เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2020-11-29 07:05:01
  • 459

เงินบาทแข็ง-หนี้แช่แข็ง-ปากท้องคนจน-การเมือง

By.นางชายขอบ 

เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเศษๆ ก็หมดสิ้นปี 2563 ปีแห่งฝันร้ายของโลก “วิกฤติโควิด” ที่ทำให้เกิด “ล็อคดาวน์” ประเทศจนบานปลายสู่วิกฤตเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในปีนี้  ยกเว้นเศรษฐกิจจีนที่เป็นประเทศเกิดการแพร่ระบาดโควิด แต่สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้  ส่วนทิศทางเศรษฐกิจไทย 9 เดือนแรกหดตัว - 6.7% และทั้งปีนี้คาดว่า -6% ซึ่งสถานการณ์ดูดีกว่าคาดการณ์เมื่อครึ่งปีแรกอย่างมาก 


แต่ปีหน้าก็ยังหนีไม่พ้นวังวนของวิกฤตโควิด เพราะเป็นปีแห่งการพัฒนา “วัคซีนต้านโควิด” ที่คาดหวังจะนำมาใช้ได้กลางปีหน้า เรื่องโควิดยังมีประเด็นที่ต้องติดตามคือ

การระบาดโควิดระลอกใหม่จะเกิดขึ้นรุนแรงเพียงใด และจะใช้วิธี “ล็อคดาวน์”แก้ปัญหาอีกหรือไม่ เพราะจะกระทบต่อเศรษฐกิจอีกแน่นอน  ขณะที่การเข้าถึงวัคซีนที่ออกมา จะมีปริมาณเพียงพอหรือไม่ ซึ่งอาจจะฉีดให้กับคนเฉพาะกลุ่มนำโดยบุคคลากรทางการแพทย์และคนสำคัญของประเทศก่อนประชาชนวงกว้างแน่นอน  เรื่องประสิทธิภาพ หรือจะมีผลกระทบข้างเคียง คนจะกล้าฉีดวัคซีนนี้มากน้อยเพียงใด 

เพราะฉะนั้นข่าวการผลิตวัคซีนจะเป็นปัจจัยหลักตัวหนึ่งต่อเศรษฐกิจโลก 

สำหรับเศรษฐกิจไทยปีหน้า สภาพัฒน์คาดการณ์ขยายตัว 4% หรืออยู่ในช่วง 3.5-4.5%  โดยให้น้ำหนักภาครัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ซึ่งคาดการณ์ภาคบริโภคขยายตัว 2.4%และการลงทุน 6.6%  ส่วนภาคส่งออกเติบโต 4% ตามเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดี 

อย่างไรก็ดี โจทย์ที่ยังเผชิญในปีหน้ามีอาการหนักหน่วงรออยู่หลายประเด็น ซึ่งล้วนตกค้างจากซากความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคม การเมืองในปีนี้ทั้งนั้น นำโดย 

เรื่องแรก ปัญหาหนี้แช่แข็งที่ได้รับการช่วยเหลือเป็นเฉพาะรายต่อเนื่องอีก 6 เดือน ภายใต้การพิจารณาของเจ้าหนี้สถาบันการเงิน  ซึ่งเป็นนโยบายช่วยเหลือลูกหนี้แบบแก้ตรงจุดของแบงก์ชาติ  หลังจากหมดมาตรการพักชำระหนี้เป็นการทั่วไป เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เอสเอ็มอีและรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด  เมื่อ 22 ต.ค. 2563 ซึ่งมีจำนวนลูกหนี้ถึง 12.5 ล้านบัญชี มูลหนี้รวม 6.89 ล้านล้านบาท  ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าลูกหนี้ที่ได้รับการช่วยเหลือต่อมีจำนวนเท่าไหร่  แต่คาดการณ์ได้ว่า กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวกับภาคท่องเที่ยว โรงแรม บริการต่างที่มีจำนวนมาก จะได้รับการยืดพักชำระหนี้ถึงกลางปีหน้า เพื่อรอวัคซีนมาและเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศได้ ซึ่งจะทำให้ภาคธุรกิจเหล่านี้ กลับมาทำมาหากินสร้างรายได้ต่อไป  แต่ระหว่างช่วง 6 เดือนนี้ภาคธุรกิจจะปรับตัวรออย่างไร ปัหญาสภาพคล่องเพียงพอประคองลมหายใจได้มากน้อยเพียงใด พนักงานจะถูกลดชั่วโมงทำงานหรือเลิกจ้างเพิ่มขึ้นหรือไม่ และที่สำคัญ  หากภาพนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม จะเป็นลูกระเบิดที่รอปะทุอีกครั้ง เพราะหากภาคเอสเอ็มอีที่มีจำนวนมาก ขาดสภาพคล่องและเข้สไม่ถึงสินเชื่อไม่เว้นแม้แต่ซอฟโลนของแบงก์ชาติ ทำให้ขับเคลื่อนธุรกิจไปต่อไม่ได้ จะกดทับการเติบโตของเศรษฐกิจไทย 

เรื่องที่สอง ปัญหาค่าเงินบาทแข็งและมีแนวโน้มแข็งขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากปัญหาหลักจากไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และแนวโน้มเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงจากนโยบายของเฟดที่ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยระดับต่ำ ซึ่งจะกระทบต่อภาคส่งออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกเหนือจากปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าส่งออกที่ผู้ส่งออกยังไม่สามารถปรับตัวได้ แม้ว่าแบงก์ชาติจะออก 3 มาตรการเปิดเสรีนำเงินออกนอกประเทศมากขึ้น แต่ก็เป็นมาตรการที่เน้นดูแลความสมดุลของเงินทุนเคลื่อนย้ายมากกว่า ซึ่งเป็นการรับมือกับกระแสเงินทุนต่างชาติที่จะไหลเข้าไทยอีกในระยะข้างหน้า จากปัจจุบันเงินร้อนต่างชาติไหลกลับมาตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทยอีกระลอกในปลายปีนี้แล้ว 

ทั้งนี้ แบงก์ชาติออก 3 มาตรการได้แก่

1 เปิดให้คนไทยฝากเงินตราต่างประเทศได้เสรีผ่านบัญชี FCDและโอนเงินระหว่างบัญชี FCD ของคนไทยได้เสรี ซึ่งจะช่วยให้ “ผู้ส่งออก” บริหารจัดการเงินตราต่างประเทศและบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้คล่องตัวมากขึ้น และคนไทยสามารถเปิดบัญชีนี้เพื่อนำเงินไว้นอกประเทศได้เช่นกัน

2. ปรับกฎเกณฑ์และกระบวนการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ ทั้งการเพิ่มวงเงินลงทุนสำหรับนักลงทุนรายย่อยออกไปลงทุนโดยตรงเป็น 5 ล้านดอลลาร์  เปิดให้มีการนำหลักทรัพย์ต่างประเทศมาซื้อขายในไทยได้โดยไม่จำกัดวงเงิน เช่น กองทุนรวมดัชนี (ETF) ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ 

3. นักลงทุนต่างชาติต้องทำการลงทะเบียนแสดงตัวตนเพื่อซื้อขายตราสารหนี้ เพื่อติดตามพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนได้อย่างใกล้ชิด เป็นการยกระดับการติดตามข้อมูลและเอื้อให้ ธปท. สามารถดำเนินนโยบายได้อย่างตรงจุดและทันการณ์ 

3 ปัญหาปากท้องคนจนคนตกงาน ซึ่งหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 13.6 ล้านล้านบาทในไตรมาสที่ 2 ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด และคิดเป็นสัดส่วน 84%ของจีดีพี  ขณะที่ปัญหาว่างงานที่น่าเป็นห่วง โดยอัตราว่างงานยังอยู่ระดับสูง 1.9% คนว่างงานมีจำนวนกว่า 7 แสนคน และคนว่างงานในระบบประกันสังคมอีก 4.4 แสนคน นอกจากนี้คนทำงานมีชั่วโมงลดลงกระทบรายได้อีก ที่น่าตกใจคือ กลุ่มคนมีการศึกษาสูงมีการว่างงานมากกว่ากลุ่มอื่นๆ นอกจากนี้กลุ่มแรงงานอายุน้อย มีการตกงานมากกว่ากลุ่มอื่นเช่นกัน โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ ซึ่งภาครัฐยัฝต้องเข้าไปช่วยเหลือและดูแลแรงงานเป็นภาระกิจใหญ่ในปีหน้า  ด้านภาคเกษตรกรยังคงปัญหาภัยแล้งซ้ำซากในปีหน้า ซึ่งกลุ่มคนวงกว้างเหล่านี้ คงได้รับผลกกระทบต่อรายได้ภาคครัวเรือนแน่นอน

ปัญหาสุดท้าย “การเมืองไทย”จะเป็นปัญหาฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาว การชุมนุมดาวกระจายของคณะราษฎรที่อาจต่อเนื่องถึงปีหน้าและคงคาดการณ์ไม่ได้ว่าระดับความรุนแรงของปัญหานี้ ซึ่งดร.สมประวิณ 

มันประเสริฐ ผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรี (BAY) ประเมินว่าหากเกิดสถานการณ์รุนแรง จะกระทบต่อจีดีพีหดลง 0.6% ถึง 1% จากคาดการณ์จีดีพีปีหน้าขยายตัวได้ 3.3% สิ่งที่เป็นห่วงคือ ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมา การลงทุนในประเทศหดตัวลงมาหลายปีแล้ว  

รู้หรือไม่ว่า หากการลงทุนทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และนักลงทุนต่างชาติลดน้อยถอยลง จะทำให้การนำเข้าสินค้าทุน เครื่องจักร ซึ่งล้วนเป็นตัวหลักๆของภาคนำเข้าไทย มีขนาดลดลง ส่งผลให้เมื่อหักลบสุทธิกับภาคส่งออกแล้ว ทำให้ไทยเกินดุลการค้า ซึ่งเป็นตัวหนึ่งที่มีขนาดใหญ่นับรวมอยู่ในดุลบัญชีเดินสะพัด ตกอยู่ในสภาวะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาตลอด นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “เงินบาทแข็งค่า” มาถึงทุกวันนี้ 

และมีแนวโน้มปีหน้าค่าเงินบาทจะแข็งขึ้นไปแตะระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้ง แตะระดับเดียวกับช่วงก่อนโควิดเมื่อต้นปีนี้ และจะกระทบต่อการฟื้นตัวของภาคส่งออกไทย ขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว

  • ผู้โพสต์ nongnapas
  • 2020-11-29 07:05:01
  • 459

ผู้สนับสนุน