เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2021-04-19 14:04:48
  • 200

ธุรกิจช้ำ ออกหุ้นกู้อ่วมต้นทุนสูง

By นางชายขอบ

ครบรอบ 1 ปีของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แม้วันนี้จะมีวัคซีนเข้ามาทยอยฉีดให้คนไทยแล้วก็ตาม แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดรอบที่ 3 ก็ยังเกิดขึ้นอีกแถมเกิดในช่วงใกล้วันหยุดปีใหม่ไทยในเทศกาลสงกรานต์ด้วย และยังคงมีการกักตัวของบางจังหวัด ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวและกลับบ้านต่างจังหวัดลดฮวบจากภาพจำทุกปีรถติดหนักช่วงสงกรานต์ บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยหดหายไปโดยปริยาย


เมื่อเร็วๆนี้ แบงก์ชาติออกมาประกาศรับสภาพว่า ในไตรมาสแรกการเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP)ไทยจะติดลบเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนและช่วงไตรมาส 4 ปีที่แล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเป็นผลจากการระบาดของโควิดรอบ 2 เมื่อต้นปีนี้ พร้อมกับปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้โตลดลงเหลือ 3% ซึ่งได้รวมผลกระทบจากโควิดรอบ 2 เมื่อต้นปีนี้แล้ว แต่ยังไม่ได้รวมผลกระทบจากโควิดรอบ 3 ที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายนนี้ และยังยอมรับว่า ปัญหาโควิดระบาดจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ก็ได้ จึงทำให้เศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนสูงและมีความเสี่ยงด้านต่ำด้วย

นั่นหมายความได้ว่า หากรวมผลกระทบทางเศรษฐกิจจากพิษโควิดรอบ 3 แล้ว แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้โตต่ำกว่า 3%เห็นๆ  ท่ามกลางการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจส่วนต่างๆและธุรกิจที่ไม่เท่ากันแล้ว โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่ยังมืดมน พร้อมจะถูกกระแทกซ้ำแล้วซ้ำอีกจากโควิดรอบใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ แม้ว่าจะมีวัคซีนเข้ามาประเทศแล้วก็ตาม  

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ภัทร  ออกมาเตือนว่า จะเห็นเศรษฐกิจไทยซึมลงๆ เพราะปัญหา Out Put Gap ที่กว้างมากระหว่างศักยภาพทางเศรษฐกิจ กับเศรษฐกิจจริงที่อ่อนแอ จึงทำให้เห็นภาคการผลิตหดตัว คนตกงานอยู่ ขณะที่ประเทศอื่นๆกำลังฟื้นตัวกัน โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ขยายตัวแรงจากเงินอัดฉีดของมาตรการ 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกเติบโต 6% โดยจีนขยายตัว 8.4%ทุบสถิติใหม่อีกครั้ง ทางอเมริกา 6.4 % เติบโตสูงรอบ 37 ปีนับจากปี 2527 ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 10%ของ GDP นอกจากนี้ไอเอ็มเอฟยังปรับเพิ่มประมาณการของหลายๆประเทศ

แต่ไอเอ็มเอฟ ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยลงมาอยู่ที่ 2.6% ต่ำกว่าที่แบงก์ชาติคาดการณ์  เพราะยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัว และยังคงเป็นประเทศที่จะฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นๆในกลุ่มภูมิภาคเดียวกัน เนื่องจากเศรษฐกิจพึ่งพิงรายได้จากภาคท่องเที่ยวสัดส่วนสูงกว่า 17%ของGDP ซึ่งทุกวันนี้ ภาคธุรกิจที่อยู่ในภาคท่องเที่ยวยังคงไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้นัก แม้ว่าภาครัฐจะออกมาตรการต่างๆช่วยเหลือทั้ง แพคเกจไทยเที่ยวไทย  มาตรการเสริมสภาพคล่องทางการเงินและปรับโครงสร้างหนี้ ก็ตาม

จากปัญหาเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า กำลังเริ่มส่งผลกระทบเข้ามายังภาวะการเงินและตลาดทุนในไทย เนื่องจากช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Bond Yield หรือผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปี เด้งขึ้นแรง จากการคาดไปล่วงหน้าว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะกลับมาโตเร็วจากมาตรกระตุ้นเศรษฐกิจใหญ่ และจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐต้องลดนโยบายผ่อนคลาย โดยการดึงสภาพคล่องที่ปล่อยออกมาล้นโลกอยู่ผ่านมาตรการ QE ออก ขณะที่บอนด์ยีลด์เด้งขึ้นไปแตะสูงสุด 1.642% เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา จากสิ้นปีที่แล้วที่อยู่ 0.90% การปรับขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐ สร้างความปั่นป่วนต่อตลาดลงทุนทั่วโลก รวมถึงตลาดตราสารหนี้ไทยด้วย โดยบอนด์ยีลด์ไทยเด้งขึ้นตาม  ทั้งๆที่ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง

โดยบอนด์ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 5 ปี 7 ปี และ 10 ปี เด้งขึ้นไปอยู่ที่ 1.18%  ,1.55% และ 1..95% ตามลำดับ เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่ในช่วงก่อนการระบาดของโควิดรอบแรก  บอนด์ยีลด์เคลื่อนไหวอยู่ที่ 0.68% ,0.73% และ 0.83% ตามลำดับ  เพียงเวลา 1 ปี บอนด์ยีลด์เด้งราว 1 เท่าตัว

อย่างไรก็ตาม แม้สถนการณ์ตลาดบอนด์ได้ปรับตัวลงมาในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาแล้ว แต่บอนด์ยีลด์ก็ยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในระยะข้างหน้า

ดร.ศุภวุฒิ วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวเร็วมาก จากเม็ดเงินที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าไปในระบบ  และหากสหรัฐฉีดวัคซีนให้คนในประเทศได้ทั้งประเทศตามเป้าหมายกลางปีนี้ จะส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสหรัฐกลับมาขยายตัวแรงมาก ซึ่งคาดการณ์ว่าเฉพาะไตรมาส 3 /2563 เติบโตได้ 10% จึงคาดกันว่าเฟดจะดึงสภาพคล่องกลับ เป็นประเด็นที่ทำให้นักลงทุนต่างเทขายบอนด์แล้วเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงกัน

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้ฟื้นตัว แต่บอนด์ยีลด์ของไทย เด้งตามขึ้นไปด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่จะต้องระดมทุนผ่านหุ้นกู้ หรือแม้แต่รัฐบาลที่มีแผนต้องออกพันธบัตรมาขาย เพื่อกู้เงินมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น

โดยที่ภาคธุรกิจที่ยังไม่ได้ฟื้นตัวดีนัก  และยังรายได้ไม่ได้มาก แต่ต้องระดมทุนหรือ roll over หุ้นกู้ที่ครบกำหนด จะมีภาระจ่ายต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มีเครดิตเรทติ้งต่ำๆ เพราะจะถูกบวกเครดิต สเปรด (ค่าความเสี่ยง) เพิ่มขึ้นไปอีกด้านผู้ลงทุนในหุ้นกู้ก็จะมีความเสี่ยงในการถือบอนด์ตามไปด้วย ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว

ข้อมูลจากศูนย์วิจัย กสิกรไทย ระบุว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ แนวโน้มบอนด์ยีลด์สหรัฐ อายุ 10 ปี จะขยับขึ้นไปถึง 1.80% และจะส่งผลต่อบอนด์ยีลด์ไทยทรงตัวอยู่กรอบสูงเหนือ 2% ขึ้นไป

ขณะที่ในปีนี้ รัฐบาลจะมีการกู้ยืมเงินผ่านการออกพันธบัตรวงเงินราว 7 แสนล้านบาท  ซึ่งคาดว่าจะออกอายุ 5 ปีขึ้น ไป ซึ่งวิเคราะห์ว่าจะมีต้นทุนการออกพันธบัตรเพิ่มขึ้นราว 0.50-0.65% คิดเป็นภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 3.5 – 4.6 พันล้านบาท ส่วนของหุ้นกู้ภาคเอกชนดูเฉพาะที่จะออกใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดอายุไถ่ถอน (roll over)ในปีนี้ มีจำนวนราว  5.89 แสนล้านบาท ซึ่งต้นทุนดอกเบี้ยอาจจะเพิ่มขึ้นราว 5.5-6.2 พันล้านบาท ทั้งนี้ขึ้นกับเครดิตสเปรดของแต่ละบริษัทที่ออกด้วย

และนี่คือกับดักภาคธุรกิจจะต้องแบกภาระต้นทุนทางการเงิน ท่ามกลางเศรษฐกิจซึมต่อเนื่องในโลกวัคซีนโควิด

  • ผู้โพสต์ Chitphon
  • 2021-04-19 14:04:48
  • 200

ผู้สนับสนุน