เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2021-01-24 07:05:02
  • 324

วิกฤตห่วงโซ่ธุรกิจท่องเที่ยวซ้ำสอง ชะตากรรม “แรงงาน” สิ้นสุดทางเลือก

By. นางชายขอบ

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเศรษฐกิจไทยปีนี้อีกปี เมื่อเจอโควิด19 ระบาดระลอกใหม่มาเร็วกว่าวัคซีนต้านโควิดเสียก่อน แม้มาตรการคุมเข้มโควิดรอบนี้ รัฐบาลไม่ได้สั่งล็อคดาวน์ทั้งประเทศเหมือนรอบแรกที่ฉุดเศรษฐกิจดิ่ง -12.2% ไปในไตรมาสสองในปีที่แล้วก็ตาม 

แต่ทว่า การแพร่ระบาดของโควิดรอบใหม่นี้ทำสถิติสูงกว่าครั้งแรก โดยมีผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 348 คน ซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณขาลงของผู้ติดเชื้อใหม่ จึงทำให้ประเมินยากว่าจะจบได้ใน 2 เดือนหรือนานกว่านั้น ซึ่งแตกต่างกับรอบแรกปีที่แล้วที่มีผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มเฉลี่ยวันละ 45 คน  

ขณะที่รอบนี้มาตรการล็อคดาวน์อยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูง 28 จังหวัด ซึ่งมีเมืองท่องเที่ยวอยู่ด้วยเช่นกัน และเป็นช่วงไฮซีซั่นท่องเที่ยวและวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ด้วย

ศูนย์วิจัยของธนาคารกรุงไทย ได้วิเคราะห์ผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวไทย ว่าในช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ที่นักท่องเที่ยวเดินทางกัน (วันที่ 1-8 ม.ค. 2564) พบว่า ข้อมูลการใช้เส้นทางผ่าน Apple Map หดตัวรุนแรงเกือบใกล้เคียงช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ในเดือนเม.ย. ปีที่แล้ว แม้แต่สายการบินก็หดตัวถึงครึ่งหนึ่งของช่วงที่เพิ่งฟื้นกลับมา

ส่วนอัตราการเข้าพัก (OR) ของโรงแรม มีอาการหดตัวหนักจากช่วงที่เพิ่งฟื้นกลับมาปลายปีที่แล้วเช่นกัน โดยช่วงเดือนพ.ย.2563 ที่มีอัตราเข้าพักอยู่ที่  34.8%ของห้องพักรวม แต่ช่วงต้นปีลดลงอยู่ระดับต่ำกว่า 10% ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงล็อคดาวน์ปีที่แล้ว  

ด้านผู้ประกอบการโรงแรมต่างๆให้ข้อมูลว่ายอดลดลงอย่างหนัก โดยเมืองระยอง อัตราเข้าพักใกล้ 0% ส่วนภาคตะวันออกต่ำกว่า5%ของที่พักรวมทั้งหมด  ภาคเหนือเหลือ 10% ภูเก็ตและภาคตะวันตกต่ำกว่า 5% ส่วนใหญ่สะท้อนใจว่า แรงกระแทกของโควิดรอบนี้ ธุรกิจของตนคงต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะฟื้นกลับมาได้

อัตราการเข้าพัก สะท้อนถึงจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศที่หดหายไป หากดูข้อมูลในช่วงล็อคดาวปีที่แล้ว นักท่องเที่ยวมีจำนวนไม่เกิน 1 ล้านคน และหลังคลายล็อคดาวน์แล้วในเดือนมิ.ย.2563 มีจำนวน 4.4 ล้านคน ในเดือนถัดมา เพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านคน และเดือนส.ค.-ต.ค. พบว่ามีจำนวน 11-13 ล้านคนต่อเดือน จนปรับขึ้นมาสูงสุด 16 ล้านคนในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งภาพรวมนักท่องเที่ยวในประเทศคาดไว้ประมาณ 91 ล้านคน

สำหรับทิศทางในปีนี้ ทางศูนย์วิจัยกรุงไทย ประเมินผลกระทบจากโควิดรอบ 2 ต่อการท่องเที่ยวไทยไว้ 2 กรณี ดังนี้

กรณีแรกควบคุมโควิดจบได้ใน 2 เดือน กระทบจำนวนนักท่องเที่ยวหดตัวหนักในช่วงเวลาดังกล่าว และคาดภาคท่องเที่ยวน่าจะฟื้นตัวได้ในเดือนพ.ค.นี้ ส่วนมูลค่าความสูญเสียต่อภาคท่องเที่ยวราว 1.1 แสนล้านบาท และคาดจำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้เหลือเพียง 109 ล้านคน จากเดิมคาดไว้สูง 138 ล้านคน

กรณีที่สอง มีการใช้มาตรการควบคุมนานถึง 3 เดือน จะส่งผลกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเหลือเพียง 100.8 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อการท่องเที่ยวกว่า 1.5 แสนล้านบาท

แต่ประเด็นมี่น่าห่วงต่อมา คือ ผลกระทบต่างๆที่จะเกิดขึ้นหลังโควิดจบนั้น ทางแบงก์ชาติ สรุปไว้ 2 ข้อ

1 การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเลื่อนช้าลงไปอีกเป็นปลายปี 2565 จากเดิมคาดจะเห็นกลางปีหน้า และการฟื้นตัวในแต่ละภาคธุรกิจแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากันด้วย จึงมีลักษณะ K Shape ส่วนปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจเติบโต 2.5% 

และ 2 คนที่มีทุนน้อยหรือคนจน จะยิ่งเจ็บหนัก และต้องเผชิญปัญหาจ้างงานที่ลดลงหรือมีชั่วโมงทำงานขั้นต่ำที่ยังไม่ดีขึ้นกันต่อไป เพราะฉะนั้นคนมีรายได้ลดลงจำนวนมากขึ้น

โดยนางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า ปีที่แล้วเศรษฐกิจไทยยังไม่ทันจะฟื้นตัวได้เต็มที่ และเวลานี้โดนกระแทกจากโควิดระลอกใหม่แล้ว ซึ่งภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนักสุด ทั้งๆที่ “ไทยเที่ยวไทย” กำลังจะกลับมาดี แต่พอโดนโควิดรอบ 2 กลายเป็นกระแทกธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวกับท่องเที่ยวตกลงไปอีก ไม่ว่าจะเป็น โรงแรมที่พักต่างๆ ร้านอาหาร และขนส่งสายการบินและจะเป็นกลุ่มที่ใช้เวลานานในการฟื้นตัว

“กลุ่มแรงงานของเซ็กเตอร์ท่องเที่ยว โดยในช่วงต้นๆ โควิดรอบใหม่กระทบต่อแรงงาน 4.7 ล้านคน ซึ่งต้องติดตามรัฐบาลว่าจะออกมาตรการตรงจุดในแต่ละภาคธุรกิจอย่างไร”

คำตอบจาก “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาบอกว่า เศรษฐกิจไทยจะใช้เวลานานถึง 3-4 ปี จึงจะกลับมาฟื้นตัวกลับมาได้เท่าก่อนโควิด และภาครัฐคงเป็นพระเอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งด้านการบริโภคและการลงทุน ซึ่งล่าสุดได้ออกมาตรการ “เราชนะ” แจกคนละ 3,500 บาท 2 เดือน  จะมีกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยตามเกณฑ์กำหนด ได้รับสิทธิ์นี้จำนวน 31.1 ล้านคน ผ่านแอปเป๋าตังค์ ซึ่งรัฐต้องกู้เงินมาทำโครงการนี้ราว 2.1 แสนล้านบาทภายใต้พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท

สำหรับการช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนัก ล่าสุด รมว.คลังประกาศจะโฟกัสการช่วยเหลืออีก 2 กลุ่มสำคัญ คือ 

1 กลุ่มท่องเที่ยวที่ทำค้างมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ผ่านโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ซึ่งต้องรอหลังโควิดรอบ 2 จบก่อน จึงมาปลุกอีกระลอก เพราะสถานการณ์โควิดตอนนี้ ทำให้คนไม่มีความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย  

2 กลุ่มที่อยู่ในพื้นที่สีแดง 28 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากล็อกดาวน์โควิด

โดยเครื่องมือที่จะใช้ที่เห็นเป็นรูปธรรมในเวลานี้หนีไม่พ้นเรื่อง “ซอฟท์โลน” ที่มีวงเงินเหลือ 3.7 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายเล็กรายย่อยเอสเอ็มอีต่างๆ ซึ่งรัฐบาลกำลังจะแก้กฎหมายให้ผู้ประกอบการธุรกิจเข้าถึงง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรม ร้านอาหารต่างๆที่มีความเสี่ยงสูง จนทำให้แบงก์พาณิชย์ไม่กล้าปล่อยกู้ในช่วงที่ผ่านมา

โดยสะท้อนได้จากช่วงที่ผ่านมา ซอฟโลนปล่อยออกไปได้เพียง 1.3 แสนล้านบาทจากวงเงินกู้ที่มีถึง 5 แสนล้านบาท ซึ่งปัญหาที่ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยเข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้นี้ เพราะไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ ทั้งการให้วงเงินกู้ต่ำเพียง 30%ของยอดคงค้างหนี้เดิม และเงื่อนไขชำระคืนที่เร็ว 2 ปี  ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังแก้กฎหมายซอฟโลนให้ยืดหยุ่นมากขึ้น อาทิ ระยะเวลาชำระหนี้คืน 5 ปี รัฐยอดชดเชยความเสียหายสูง 80% เพื่อให้แบงก์พาณิชย์ กล้าปล่อยให้ผู้ประกอบการ เป็นต้น

แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการอยากให้รัฐช่วยให้ตรงจุด คือ รัฐเข้ามาร่วมจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน เพื่อรักษาการว่าจ้างงาน หรือช่วยสกัดปัญหาคนตกงาน แม้แต่ธุรกิจสายการบินที่มีปัญหาขาดสภาพคล่องหนักเช่นกัน และยังมีอีกหลายโจทย์ใหญ่ที่ต้องใช้เงินมหาศาล และรัฐบาลจะออกมาตรการแก้ตรงจุดรูปแบบใด จะเป็นแบบเฉพาะหน้าหรือแบบระยะยาว 

ส่วนความคืบหน้าของโครงการเราเที่ยวด้วยกัน นายยุทธศักดิ์  สุภสร ผู้ว่าการท่องเที่ยวไทย (ททท.) ชี้ว่า โครงการนี้ มีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้วราว 2 หมื่นล้านบาท แยกเป็นจำนวนเงินที่รัฐสนับสนุนงบประมาณทั้งค่าที่พักและคูปอง ตั๋วเครื่องบิน ราว 7.8 พันล้านบาท ส่วนประชาชนใช้จ่ายราว 1.26 หมื่นล้านบาท ภาพรวมของ 3 เดือนของโครงการนี้

ผู้ว่าการท่องเที่ยวไทย มองข้ามขอตไปปี 2565 จึงจะเห็นภาคท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวกลับมาได้ ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมากแต่จำนวนไม่ได้มากเท่าช่วงก่อนโควิดในปี 2562 ที่มีจำนวนมากเกือบ 40 ล้านคน ที่ทำรายได้ให้ประเทศถึง 3.05 ล้านล้านบาท

ปีนี้นับเป็นอีกปีที่จะเห็นวิกฤติผู้ประกอบการธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่ธุรกิจท่องเที่ยวทนพิษโควิดไม่ไหวและจำต้องปิดกิจการจำนวนมากขึ้น หลังจากวัฏจักรภาคท่องเที่ยวไทยเพิ่งขึ้นมา Peak ในปี 2562 เท่านั้น ซึ่งเป็นปีที่สามารถทำรายได้สัดส่วนถึง 16%ของ GDP เรียกว่าเป็นเสาหลักของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย 

แต่วันนี้ ภาคท่องเที่ยว กลายเป็น “เสาหัก” คาต้น เพราะพิษโควิด และจะสามารถฟื้นฟูภาคท่องเที่ยวได้เหมือนเดิมหรือไม่ ขึ้นกับฝีมือการออกมาตรการของรัฐบาลแล้ว

  • ผู้โพสต์ nongnapas
  • 2021-01-24 07:05:02
  • 324

ผู้สนับสนุน