เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2021-01-17 06:05:01
  • 789

พิษโควิดรอบ 2 ธุรกิจจุก-บริโภคทรุด กระชากเศรษฐกิจหดในไตรมาสแรก

By. นางชายขอบ

การกลับมาแพร่ระบาดโควิด – 19 หนักอีกครั้งตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงเวลานี้ ย่อมกระทบต่อจังหวะการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ตั้งแต่ต้นปี ทั้งตัวผู้ประกอบการเองที่มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการที่น้อยลง

เพราะผู้คนต่างออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านลดลง และนำไปสู่ลูกจ้างถูกลดชั่วโมงการจ้างงานลงเช่นกัน ซึ่งก็หมายถึงลูกจ้างมีรายได้ที่ลดลง ปัญหาลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ต่าง ๆ ได้ เพราะกระแสเงินสดลดลงตามรายได้ แต่ค่าใช้จ่ายยังต้องแบกภาระ

ปัญหา “สภาพคล่องทางการเงิน” กลับมาจุกอกทั้งผู้ประกอบการและรายย่อย และรอแบงก์ชาติช่วยต่อลมหายใจอีกครั้ง หลังจากมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเฉพาะจุดจบลงเมื่อสิ้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ปี 2564 เพิ่งเริ่มต้นเพียง 1-2 สัปดาห์ แต่สถานการณ์โควิดยังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจฟื้นตัวชะงักงันก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยคนเป็นลูกหนี้ที่ยังไม่หายจากพิษโควิดรอบแรก จะออกอาการซวนเซอีกครั้ง และลูกหนี้รายใหม่

โดยนายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ถึงกับออกมากล่าวชัดเจนมากว่า  ธปท. มีความกังวลใจกับภาคแรงงานอย่างมาก เนื่องจากถูกลดชั่วโมงทำงานลง ธปท. จึงได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิดรอบ2

โดยสิ่งที่แบงก์ชาติประคับประคองได้เวลานี้ คือ การขยายระยะเวลาให้เจ้าหนี้สถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ นอนแบงก์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เร่งเข้ามาช่วยเหลือลูกหนี้เหล่านี้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นลูกหนี้ภาคธุรกิจขนาดใหญ่จนถึงเอสเอ็มอี และประชาชนรายย่อย สามารถสมัครขอรับความช่วยเหลือจากเจ้าหนี้ได้จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2564 นี้ หลังจากเปิดให้สมัครเข้ามาตรการช่วยเหลือหมดไปเมื่อสิ้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว  ซึ่งจะเป็นลูกหนี้เก่าที่เคยเข้ามาตรการช่วยเหลือเมื่อปีที่แล้ว หรือลูกหนี้ใหม่ที่ไม่เคยเข้ามาตรการช่วยเหลือก็ได้ แต่จะต้องเป็นลูกหนี้ปกติ คือ ไม่ได้ค้างชำระเกินกว่า 3 เดือน (ไม่เป็น NPL)

สำหรับในครั้งนี้ ธปท.ได้ให้กรอบการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ ขึ้นกับเจ้าหนี้จะพิจารณาความเหมาะสมกับประเภทสินเชื่อและคำนึงถึงความเสี่ยงของลูกหนี้ จำแนกตามลักษณะธุรกิจและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ระดับการให้ความช่วยเหลือ คือ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เช่น ลดค่างวด ขยายระยะเวลาชำระหนี้ ต่ออายุวงเงินหรือคงวงเงิน เปลี่ยนประเภทหนี้จากสินเชื่อระยะสั้นเป็นสินเชื่อระยะยาว ปลอดชำระเงินต้นและ/หรือดอกเบี้ยชั่วคราว ลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าอัตราตลาด เป็นต้น โดยช่วยเหลือผ่อนผันให้เป็นระยะเวลา 3 เดือนนับจากที่ได้รับการอนุมัติ รวมถึงการพิจารณาให้เงินทุนหมุนเวียนผ่านมาตรการเสริมสภาพคล่องด้วยวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟโลน) ของธปท. ที่ปัจจุบันมีวงเงินกู้เหลือ 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ธปท. ได้ปลดล็อคหลายเงื่อนไข เพื่อให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นด้วย

อีกมาตรการสำคัญของธปท.  คือ หากเป็นลูกหนี้เอสเอ็มอีที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท ที่กู้ซอฟโลนของธปท.นั้น ธปท. ได้ให้เจ้าหนี้สถาบันการเงินพิจารณาชะลอการชำระหนี้ ซึ่งปัจจุบันวงเงินสิ

ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าจะมีลูกหนี้ที่ขอเข้ามาตรการช่วยเหลือยืดชำระหนี้รอบใหม่ กลับมามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ณ สิ้นพฤศจิกายน 2563 ธปท. รายงานลูกหนี้ที่เข้ามาตรการช่วยเหลือรอบแรก มียอดหนี้รวม  5.6 ล้านล้านบาท  จำนวน 11  ล้านบัญชี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้รายย่อยของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ปัญหาหนี้เสียที่จะเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ด้วย จากที่แบงก์ชาติขยายมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ จะทำให้ NPL ปีนี้ทยอยขยับขึ้นที่ระดับ 3.53%ของสินเชื่อรวม แต่ก็ถือว่าสูงกว่าปีที่แล้วที่อยู่ 3.35% ซึ่งบ่งชี้ค่าใช้จ่ายจากภาระตั้งสำรองจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เพื่อรองรับผลขาดทุนจากความเสียหายของลูกหนี้ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งๆที่ปีแล้วแบงก์ยังจุกอกลูกหนี้เก่าอยู่

ฝั่งลูกหนี้จำนวนมากที่ยังมีปัญหาความสามารถในการชำระหนี้เปราะบางอยู่ โดยเฉพาะรายย่อยตามที่ธปท.ระบุ จากภาวะรายได้ไม่พอจ่ายหนี้ ขณะที่ตัวเลขหนี้ครัวเรือนล่าสุด ณ ไตรมาส 3 ปีทีแล้ว ซึ่งเป็นช่วงหลังเศรษฐกิจคลายล็อคดาวน์เมื่อกลางปีที่แล้วด้วย ซึ่งพบว่า ยอดหนี้เพิ่มขึ้น 1.82 แสนล้านบาท ทำให้ยอดหนี้ครัวเรือนทั้งสิ้นอยู่ที่ระดับ 13.77 ล้านล้านบาท ทำให้หนี้ครัวเรือนมีสัดส่วนพุ่งมาอยู่ที่ 86.6%ต่อจีดีพี หรือ มูลค่าเศรษฐกิจไทย ถือว่าทำสถิติสูงสุดรอบ 18 ปี

โดยหนี้ที่เร่งตัวเพิ่มขึ้น มาจากหนี้เพื่อการประกอบอาชีพ หนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต หนี้บัตรกดเงินสด ภาพหนี้ครัวเรือนยิ่งตอกย้ำปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจไทย และความเปราะบางทางการเงินของภาคครัวเรือน และศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์แนวโน้มหนี้ครัวเรือนเป็นขาขึ้น ณ สิ้นปีนี้น่าจะทะลุ 91% ต่อจีดีพี

หากจับสัญญาณเศรษฐกิจในปีนี้แล้ว เสียงสะท้อนจากนักเศรษฐศาสตร์ค่ายต่าง ๆ ออกมาปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจกันตั้งแต่หัวปีเดียว

โดยศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทยปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 2.5% และยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะไตรมาสแรก การแพร่ระบาดของโควิดรอบใหม่ กระทบต่อการใช้จ่ายภาคเอกชนอย่างมาก โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศที่สะดุดกะทันหันจากโควิดระบาดใหม่  ซึ่งประเมินค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 1.6 แสนล้านบาท จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ล่าช้า

ส่วนศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TMB ของธนาคารทหารไทย ประเมินว่า ผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิดรอบใหม่ในไทย ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคการค้าและการท่องเที่ยวในไตรมาสแรก จากการประเมินผลกระทบภาพรวมเศรษฐกิจไทย ในส่วนภาคการค้าและท่องเที่ยวในประเทศที่มีสัดส่วนราว 22%ต่อจีดีพี และมีการจ้างงานรวมกัน  6.9 ล้านคน คาดว่ารายได้ 2 ส่วนนี้ลดลงรวมกันราว 1.4 แสนล้านบาท โดยกลุ่มพื้นที่ควบคุมสูงสุดส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานการผลิตแหล่งกระจายสินค้าและขายสินค้าที่สำคัญของประเทศ รวมถึงเป็นจังหวัดท่องเที่ยวด้วย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพื้นที่ควบคุมและเฝ้าระวังสูงอีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน

และค่ายธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองภาพเศรษฐกิจปีนี้มีอาการ “ซึมยาว” ทั้งปี โดยปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2564 นี้ เหลือเติบโต 2.6% จากเดิมปีที่แล้วคาดไว้ที่ 4.1% และจะเห็นภาพการฟื้นตัวไม่เท่ากันอยู่อีกปี และชี้จุดอ่อน คือ รายได้นอกภาคเกษตรยังอ่อนแอ เพราะปัญหาการจ้างงานที่ถูกลดชั่วโมงลง โดยเฉพาะในไตรมาสแรกนี้ เครื่องยนต์ “ภาคการบริโภค” มีโอกาสหดตัวและฟื้นตัวช้าด้วย

นักเศรษฐศาสตร์ต่างหนุนให้ภาครัฐออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิดรอบใหม่นี้อีกครั้ง โดยค่ายศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TMB เสนอให้ภาครัฐออกมาตรการตามระดับผลกระทบของธุรกิจในแต่ละพื้นที่ เช่น ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร โรงแรม สถานบันเทิง ฯลฯ ที่มีการจ้างงานกว่า 6.9 ล้านคน อาทิ มาตรการพยุงค่าครองชีพของแรงงานที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ มาตรการรักษาสภาพการจ้างงานของภาคธุรกิจ  และที่สำคัญ แนะให้ทุกภาคส่วนร่วมปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค. อย่างเคร่งครัดเพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งถือว่าเป็นการเสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างน้อยก็ช่วยได้ตรงจุดและดูแลการจ้างงานในภาคธุรกิจต่าง ๆ เพื่อพยุงทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่าง ๆให้อยู่รอดได้ระหว่างรอรัฐควบคุมการแพร่ระบาดโควิดได้ แ

แต่วันนี้ รัฐบาลยังคงออกมาตรการที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหมือนเดิมๆ คือ แจกเงิน “ไทยชนะ” คนละ 3,500 บาท 2 เดือน ใส่มือคนจนเกษตรกร แรงงานนอกระบบ อาชีพอิสระที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ที่คาดว่ามีจำนวนร่วม 30 ล้านคน ซึ่งมาตรการนี้ใช้เงินรวม 2.1 แสนล้านบาท และเพิ่มสิทธิมาตรการคนละครึ่งอีก 1 ล้านสิทธิ์ ตามด้วยการช่วยลดค่าน้ำค่าไฟ 2 เดือนเช่นกัน ภายใต้คาดการณ์รัฐบาลจะสามารถการแพร่ระบาดโควิดจะควบคุมจบได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ 

ขณะที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นรอบใหม่ไม่ได้จบลงตาม ซึ่งความเสียหายจากโควิดรอบแรก ซึ่งผ่านมาครึ่งปียังฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ และวันนี้เจอโควิดรอบ 2 ซ้ำเติมอีก  หลายภาคส่วนทั้งธุรกิจและประชาชนจำนวนมากแบกรับความเสียหายเพิ่มขึ้นอีก

หากเป็นเช่นนี้  น่าจะได้เห็นภาพเศรษฐกิจ “หดตัว” ตั้งแต่ไตรมาสแรกประเดิมปี 2564 และช่วงที่เหลือของปีนี้ คงเห็นคงามไม่แน่นอนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่แต่ละธุรกิจแม้แต่ในธุรกิจเดียวกันก็ยังฟื้นตัวได้ไม่เท่ากัน ซึ่งตอกย้ำประเทศไทยคงตกอยู่ในวังวนของปัญหาเชิงโครงสร้างที่เปราะบางลงเรื่อยๆ เพราะรัฐบาลไม่เคยลงมือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างจริงๆจังๆ

  • ผู้โพสต์ chisanupong
  • 2021-01-17 06:05:01
  • 789

ผู้สนับสนุน