เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2021-03-14 06:05:01
  • 355

ผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคเอกชน ชี้ราบธุรกิจ “ฟื้น...ไม่ฟื้น”

By. นางชายขอบ

แม้ว่าช่วงนี้ประเทศต่างๆทั่วโลกทยอยกระจายวัคซีนต้านโควิด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับคนในประเทศ  ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกกลับมาขยายตัวอีครั้ง 


แม้แต่ประเทศไทยเริ่มนำเข้าวัคซีนเข้าประเทศและเริ่มทยอยฉีดให้แก่กลุ่มสำคัญๆเฟสแรก  พร้อมๆกับรัฐบาลได้ผ่อนคลายโซนพื้นที่ควบคุมแล้ว ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ทยอยกลับมาดำเนินการตามปกติแล้ว ล่าสุด นักเศรษฐศาสตร์ของ EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินเศรษฐกิจโลกในปี 2564 ขยายตัว 5.6% ดีกว่าที่คาดไว้เดิมที่ 5.0% หลังจากที่ปีที่แล้วหดตัว 3.5%  ซี่งเป็นผลทั้งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและฐานต่ำในปี 2563. ที่ส่งให้เศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่จะกลับมาขยายตัวเป็นบวก (synchronized recovery)

อย่างไรก็ดี ความเร็วของการฟื้นตัวในระยะข้างหน้าของประเทศต่าง ๆ จะมีความแตกต่างกันอยู่ค่อนข้างมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ความรวดเร็วในการฉีดวัคซีนจนได้รับภูมิคุ้มกันหมู่  โดยประเทศที่มีภูมิคุ้มกันหมู่ได้ก่อน จะสามารถเปิดเมืองและมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลักษณะ face to face ได้มากขึ้น  2) ความต่อเนื่องและเพียงพอของมาตรการภาครัฐ เพื่อลดผลกระทบจากแผลเป็นทางเศรษฐกิจ และ 3) โครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งหากมีการพึ่งพาภาคบริการโดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวระหว่างประเทศสูง หรืองบดุลของภาคครัวเรือนหรือภาคธุรกิจมีความเปราะบางอยู่ก่อนหน้าจะมีการฟื้นตัวได้ช้ากว่า 

ทั้งนี้ EIC ได้วิเคราะห์รายละเอียดของ  3 ประเด็นข้างต้นในกลุ่มประเทศพัฒนาและกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ดังนี้

ประเด็นแรก การฉีดวัคซีนเร็วสำหรับปนะเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะมีภูมิคุ้มกันหมู่ในช่วงไตรมาส 2-3 ปีนี้เนื่องจากมีการจองซื้อวัคซีนล่วงหน้าในปริมาณมาก และความพร้อมด้านสาธารณสุขที่พร้อมกว่าในการฉีดวัคซีนให้ประชากร ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว “เร่งตัวขึ้นเร็ว” ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ 

สำหรับประเทศในกลุ่มตลาดเเกิดใหม่ (  EM )จะได้ภูมิคุ้มกันหมู่ช้ากว่าและมีความแตกต่างกันมาก เช่น จีนและไทยได้ในไตรมาสที่ 1/2565 ในขณะที่กลุ่ม CLMV อาจต้องรอไปจนถึงครึ่งหลังของปี 2565

ประเด็นที่สอง ด้านมาตรการของภาครัฐ ในส่วนนโยบายการคลัง กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่กว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา จากความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนปริมาณมากในต้นทุนที่ต่ำ และยังมีแนวโน้มออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะในสหรัฐฯที่ล่าสุดได้มีการเสนอมาตรการกระตุ้นมูลค่าถึง  1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นอย่างมาก และจะเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ 

ขณะที่บางประเทศในกลุ่ม EM ซึ่งไทยอยู่ในกลุ่มนี้ อาจเผชิญข้อจำกัดในการออกมาตรการเพิ่มเติม หลังจากมีหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นมากและมีการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลง 

สำหรับการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น จะไม่เกิดขึ้นจนถึงปี 2566 หรือ ไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2567 สะท้อนกรอบนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญต่อเป้าหมายของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และเงินเฟ้อ และยังมีการเพิ่มความยืดหยุ่นของกรอบนโยบายให้สามารถรองรับสถานการณ์เงินเฟ้อที่อาจสูงกว่าเป้าหมายได้นานมากขึ้น 

และประเด็นสุดท้ายปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ซึ่งแม้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ภาคส่งออกไทยขยายตัวเริ่มตั้งแต่ในช่วง 2 เดือนก่อนหน้า (ธ.ค. 2563- ม.ค.2564) จนสามารถพลิกฟื้นกลับมาได้เทียบเท่าช่วงก่อนโควิดแล้ว ซึ่งทำให้ EIC ปรับเพิ่มคาดการณ์ภาคส่งออกไทยปีนี้ขยายตัวได้สูง 6.4%

ขณะที่ภาคท่องเที่ยวไทยยังฟื้นตัวได้ช้าแม้ว่าประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐ ยุโรปจะมีการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และเปิดให้เดินทางเสรีขึ้น แต่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่ใช่กลุ่มหลักของไทย

ทั้งนี้ทาง EICคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 3.7 ล้านคนในปีนี้โดยจะเห็นภาพนักท่องเที่ยวชาวเอเชียเข้าไทยชัดเจนราวไตรมาส 4 หรือต้นปีหน้า จึงเป็นที่มาของคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้โตต่ำกว่า 3%

EIC วิเคราะห์ภาคธุรกิจไทยว่า การเปิดกิจการใหม่มีแนวโน้มลดลง 3 ปีติดต่อกัน ขณะที่กิจการในภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดรอบใหม่อาจประสบปัญหาด้านสภาพคล่องซ้ำเติม ส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อการลงทุนและภาวะการจ้างงานที่ซบเซาอยู่แล้ว 

โดยข้อมูลตลาดแรงงานสะท้อนว่า แม้อัตราการว่างงาน ณ ธันวาคม 2563 จะอยู่ในระดับไม่สูงมากที่ 1.5% แต่ผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนรุนแรงและกว้างขวางกว่านั้น 

EIC ระบุย้ำว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จึงจำเป็นต้องทำต่อเนื่อง โดยใช้ทั้งส่วนของงบประมาณ และเม็ดเงินจาก พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนของการเบิกจ่ายในงบประมาณ คาดว่าภาครัฐจะมีการลงทุนด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้นถึง 9.4%จากช่วงเดียวกันปีก่อนในปี 2564 จากการก่อสร้างทั่วไปตามงบประมาณและโครงการเมกะโปรเจคเป็นสำคัญ 

และยังต้องให้การช่วยเหลือเศรษฐกิจเพิ่มเติม นอกเหนือจากมาตรการให้เงินช่วยเหลือ ได้แก่ โครงการเราชนะ และ ม. 33 เรารักกัน ซึ่งมีวงเงินช่วยเหลือกว่า 2.5 แสนล้านบาท ครอบคลุมผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือกว่า 40 ล้านคน เพื่อพยุงเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ในระยะต่อไป คาดว่าภาครัฐจะมีมาตรการเพิ่มเติมที่อาจเน้นด้านการลงทุนเป็นหลัก ซึ่งภาครัฐยังเหลือเงินที่จะพยุงเศรษฐกิจได้เพิ่มเติมอีกราว 3.9 แสนล้านบาท ซึ่งมีที่มาจาก 2.5 แสนล้านบาทที่เหลือภายใต้ พรก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และจากงบกลางอีกราว 1.4 แสนล้านบาท

บทบาทของภาครัฐในปีนี้จำเป็นต้องติดเทอร์โบเพื่อปั๊มเศรษฐกิจให้ขยายตัวมากที่สุด และเร่งปลุกความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคเอกชนให้กลับมาเร็วที่สุด เพื่อเป็นอีกแรงส่งช่วยขับเคลื่อนซึ่งแบงก์ชาติได้เปิดผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ของเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 45.6 ถือว่าดีกว่าเดือนก่อนหน้า  โดยผู้ประกอบการภาคการผลิตเกือบทุกกลุ่มมีความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น ยกเว้นกลุ่มผลิตยานยนต์ที่ดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลง เนื่องจากการผลิตและคำสั่งซื้อที่ลดลงทั้งในและต่างประเทศที่ชะลอตัว

ด้านความเชื่อมั่นของภาคที่มิใช่การผลิตในด้านผลประกอบการของกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร ปรับลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์  เช่นเดียวกันกับด้านต้นทุนของกลุ่มขนส่งที่ปรับลงมาต่ำสุดจากผลกระทบโดยตรงจากการระบาดโควิดรอบใหม่ที่ยืดเยื้อในหลายพื้นที่ ทำให้การเดินทางและท่องเที่ยวนอกจากนี้ยังมีราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นสูงที่กดดันต้นทุนในการขนส่งเพิ่มขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม หากมองทิศทางในระยะ 3 เดือนข้างหน้า พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นปรับขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 50  โดยจะอยู่ที่ระดับ 51.3   ซึ่งมาจากความเชื่อมั่นของภาคการผลิตทั้งด้านคำสั่งซื้อ ผลประกอบการและการผลิตปรับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกธุรกิจ  สำหรับกลุ่มยานยนต์ยังคงไม่ดีขึ้น โดยยังอยู่ต่ำกว่าระดับ 50  เช่นเดียวกับภาคธุรกิจที่มิใช่การผลิตเกือบทุกธุรกิจที่ความเชื่อมั่นฯอยู่ระดับต่ำ 50 สะท้อนว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังกังวลว่า ธุรกิจยังไม่ฟื้นตัว

ส่วนด้านสภาพคล่องทางการเงินยังคงอยู่ระดับ “ตึงตัว” ทั้งในปัจจุบันและในระยะ 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นสภาพคล่อง เดือนกุมภาพันธ์และระยะ 3 เดือนข้างหน้าก็ยังอยู่ระดับ 43.5 และ 42.2 ตามลำดับ ซึ่งทรงตัวเท่ากับเดือนมกราคมที่ผ่านมา

 อีกตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย คือ การจ้างงานและรายได้ ซึ่งข้อมูลจาก  Business Intelligence เดือนกุมภาพันธ์ ได้วิเคราะห์ผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ต่อภาคธุรกิจไทย ว่า ระดับกิจกรรมทางธุรกิจที่ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ได้ช่วยให้ระดับการจ้างงานและรายได้ของแรงงานในธุรกิจส่วนใหญ่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งจำนวนแรงงาน ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยและรายได้เฉลี่ยต่อคน

ทั้งนี้ ข้อมูลระดับการฟื้นตัวของการจ้างงานใน “รายภาคธุรกิจ” ของเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งมี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1 ด้านจำนวนแรงงาน พบว่า ภาคการผลิตอุตสาหกรรม  หมวดพัฒนาอสังหาฯและวัสดุก่อสร้าง หมวดการค้าและหมวดท่องเที่ยว(Tourism) มีจำนวนแรงงานเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ส่วนหมวดบริการ(ไม่รวมท่องเที่ยว) เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ขนส่ง  พบว่า จำนวนแรงงานทรงตัว

2  ชั่วโมงทำงานเฉลี่ยต่อคน ก็พบว่า หมวดอสังหาฯ มีการเพิ่มชั่วโมงทำงานมากสุด ตามด้วยหมวดท่องเที่ยว และหมวดภาคอุตสาหกรรม ส่วนหมวดการค้าขยับขึ้นเล็กน้อย แต่หมวดบริการ(ไม่รวมท่องเที่ยว) มีชั่วโมงทำงานลดลง

3 รายได้ของแรงงานเฉลี่ยต่อคนในเดือนกุมภาพันธ์เทียบกับเดือนก่อนหน้า พบว่า การเพิ่มขึ้นของรายได้ในกลุ่ม  แรงงานในหมวดท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นสูงกว่าหมวดอื่นๆ โดยตามด้วยหมวดอสังหาฯ ภาคอุตสาหกรรม  ภาคการค้าและภาคบริการ(ไม่รวมภาคท่องเที่ยว)

ข้อมูลดังกล่าว สะท้อนว่าธุรกิจทั้งในการผลิตและนอกภาคการผลิต ได้ลดการใช้นโยบายการจ้างงานทั้งการสลับกันมาทำงานและลดชั่วโมงทำงาน  

แต่ขณะเดียวกัน คงพบปัญหาการฟื้นตัวของธุรกิจที่มิใช่ภาคการผลิต  นำโดยหมวดบริการ(ไม่รวมท่องเที่ยว) ที่ยังมีแนวโน้ม “ปลดคนงานเพิ่มขึ้น” เพื่อประคับประคองธุรกิจไว้ก่อน

ขณะที่ด้านปัญหาหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในจังหวะขาขึ้น  โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ไทยจะมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 89% - 91%ต่อจีดีพี (มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ)  ณ สิ้นปี 2564 นี้ ภายใต้คาดการณ์เศรษฐกิจโต 2.6%

ทั้งนี้ สิ้นปี 2563 หนี้ครัวเรือนมีมูลค่า 14 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือน 89.2% ต่อจีดีพีที่มีมูลค่าราว 15 ล้านล้านบาท

นับวันภาพปัญหาหนี้ครัวเรือนจะสางปมยากขึ้นไปทุกที และแม้แต่สภาพัฒน์ เมื่อเร็วๆนี้ได้ออกมายอมรับว่า ปีนี้ยังไม่น่าจะเห็นทิศทางหนี้ครัวเรือนลดลง

โจทย์ใหญ่ คือ รัฐบาลอาจจะไม่สามารถกู้เงินก้อนใหญ่ เพื่อมาช่วยเหลือแจกเงินเยียวยาพยุงกำลังซื้อให้ประชาชนเช่นที่ทำอยู่ในปัจจุบันได้มากนัก

เนื่องจากเพราะปัญหาหนี้สาธารณะในปีนี้กำลังพุ่งทะลุเพดานกรอบวินัยการคลัง 60%ของจีดีพี แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่เรื่องรายได้รัฐบาลที่มาจากการจัดเก็บภาษีเงินได้ที่อาจลดลง เนื่องจากผลประกอบการของภาคธุรกิจอาจจะไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็ว และคนเสียภาษีมีเงินได้ลดลง  

ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดภายในปลายปีนี้หรือปีหน้า คือ อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ อาจถูกปรับลดลง. เนื่องมาจากประเทศไทยติดกับดักหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ

  • ผู้โพสต์ chisanupong
  • 2021-03-14 06:05:01
  • 355

ผู้สนับสนุน