เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2021-02-28 06:50:02
  • 316

วังวนเศรษฐกิจไทยอ่อนแอรั้งท้ายอาเซียน

By. นางชายขอบ

เวลานี้ หากอยากเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย หรือ จีดีพี อย่างต่อเนื่องและอย่างมีศักยภาพคือ ไม่ต่ำกว่า 5% และสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง CLMV โดยเฉพาะเวียดนามที่กำลังมาแรงดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้ดีกว่าไทยนั้น 


จะเห็นได้จากกระแสข่าวคลื่นนักลงทุนต่างชาติในจีนย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังเวียดนามกันเป็นแถว ไม่เว้นแม้แต่นักลงทุนจีนที่ย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเช่นเดียวกัน และที่สำคัญการย้ายฐานการผลิตในครั้งนี้เป็นการลงทุนใช้เทคโนโลยีใหม่ด้วย ทำให้ทั่วโลกจับจ้องการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามโดดเด่นในอาเซียน โดยปี 2563  ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดอย่างรุนแรง เวียดนามสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจเติบโต 2.9% ถือว่าดีที่สุดในอาเซียนท่ามกลางเพื่อนบ้านแม้แต่ไทยก็ติดลบกันถ้วนหน้า และยังเป็นการเติบโตที่สวนเศรษฐกิจโลก และปี 2564 ยังตั้งเป้าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ  6.5 – 7.5% ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนโควิดที่จีดีพีเติบโตเฉลี่ย 6%

หากกลับมาดูจีดีพีของไทยปี 2563 ติดลบ 6.1% และสภาพัฒน์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวเพียง 3% หรืออยู่ในกรอบ 2.5 -3.5% เท่านั้น ซึ่งอยู่ระดับเกือบรั้งท้ายในภูมิภาคอาเซียน สิ่งที่สภาพัฒน์วิตกกังวล นอกจากเรื่องภาคท่องเที่ยวแล้ว ก็คือ ภาคการลงทุนของไทย 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก่อนเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด การลงทุนโดยรวมของเศรษฐกิจไทยอยู่ระดับต่ำ 2%มานาน และส่วนใหญ่จะพบการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวได้สูงกว่าภาครัฐ แม้ว่าแต่ละปีรัฐบาลเพิ่มงบประมาณรายจ่าย แต่พบว่าเม็ดเงินสำหรับงบลงทุนมีสัดส่วนเพียง 20% เท่านั้น เพราะเงินก้อนใหญ่ 80% จะไปอัดงบรายจ่ายประจำที่มีจำนวนมาก และถึงแม้รัฐบาลจะมีเพิ่มงบลงทุนผ่านงบกลางก็ตาม แต่ก็ยังพบว่า การลงทุนของภาครัฐอยู่ระดับต่ำมาก ที่ผ่านมาเห็นการลงทุนโดยรวมเติบโต ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนของภาคเอกชนที่ขยายตัวมากกว่า 

หากดูภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงก่อนโควิด ล่าสุด ในช่วงปี 2562 จีดีพีขยายตัว 2.3% โดยเครื่องยนต์ที่ขยายตัวมากสุดคือ การบริโภคภาคเอกชนโตถึง 4% ตามด้วยการลงทุนโดยรวมขยายตัว 2% พบว่าเป็นการลงทุนภาคเอกชน 2.7% และการลงทุนภาครัฐเพียง 0.1%  ส่วนการอุปโภคของภาครัฐอยู่ที่ 1.7%  ด้านเครื่องยนต์ส่งออก-นำเข้า ติดลบ 3.3% และติดลบ  5.6%ตามลำดับ จากข้อมูลในปี 2562 จะเห็นว่า ภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่ว่าตัวบริโภคและการลงทุน 

แต่ในปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่เกิดสถานการณ์โควิด และเกิดการล็อคดาวน์ประเทศเป็นเวลากว่า 2 เดือน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหดตัวหนัก 6.1% โดยเครื่องยนต์ที่ดีที่สุดในเวลานั้น คือ การอุปโภครัฐบาลที่ขยายตัว 0.8% ที่ใช้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งแจกเงินเยียวยาแจกประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นรวมกว่า 5 แสนล้านบาท ผ่านพ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท  การบริโภคภาคเอกชนติดลบ 1% ส่วนเครื่องยนต์ที่แย่สุด คือ ภาคส่งออกและนำเข้าที่ติดลบ 6.6% และ -13.5% ตามด้วยการลงทุนรวมตติดลบ 4.8% ซึ่งพบว่า การลงทุนภาคเอกชนหดตัวมากถึง 8.4% แต่ภาครัฐมีการลงทุนขยายตัว 5.7% 

ปีทีแล้ว รัฐบาลได้กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อนำมากู้วิกฤตเศรษฐกิจโควิดซึ่งจะสามารถใช้เงินกู้ดังกล่าวภายในปีงบประมาณ 2564 นี้ พบว่า รัฐบาลได้ใช้เม็ดเงินสำหรับเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดไปแล้ว 3.45 แสนล้านบาท จากกรอบวงเงิน 5.5 แสนล้านบาท และในส่วนของโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจะเป็นโครงการที่เกี่ยวกับกระตุ้นลงทุนภายในเศรษฐกิจท้องถิ่น และการจ้างงานต่างๆนั้น ได้มีการใช้เงินไปแล้ว 4.57 หมื่นล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 10%เศษของกรอบวงเงินฟื้นฟูฯ 4 แสนล้านบาทเท่านั้น ส่วนเม็ดเงินที่ใช้เพื่อทางการแพทย์และสาธารณสุขนั้น ได้มีการใช้ไปแล้วเพียง 1.9 หมื่นล้านบาท จากวงเงินที่ได้รับจัดสรร 4.5 หมื่นล้านบาท  

และในปี 2564 นี้ รัฐบาลกำลังเยียวยาผลกระทบจากโควิดรอบใหม่เมื่อต้นปีนี้ ด้วยโครงการคนละครึ่งรอบ 2 โครงการเราชนะ และการเติมวงเงินบัตรสวัสดิการ ทำให้รัฐบาลใช้วงเงินส่วนของเยียวยาหมด 5.5 แสนล้านบาท และยังต้องขอโยกเงินจากส่วนของการฟื้นฟูเศรษฐกิจมาใช้ในการเยียวยาผ่านโควิดรอบใหม่นี้อีก 4.5 หมื่นล้านบาท 

ขณะที่ทั้งแบงก์ชาติและสภาพัฒน์มีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยยังจำเป็นต้องพึ่งมาตรการการคลังในการกระตุ้นการใช้จ่ายบริโภคเพื่อพยุงเศรษฐกิจตลอดทั้งปีนี้

หลังจากที่แบงก์ชาติรายงานภาพรวมเศรษฐกิจในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบชัดเจนขึ้นจากการระบาดของโควิดรอบใหม่ ทำให้การฟื้นตัวไม่ทั่วถึงมากยิ่งขึ้นไปอีก แม้ว่าผลกระทบจะไม่รุนแรงมากเท่ารอบแรกปีที่แล้ว แต่ก็ทำให้เครื่องยนต์หลายตัวที่เพิ่งฟื้นตัวได้ ตกอยู่ในภาวะถอยหลังกลับไปอีกครั้ง โดยเฉพาะภาคการบริโภคเอกชนที่ปรับตัวแย่ลงทุกหมวดการใช้จ่าย ซึ่งเป็นไปตามภาวะความเชื่อมั่นผู้บริโภค การจ้างงานที่เปราะบาง  และกำลังซื้อของครัวเรือนที่ลดลง ขณะที่ภาคท่องเที่ยวยังคงเป็นภาคที่ได้รับผลกระทบหนักต่อเนื่องจากมาตรการจำกัดการเดินทางที่เข้มงวดบางพื้นที่ของการแพร่ระบาดโควิดรอบใหม่ และแม้จะมีวัคซีนเข้ามาประเทศแล้วก็ตาม แต่ไม่ได้การันตีว่า  ความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโควิดจะหมดลงตามไปด้วย

ขณะที่แนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ รัฐบาลยังคงวนเวียนกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เน้นพยุงรายได้ให้แก่ประชาชนอีกในระยะข้างหน้านี้ โดยในเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนเมษายนนี้ แม้จะมีโครงการเราชนะและโครงการเรารักกันที่พยุงรายได้ให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจราว 8 หมื่นล้านบาท

ทว่าหลังจากหมดโครงงการพยุงรายได้เหล่านี้ในช่วงครึ่งปีหลัง รัฐบาลจะสามารถออกมาตรการพยุงรายได้ด้วยการแจกเงินเยียวยาได้นานเพียงใด และหากรัฐบาลจะหันมาดึงเงินจากส่วนของโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและจ้างงานที่เหลือราว 3 แสนล้านบาท มาใช้จ่ายเพื่อเยียวยาเหมือนเดิมๆ ซึ่งนอกจากรัฐบาลจะไม่ได้แก้ปัญหาตรงจุดแล้ว ยังจะส่งผลกระทบต่อการใช้เงินเพื่อการฟื้นฟูและการลงทุน เพื่อให้เกิดการจ้างงานขึ้นในเศรษฐกิจท้องถิ่นต่างๆ ลดน้อยถอยลง   

เท่ากับว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังคงตกอยู่ในวังวนความเปราะบางและมีความเสี่ยงที่จะถดถอยต่อเนื่องในระยะข้างหน้า ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนต่างกลับมาฟื้นตัวและตั้งหลักเดินหน้าไปข้างหน้ากัน ที่กลายเป็นดาวเด่นแทนไทยในวันนี้

  • ผู้โพสต์ chisanupong
  • 2021-02-28 06:50:02
  • 316

ผู้สนับสนุน