรขายบี 20 โดยบี 20 ก็ไปจำหน่ายเฉพาะฟลีทรถบรรทุกเท่านั้น เพราะบี 20 ยังมีปัญหาในกรณีที่อากาศเย็นอาจจะเป็นไขและมีผลกระทบต่อเครื่องยนต์ได้ ซึ่งการที่แต่ละสถานีบริการมีการจำหน่ายน้ำมันหลายชนิดมากเกินไปจะกระทบต่อต้นทุนการบริหารจัดการได้

นี่เป็นเพียงแค่บางเรื่อง บางนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่จะต้องรีบดำเนินการ เพราะอาจมีระยะเวลาในการทำงานไม่นานเท่าไรนัก แต่ก็ได้รับการยืนยันแล้วว่า รัฐมนตรีมีความพร้อมมากที่จะเข้ามาทำงานและยังแว่วๆ มาว่า พร้อมที่จะสานต่อนโยบายเดิม แต่ก็ต้องคอยจับตาดูกันว่า เมื่อเข้ามาแล้วนโยบายความตั้งใจจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ก็ต้องรอลุ้นกันต่อไป

>>กดติดตาม LINE@Share2Trade ได้ที่นี่<<

  • ผู้โพสต์ chisanupong
  • 2019-07-17 14:04:31
  • 309