เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2020-12-27 06:05:01
  • 307

โควิดระบาดรอบสอง เอฟเฟคล็อคดาวน์บางพื้นที่

By นางชายขอบ

และแล้วก็เกิดขึ้นจนได้ สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 กลับมาระบาดรอบสองในไทยมากกว่า 20 จังหวัดแล้ว แต่ที่พีคสุดคือ โควิดเลือกเกิดขึ้นในช่วงปลายปีรอยต่อขึ้นปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและการใช้จ่ายฉลองปีใหม่กัน แม้รอบนี้รัฐบาลจะใช้มาตรการล็อคดาวน์บางจุดบางพื้นที่ แต่บางเมืองเช่น สมุทรสาคร เวลานี้เหมือนเมืองร้างไปโดยปริยาย ทั้งที่เป็นช่วงเวลาคึกคักกับการขายอาหารทะเล


ด้านคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง.ของแบงก์ชาติ ที่มีการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา ตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 0.50% และประกาศชัดเจนว่าขอเก็บกระสุน “ดอกเบี้ยนโยบาย”ไว้ใช้ยามจำเป็นในปีหน้าปี 2564 เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังมีความสูงจากความไม่แน่นอนสูงในหลายๆปัจจัยที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะความสี่ยงเรื่องการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประสิทธิภาพและการกระจายของวัคซีนต้านโควิดด้วย และอีกความเสี่ยงคือ ตลาดแรงงานที่ยังมีผู้ว่างงานสูงและเสมือนว่างงานอยู่ระดับสูงด้วย ล้วนเป็นสัญญาณเตือนด้านสภาพคล่องทางการเงินไว้ โดยเฉพาะภาคธุรกิจเอสเอ็มอี และประชาชนที่ยังมีความเปราะบางอยู่จำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้มีความเสี่ยงการระบาดโควิดอยู่ ทางกนง.ประเมินว่า หากยืดเยื้อเกินกว่า 2 เดือน ย่อมต้องเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจแน่นอนในต้นปีหน้า แต่กนง. ได้มีการหารือเตรียมพร้อมสำหรับมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมแล้ว  สิ่งหนึ่งที่กนง.ส่งสัญญาณถึงรัฐบาลคือ ยังจำเป็นต้องออกมาตรการด้านการคลังมาสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ก่อนหน้าการประชุมกนง.เพียงไม่กี่วัน แบงก์ชาติได้ออกมายืนยันผ่านตัวเลขลูกหนี้ที่เข้ามาตรการพักชำระหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดเมื่อต้นปีจนถึงปัจจุบัน ว่า มีลูกหนี้ที่เข้ามาตรการลดลงและโล่งอกที่ไม่เกิดปัญหาลูกหนี้ตกหน้าผา (cliff effect) หรือผิดนัดชำระหนี้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว หลังมาตรการพักชำระหนี้ที่ทยอยครบกำหนด หรือ ผิดนัดชำระหนี้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว 

โดยกางตัวเลขให้เห็นภาพรวม ว่า ในเดือนก.ค. 2563 ลูกหนี้ที่ขอรับการช่วยเหลือ มีมูลหนี้ลดลงจาก 7.2 ล้านล้านบาท แต่ลดลงเหลือ 6 ล้านล้านบาท ในเดือนต.ค. ที่ผ่านมา  ซึ่งหลังหมดมาตรการพักชำระหนี้ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา ลูกหนี้เริ่มฟื้นตัวกว่า 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งไม่ได้ขอรับความช่วยเหลือต่อ และสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ

จากมูลหนี้ที่ 6 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ประมาณร้อยละ 55 หรือมูลหนี้ราว 3.3 ล้านล้านบาท และของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ร้อยละ 45 หรือมียอดหนี้ 2.7 ล้านล้านบาท

สำหรับลูกหนี้ในกลุ่มแบงก์รัฐนั้น ธปท.ไม่กังวลเพราะรัฐบาลสั่งให้แบงก์รัฐดูแลด้านสภาพคล่องให้ลูกหนี้เหล่านี้อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว  แต่ในส่วนของแบงก์พาณิชย์ ธปท. ต้องวางกรอบการให้แบงก์พาณิชย์ช่วยดูแลลูกหนี้แบบเน้นตรงจุดหรือเฉพาะราย 

แต่ปัญหาใหญ่ที่แบงก์ชาติยังแก้ไม่ตกคือ ภายใต้สถานการณ์ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนสูง ทำให้แบงก์พาณิชย์ยังคงมีความเข้มงวดในการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้และปล่อยสินเชื่อเพิ่มแก่ลูกหนี้มากกว่าแบงก์รัฐ จึงเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของลูกหนี้ที่อยู่ในแบงก์พาณิชย์ไม่น้อย 

แม้ว่าแบงก์ชาติจะโชว์ตัวเลขลูกหนี้ที่ดีขึ้น แต่นั่นก็เพราะลูกหนี้มีศักยภาพในตัวเองหรือมีบุญเก่าที่ฐานธุรกิจและผลดำเนินงานที่ดีของตัวเอง แต่ส่วนลูกหนี้อีกจำนวนมากที่ยังอ่อนแอ

จากข้อมูลลูกหนี้ในธนาคารพาณิชย์ แยกเป็น “ลูกหนี้ธุรกิจ” ร้อยละ 63 ซึ่งคิดเป็นมูลหนี้ราว 2.18 ล้านล้านบาท ก้อนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นลูกหนี้เอสเอ็มอี และเป็น “ลูกหนี้รายย่อย” ร้อยละ 37 หรือมูลหนี้ประมาณ 1.12 ล้านล้านบาท

หากเจาะลงไปส่วนของ “ลูกหนี้ธุรกิจ” 2.18 ล้านล้านบาท เป็นกลุ่มที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งล่าสุดได้ประเมินสถานะลูกหนี้แล้ว ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการกว่า 60% สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขแล้ว แต่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งราว 32 %ที่ยังต้องทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้  และยังมีอีก  2% ซึ่งมีวงเงินประมาณ 30,000 ล้านบาทเป็นกลุ่มลูกหนี้เปราะบางที่ธนาคารพาณิชย์ยังไม่สามารถติดต่อได้ สำหรับกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีส่วนใหญ่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังมีลูกหนี้ที่ยังฟื้นตัวไม่ได้ จะอยู่ในภาคธุรกิจที่เกี่ยวกับท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร

มาดูฝั่งของลูกหนี้รายย่อยมูลหนี้ 1.12 ล้านล้านบาท ก็พบว่ามีคนที่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขประมาณ 70% แต่ก็มีลูกหนี้ถึง 29% ที่ยังต้องให้มาตรการผ่อนปรนมารองรับรวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ให้ด้วย และลูกหนี้ที่ไม่สามารถติดตามได้อีก 1% หรือวงเงินประมาณ 12,000 ล้านบาท

แม้ตัวเลขอัพเดตลูกหนี้ที่ดูอาการดีขึ้น แต่สถานการณ์เวลานี้โควิดระบาดรอบ 2 และมีการล็อคดาวน์บางพื้นที่  กำลังเป็นแรงกดดันต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยต้องหยุดชะงักลง ซึ่งแบงก์ชาติก็ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2564 ทิ้งทวนปลายปีนี้แล้ว จากคาดการณ์เดิม 3.6% ปรับลดลงเหลือ 3.2% 

สิ่งที่จะเป็นโจทย์ใหญ่ของแบงก์ชาติในปีหน้า คือ การแก้ปัญหาหนี้ภาคธุรกิจ เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ แม้ส่วนใหญ่ลูกหนี้มีอาการดีขึ้น แต่ธปท. ก็ได้บอกว่า ยังมีลูกหนี้ที่อาการหนักต้องต่อมาตรการช่วยเหลือตรงจุดอีกถึง 5%ของมูลหนี้กลุ่มธุรกิจ 2.12 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นมูลหนี้ถึง 1.06 แสนล้านบาท ที่กำลังรอเวลาจะฟื้นไปต่อได้ หรือจะกลายเป็น “ซอมบี้ เฟิร์ม” ที่ต้องปิดฉากตัวเองลง 

หากปีหน้าสถานการณ์โควิดยาวนานกว่า 2 เดือน จะได้เห็นเอสเอ็มอีตกชั้นเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นแน่นอน ขณะที่ปัจจุบัน แบงก์พาณิชย์มีหนี้เสียหรือ NPL แล้ว 4.9 แสนล้านบาท จะเห็นภาระการตั้งสำรองหนี้ของแบงก์ “เพิ่มขึ้น” ชัดเจนแน่นอน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่รอความหวังว่า ไทยจะได้รับวัคซีนเข้ามากลางปีหน้า แต่เอสเอ็มอีเหล่านี้จะทนพิษโควิดที่ระบาดกับภาวะล็อคดาวน์เป็นจุดๆ “ได้ไหวเพียงใด” 

  • ผู้โพสต์ มิ้ว
  • 2020-12-27 06:05:01
  • 307

ผู้สนับสนุน