เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2021-03-31 10:33:03
  • 899

ธปท.อัดซอฟท์โลนผ่าน 2 มาตรการอุ้ม 5 ปี กู้วิกฤติเอสเอ็มอี วัดดวงรอด...ไม่รอด

By. นางชายขอบ

แบงก์ชาติส่งสัญญาณการคงดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% ด้วยมติเอกฉันท์ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ในการประชุมเมื่อวันที่  24 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์กัน ภายใต้มุมมองโลกที่มีวัคซีนป้องกันโควิดออกมาแล้วและหลายๆประเทศทยอยฉีดให้กับคนในประเทศรวมถึงประเทศไทย แต่เศรษฐกิจไทยยังรุมล้อมไปด้วยความเสี่ยงต่างๆ


แม้ กนง. ระบุว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่และมีการล็อคดาวน์บางพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศหดตัว แต่ภาคส่งออกที่กลับมาฟื้นตัวได้เร็วจากอานิสงส์เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดี และภาครัฐดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ 

แต่อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในไตรมาสแรกปีนี้ มีทิศทางปรับตัว “ลดลง” เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว และเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่แล้ว เนื่องจากฐานที่สูงของไตรมาสแรกปีที่แล้วโดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ล้านคนซึ่งไทยเกิดปัญหาการแพร่ระบาดโควิดช่วงปลายเดือนมีนาคม 2563 และโควิดระลอกใหม่ปลายธันวาคมที่ผ่านมา ต่อเนื่องถึงต้นปีนี้ ทำให้ไตรมาสแรกปีนี้ได้รับผลกระทบเต็มๆ 

ขณะที่ความเสี่ยงในระยะข้างหน้า ยังมีความไม่แน่นอนสูงทั้งเรื่องของประสิทธิผลและการกระจายวัคซีน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ. ทำให้ กนง.ได้ปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไทยปีนี้เหลือเพียง 3 ล้านคน จากคาดการณ์เดิมที่ระดับ 5.5 ล้านคน และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่น ๆ เพราะรายได้จากภาคท่องเที่ยวของไทยมีสัดส่วนสูงกว่า 17.7%ของจีดีพี. จึงนำมาสู่การปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัว 3% จากปลายปีที่แล้วคาดการณ์ที่ 3.2%

ขณะที่ ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ประเมินว่า แม้สัญญาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกกลับมาชัดเจน แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะกลับมาสู่ระดับก่อนโควิดได้ คาดว่าราวไตรมาส 3 ปี 2565 สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ คือ

1 สภาพการจ้างงานที่ไม่กลับมาเหมือนเดิม 

2 การฟื้นตัวในแต่ละภาคเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบหนักแต่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน จะใช้เวลานานการฟื้นตัว 

3 กลุ่มท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ที่มีการจ้างงานถึง 10 ล้านคน คาดว่าจะต้องใช้เวลานานราว 4-5 ปี กว่านักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเท่าช่วงก่อนโควิดที่มีจำนวน 40 ล้านคนในปี 2562 โดยตั้งแต่เกิดโควิดในไทยปลายเดือนมีนาคมปีที่แล้วถึงปัจจุบันครบรอบ 1 ปี 

ผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวรายได้หดหายไปนานกว่า 12 เดือนต่อเนื่อง  และแนวโน้มข้างหน้าก็ยังอยู่ระดับต่ำต่อเนื่อง เพราะมีแต่คนไทยเที่ยวกันเอง ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเที่ยวไทยอย่างเร็วปลายปี 2564 นี้ มีจำนวนน้อยไม่กี่ล้านคน 

ภาพเงาของผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องท่องเที่ยว โรงแรม จำนวนมากยังมีปัญหาขาดสภาพคล่องและปัญหาหนี้ค้างชำระ และไม่สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ เพราะเจ้าหนี้ไม่สามารถประเมินรายได้และกระแสเงินสด ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้ไม่ผ่านการอนุมัติสินเชื่อได้ ซึ่งแบงก์ชาตืระบุว่า ยอดสินเชื่อของกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม สูงถึง 4 แสนล้านบาท

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า หนี้ด้อยคุณภาพหรือNPL ของธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท ณ สิ้นปี 2563 เพิ่มขึ้นมาเป็น 4.3% จากสิ้นปีก่อนหน้าที่อยู่ 3.12%ของพอร์ตสินชื่อกลุ่มนี้ ทั้งๆที่ปีที่แล้ว มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งพักหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ให้ซอฟโลนก็ตาม ทำให้แนวโน้ม NPL กลุ่มนี้ยังเพิ่มขึ้นในปีนี้

ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อและความไม่แน่นอนสูงในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาล กระทรวงการคลังและแบงก์ชาติ จำเป็นต้องปรับเกมการให้ความช่วยเหลือภาคธุรกิจนี้เพิ่มเติม  หลังจากที่จัดวงเงินซอฟโลน (สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) 5 แสนล้านบาท เพื่อปล่อยกู้แก่เอสเอ็มอี แต่ลูกหนี้ที่ผ่านอนุมัติซอฟท์โลนมีจำนวนน้อย ทำให้ปล่อยกู้เพียง 1.5 แสนล้านบาทเท่านั้น จึงเป็นที่มาของการแก้เกมใหม่ ด้วยการออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม

เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อประคองธุรกิจที่อาการหนัก รักษาการจ้าง ช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม  โดยมี 2 มาตรการผ่านการใช้วงเงินซอฟโลนที่เหลืออยู่ 3.5 แสนล้านบาท ประกอบด้วย

1 มาตรการสินเชื่อฟื้นฟูผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี วงเงินซอฟโลน 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะให้สินเชื่อผู้ประกอบการธุรกิจที่เป็นทั้งลูกหนี้เดิมวงเงินกู้ไม่เกิน 150 ล้านบาท และลูกหนี้ใหม่วงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยกู้เฉลี่ยไม่เกิน 5% เป็นเวลา 5 ปี  โดย 2 ปีแรกคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 2%ต่อปี และรัฐจะช่วยจ่ายดอกเบี้ยให้ 6 เดือนแรกด้วย และจะมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อให้ถึง 10 ปี เพื่อให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้มั่นใจปล่อยกู้ให้ลูกหนี้เหล่านี้  โดยรัฐจะจ่ายชดเชยให้เจ้าหนี้ 40%ของพอร์ตสินเชื่อ  หากเกิดความเสียหายจากการปล่อยกู้ในระยะข้างหน้าด้วย

2 โครงการพักทรัพย์ พักหนี้. (การทำ Asset Warehousing)ซึ่งเป็นมาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์ชำระหนี้และให้สิทธิลูกหนี้ซื้อคืน  โดยมีวงเงินซอฟโลน 1 แสนล้านบาท  ที่จะนำมาปล่อยกู้ให้เจ้าหนี้สถาบันการเงิน อัตราดอกเบี้ยต่ำ 0.01% เพื่อให้มาช่วยซื้อทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันของลูกหนี้ ที่ต้องการตีโอนราคาทรัพย์สินและหยุดพักหนี้หรือลดภาระหนี้ โดยมีเงื่อนไขให้ลูกหนี้มีสิทธิซื้อทรัพย์สินคืนเป็นคนแรกๆในราคาต้นทุนภายในระยะเวลา 3-5 ปี ภายใต้ความสมัครใจของเจ้าหนี้และลูกหนี้ทั้ง 2 ฝ่าย โดยทำสัญญามาตรฐานร่วมกัน

โดยหลักการของการพักทรัพย์ พักหนี้ คือ ราคาซื้อทรัพย์คืนของลูกหนี้ จะต้องไม่เกินกว่าราคาตีโอนทรัพย์บวกด้วยต้นทุนการถือครองทรัพย์ 1%ของราคาตีโอนและต้นทุนการรักษาดูแลทรัพย์ตามที่จ่ายจริงของฝั่งเจ้าหนี้ ขณะเดียวกัน มาตรการนี้จะเปิดให้ลูกหนี้สามารถเช่าทรัพย์นั้นกลับมาดูแลหรือเปิดดำเนินการได้ โดยสถาบันการเงินเจ้าหนี้จะต้องนำค่าเช่าที่ได้รับไปหักจากราคาที่จะขายคืนให้ลูกหนี้ด้วย

ซึ่งแนวทางนี้ จะช่วยลูกหนี้ไม่ถูกกดราคาบังคับขายทรัพย์ และมีโอกาสทำธุรกิจหารายได้อีกครั้งเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย 

นอกจากนี้ รัฐยังช่วยลดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการจำนองอสังหาริมทรัพย์และอาคารชุด เหลือ 0.01%และยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนจำนองทรัพย์สินและสัญญาหลักประกันทางธุรกิจด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 มาตรการนี้ยังอยู่ระหว่างทำรายละเอียดโดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ 

สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลัก มุ่งไปที่เอสเอ็มอีกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรมและที่เกี่ยวข้องภาคท่องเที่ยว เพราะธุรกิจเหล่านี้ต้องรอนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมา ซึ่งทำให้เกิดประเด็นคำถามต่างๆ ขึ้น อาทิเช่น

1 ลูกหนี้ที่มีภาระจ่ายหนี้ตลอดช่วง 5 ปี เมื่อสามารถฟื้นธุรกิจมีรายได้ เมื่อถูกหักค่าใช้จ่ายต่างๆและจ่ายหนี้ จะเหลือเงินสะสมเป็นทุนเพื่อซื้อทรัพย์คืน ทันหรือไม่

2 ความสำเร็จของมาตรการนี้ สามารถครอบคลุมการช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจทั้งหมดได้หรือไม่  เพราะสภาพของลูกหนี้แต่ละรายจะมีความซับซ้อนของปัญหาที่แตกต่างกันไป เช่น ผู้ประกอบการบางรายเช่าที่ดินมาทำธุรกิจ บางรายไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์  บางรายใช้กู้ซื้ออสังหาฯเพื่ออยู่อาศัยในนามบุคคลธรรมดา แต่มาทำเป็นเกสท์เฮ้าท์ ความเสี่ยงของลูกหนี้ที่อาจจะไม่สามารถฟื้นได้ในอนาคต  ล้วนเป็นข้อจำกัดต่อการเจรจาหาข้อตกลงระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้

3 แนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัวแบบใดในระยะ 5 ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง. เพราะฉะนั้นย่อมจะมีผู้ไม่รอดเกิดขึ้นระหว่างทาง ขณะที่เจ้าหนี้จะให้โอกาสไปต่อได้หรือไม่ เพราะเจ้าหนี้ย่อมต้องประเมินผลกระทบต่อภาระการตั้งสำรองของตัวเอง และแบงก์เจ้าหนี้จะมีทรัพย์ถือครองมากสุดอีกครั้งเช่นวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 หรือไม่

การกู้วิกฤตเอสเอ็มอีในวันนี้. เรียกว่าเป็นการวัดดวงธุรกิจเอสเอ็มอีไทยจะรอดหรือไม่รอดในระยะเวลา 3-5  ปีข้างหน้า ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ทั้งผู้ว่าแบงก์ชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐบาล “บิ้กตู่” ที่คลอดมาตรการเหล่านี้ออกมา จะอยู่รับผิดชอบหรือไม่ และวันนี้การยื้อชีพจรเหล่าเอสเอ็มอีไทยที่เป็นฐานล่างของเศรษฐกิจ จะเป็นอีกความเสี่ยงที่รอวันปะทุเศรษฐกิจไทยสะดุดใน 5 ปีข้างหน้า

  • ผู้โพสต์ chisanupong
  • 2021-03-31 10:33:03
  • 899

ผู้สนับสนุน