เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2020-12-20 06:50:01
  • 450

ประชุมกนง.นัดสุดท้ายปลายปีนี้โจทย์ยากเกินแก้ “แนวโน้มบาทแข็ง” ฉุดรั้งส่งออก-ศก.ไทยปี’64

จู่ ๆก็เกิด “งานเข้า” แบงก์ชาติ ก่อนนัดสุดท้ายของการประชุม กนง. หรือคณะกรรมการนโยบายการเงิน ที่กำลังจะมีขึ้นทิ้งทวนสิ้นปีนี้ในวันพุธที่ 23 ธันวาคม 2563


เมื่อมีข่าวใหญ่ออกมาว่า กระทรวงการคลังสหรัฐเผยแพร่รายงานการประเมินนโยบายเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฉบับล่าสุด เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมา  ซึ่งประเทศไทยถูกจัดอยู่ใน Monitoring List จากที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมากกว่า 2%ของGDP ซึ่งเป็นเกณฑ์และเงื่อนไขภายใต้กฎหมายภายในของสหรัฐ โดยรอบนี้มีคู่ค้า 10 ประเทศที่จัดอยู่ใน Monitoring List ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมนี อิตาลี สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน ไทยและอินเดีย

ปกติ กระทรวงคลังสหรัฐออกฉบับรายงาน Monitoring List ประจำปีละ 2 ครั้ง ออกมาฉบับเมษายน และฉบับตุลาคมของทุกปี แต่ปีนี้ออกมาไม่เหมือนเดิมตั้งแต่ฉบับแรกที่ออกในเดือนมกราคมต้นปีนี้ จากที่ต้องออกเดือนตุลาคมปีที่แล้ว หลังจากนั้นก็ติดโควิดข้ามมาเป็นเดือนธันวาคมที่ออกฉบับล่าสุดที่ทำเอาแบงก์ชาติต้องออกโรงมาชี้แจงประเด็นว่า “การแทรกแซงค่าเงินบาทจนทำให้ได้เปรียบทางการค้าจากสหรัฐ”

ซึ่งเกณฑ์และเงื่อนไขที่ต้อง Monitoring List กับคู่ค้า ตามกฎหมายภายในของสหรัฐ มี 3 ประเด็น คือ

1 ประเทศคู่ค้ากับสหรัฐ เกินดุลการค้ากับสหรัฐมากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งไทยเกินดุล 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 จะเห็นว่าไทยเกินเกณฑ์ที่กำนด

2 ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมากกว่า 2%ของGDP ซึ่งไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 มีสัดส่วน 6.3%ของGDP ซึ่งไทยเกินเกณฑ์แล้ว

3 มีการแทรกแซงค่าเงิน โดยมีการซื้อเงินตราต่างประเทศเกิน 2%ของGDP (ข้อมูลรวมย้อนหลัง 12 เดือน) ซึ่ง ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563  ไทยมีสัดส่วน 1.8%ของ GDP ในข้อนี้ไทยยังไม่เกินเกณฑ์

สรุปว่า ขณะนี้ไทยเข้าเงื่อนไข 2 ใน 3 เกณฑ์ตามกฎหมายสหรัฐ  จึงทำให้ไทย “รอดพ้น”  Monitoring List ในรอบนี้

ฝั่งแบงก์ชาติก็ออกมาชี้แจง โดยนางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายสื่อสารและความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  กล่าวว่า การที่ประเทศไทยถูกจัดอยู่ใน Monitoring List นั้น ไม่ได้มีนัยสำคัญต่อธุรกิจที่มีการค้าการลงทุนกับสหรัฐ ซึ่งภาคธุรกิจไทยและสหรัฐ ยังคงดำเนินธุรกิจกันได้ตามปกติและการประเมินนี้ก็ไม่ได้กระทบต่อการดำเนินนโยบายของ ธปท. เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินภายในประเทศ รวมถึงการดูแลเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นไปตามหน้าที่ของธนาคารกลางและความจำเป็นของสถานการณ์

นางจันทวรรณ ยังกล่าวให้ท่าทีของแบงก์ชาติที่ผ่านมา ว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้สื่อสารและทำความเข้าใจกับทางการสหรัฐเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและแนวทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการเงินของไทย รวมถึงสร้างความมั่นใจกับสหรัฐ ว่า ไทยดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่น และเข้าดูแลค่าเงินบาทเมื่อมีความจำเป็น เพื่อชะลอความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้รุนแรงเกินไปทั้งในด้านแข็งค่าและอ่อนค่า และไม่มีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าระหว่างประเทศเลย

แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามดูต่อจากนี้คือ แม้ตอนนี้ไทยยังไม่เข้าเงื่อนไขข้อที่ 3 เพราะธปท.ซื้อเงินดอลลาร์เพื่อแทรกแซงให้เงินบาทอ่อนค่า เกินสัดส่วน 1.8%ของ GDP แต่หากเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นไปอีก ก็มีโอกาสที่ ธปท. จะเข้าแทรกแซงแตะเกณฑ์ยอดสุทธิซื้อเงินตราต่างประเทศเกินสัดส่วน 2%ของ GDP แน่นอนในปีหน้า

เพราะปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า มาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สะสมมาหลายปี  แม้ว่าปีนี้จะเจอวิกฤตโควิดและล็อคดาวน์เศรษฐกิจและประเทศในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมาก็ตาม แต่ไทยก็ยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดหลักสิบหลักร้อยล้านดอลลาร์ต่อเดือน จากภาวะปกติเกินดุลฯเดือนละหลักพันล้านดอลลาร์  ขณะที่การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ณ สิ้นปีที่แล้ว ค่าเงินบาทแข็งค่าประมาณ 29.97 บาทต่อดอลลาร์ แต่พอเปิดต้นปีนี้เงินบาทอ่อนมาอยู่บริเวณ 30 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากนั้น ช่วงเดือนมีนาคมเกิดการแพร่ระบาดโควิดรุนแรงในไทย รัฐบาลล็อคดาวน์ประเทศกระทบการค้าส่งออกสะดุดและไม่เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา กระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าต่ำระดับ 31-32 บาทต่อดอลลาร์ แต่ครึ่งปีหลังปลดล็อคดาวน์ การค้าส่งออกกลับมาอีกครั้ง ทำให้กลับมาดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลฯมากขึ้นอีกครั้ง ค่าเงินบาทก็พลิกกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง

ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องและทำ QE เพิ่ม ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบล้น เงินสกุลดอลลาร์อ่อนค่าลง และนักลงทุนหันกลับลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น จึงมีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงปลายปี ทำให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง ซึ่งล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ได้แข็งค่าที่ 29.83 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบ 7 ปีครึ่ง

จะเห็นว่า ทิศทางค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นจากแรงกดดันของปัจจัยพื้นฐานในประเทศ คือ “เกินดุลบัญชีเดินสะพัด” ที่คาดว่าปีหน้ายังเกิดขึ้นต่อเนื่องทั้งจากการส่งออกที่ดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีเกินคาด และภาคท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาไทยในครึ่งปีหลัง และปัจจัยต่างประเทศ จากเฟดที่คงดอกเบี้ยระดับต่ำและฉีดเงินเข้าระบบทำให้สภาพคล่องล้น 

ทั้ง 2 ปัจจัยนี้เป็นแรงกดดันเพิ่มต่อ “การแข็งค่าของเงินบาทแข็ง” ในปีหน้าได้ ซึ่งจะเป็นกลายเป็นโจทย์ที่ยากขึ้นสำหรับกนง.ในการดำเนินนโยบายปีหน้า เพราะหากค่าเงินบาทแข็ง จะกระทบต่อการส่งออก ซึ่งหมายถึงจะกระทบต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพิงรายได้จากการส่งออกเป็นเสาหลักอยู่ทุกวันนี้

แต่หากจะให้กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายก็ “ทำได้ยากยิ่ง” เนื่องจากการลดดอกเบี้ยจะใช้ต่อเมื่อเศรษฐกิจป่วยหนักจริงๆเช่นเมื่อต้นปีที่เศรษฐกิจไทยเจอโควิดและลดดอกเบี้ยนโยบายถึง 3 ครั้งแล้ว ครั้งละ 0.25% จาก 1.25% เหลือ 0.50%ในปัจจุบัน ขณะที่ปีหน้าเป็นปีแห่งความหวังมีวัคซีนต้านโควิด จะทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตเป็นบวก 3-4% เพราะฉะนั้น กนง.ต้องเลือกเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามเศรษฐกิจป่วยจริงๆ ทำให้โอกาสที่จะเห็นลดดอกเบี้ยจึงเป็นไปได้น้อย

แล้วกนง.จะแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าได้อย่างไร นับเป็นโจทย์ที่ยากลำบาก เพราะติดข้อจำกัดหลายมิติแล้ว โดยเฉพาะจะเข้าแทรกแซงก็ติดเพดานของเกณฑ์จับตาการบิดเบือนค่าเงินของสหรัฐ ส่วนจะลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อนก็ยิ่งเป็นไปได้ยาก และหากเงินบาทแข็งก็จะกระทบต่อภาคส่งออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยก็คาดการณ์ว่า สิ้นปี 2564 เงินบาทแข็งค่า 29-29.25 บาทต่อดอลลาร์  และ EICของค่ายธนาคารไทยพาณิชย์ คาดไว้ที่ระดับ 29.50-30.50 บาทต่อดอลลาร์

สำนักวิจัยที่ประเมินแรงสุด คือ ค่ายธนาคาร CIMBT คาดการณ์ค่าเงินบาทแข็งถึง 28.60 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางสภาพคล่องล้นโลก เงินร้อนจะไหลเข้าไทยเพิ่มขึ้นอีกมากในปีหน้า เพราะนั้นมองไปข้างหน้าเทรนด์เงินบาทแข็งมากกว่าอ่อนค่า

  • ผู้โพสต์ nongnapas
  • 2020-12-20 06:50:01
  • 450

ผู้สนับสนุน