เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2021-04-25 06:05:01
  • 917

ธปท.จี้รัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ...8 ปี นายกฯ บิ๊กตู่ เอาไม่อยู่

By.นางชายขอบ

ช่วงนี้ สถาบันวิจัยชื่อดังของหลายๆแห่ง ต่างพาเหรดปรับประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกันเป็นครั้งที่ 2 ล้อตามวงรอบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบ 2 และรอบ 3 ที่เกิดขึ้นเป็นรายไตรมาสในปีนี้ทีเดียว  


แม้ว่าจะมีวัคซีนแล้ว แต่ไทยยังมีความเสี่ยงที่จะระบาดซ้ำซ้อนจากไวรัสกลายพันธุ์ ซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่จนกว่าถึงเวลานั้น ขณะที่รัฐบาล และหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชนวงกว้าง ต่างก็แก้ปัญหามือระวิงไม่ทันการณ์

แต่ที่แน่ๆ ตั้งแต่เกิดวิกฤติโควิดตั้งแต่ปีที่แล้วถึงวันนี้ พบว่า คนไทยมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตรายวัน จำนวน เพิ่มขึ้นอีก 15 ล้านคน (ข้อมูลด้านหนึ่งของบทวิเคราะห์กลุ่มการเงินเกียรตินาคิน) สะท้อนปัญหารากลึก "ฐานคนจน" ขยายวงกว้างขึ้น เพราะรายได้จากแรงงานหดลงๆ แต่หนี้สินเพิ่มขึ้น วันๆพึ่งรัฐโอนเงินให้ใช้ 

นับตั้งแต่เดือนแรกของปีนี้ที่เกิดการระบาดของโควิดรอบ 2 และซาลงพร้อมๆกับข่าววัคซีนต้านโควิดเข้าประเทศจำนวนหนึ่ง ทว่าผ่านไปได้เพียง 2 เดือนดูเหมือนสถานการณ์ควบคุมการแพร่ระบาดดีขึ้นในช่วงไตรมาสแรก แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาการหนักพอสมควร แม้ว่าจะไม่ได้มีมาตรการล็อคดาวน์กิจกรรมทางเศรษฐกิจเหมือนปีที่แล้วก็ตาม เนื่องจากภาคธุรกิจโดยเฉพาะรายกลางและรายเล็กและประชาชนจำนวนมาก ต่างก็ยังไม่ฟื้นจากพิษโควิดรอบแรกในปีที่แล้ว ต้องมาถูกกระแทกซ้ำในต้นปีนี้ ซึ่งทางแบงก์ชาติออกมาส่งสัญญาณแล้วว่า จะเห็นเศรษฐกิจไทย “หดตัว” หรือตัวเลขติดลบประเดิมตั้งแต่ไตรมาสแรกปีนี้ (ไม่ว่าจะเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาส 4 ปีที่แล้วก็ตาม)

และการระบาดของโควิดรอบ 3 ในเดือนเมษายน กำลังจะซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 นี้ เนื่องจากยอดผู้ติดเชื้อใหม่มีจำนวนเพิ่มขึ้นสูงต่อเนื่องหลักพันรายต่อวัน ซึ่งแม้จะไม่มีล็อคดาวน์เช่นกัน แต่ว่าจำกัดเวลาเปิดบริการ้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกและสถานบันเทิงต่างๆ

ในมุมมองของธนาคารกรุงไทย Krungthai COMPASS ล่าสุดที่ออกมาหมาดๆ เมื่อวันที่ 22 เมษายนนี้ คาดว่า จากการแพร่ระบาดของโควิดรอบ 3 อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือนกว่าสถานการณ์รอบนี้จะคลี่คลาย และในกรณีสถานการณ์เลวร้าย คือ ไทยยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดซ้ำ (Double-dip) และอาจกระทบเศรษฐกิจลากยาวถึง 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกันยายน สิ้นไตรมาส 3 นี้ ทำให้คาดการณ์ว่า ปีนี้ทั้งปี การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) อยู่ในกรอบ 1.5-3% ซึ่งเป็นไปได้ทางฐานต่ำด้วย

โดยตัวฉุดรั้งใหญ่ คือ ภาคท่องเที่ยวที่ปรับลดจำนวนนักท่องเที่ยวไทยเหลือเพียง 98.6 ล้านคน จากคาดเดิมสูง 115.2 ล้านคน ซึ่งผลกระทบโควิดปีนี้สร้างความเสียหายมูลค่า 9 หมื่นล้านบาท และหาก สถานการณ์เลวร้ายจากระบาดซ้ำ จะกระทบนักท่องเที่ยวไทยเหลือ 81.6 ล้านคน มูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 แสนล้านบาททีเดียว ด้านนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดลดเหลือ 1 แสนคนเท่านั้น จากที่เคยคาดการณ์ 2-3 ล้านคน และหากเกิดระบาดซ้ำซ้อน อาจไม่ได้เห็นการเปิดประเทศไตรมาส 4 ปีนี้อย่างที่รัฐคาดหวังแน่นอน

ด้านการใช้จ่ายภายในประเทศ แม้ไม่ล็อคดาวน์กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งประเทศเหมือนปีที่แล้ว แต่ว่า การระบาดโควิดรอบ 3 มีจำนวนผู้ติดเชื้อมาก ถือว่ามีความรุนแรงกว่าโควดรอบ 2 จึงยังคงมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดอยู่ในหลายๆจังหวัด ตามด้วยผลกระทบต่อบรรยากาศความเชื่อมั่นด้วย ประเมินว่า ภาคการบริโภคมีมูลค่าความเสียหายสูง 9.1 – 18.5 หมื่นล้านบาท

ส่วนตัวที่ยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ คงมีเพียงภาคส่งออกที่ขยายตัวได้ดีราว 4.1%ตามเศรษฐกิจโลกและสหรัฐที่มีการฉีดวัคซีนให้คนในประเทศได้ค่อนข้างรวดเร็ว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเม็ดเงินก้อนใหญ่ด้วย ที่ช่วยเพิ่มความต้องการสินค้ามากขึ้น แต่ภาคส่งออกไทยก็ช่วยดัน GDP ไทยโตราว 0.3%

ในช่วงที่เหลือปีนี้ เศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก คือ ความสามารถในการจัดการโควิดกลายพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การกระจายวัคซีนได้ตามแผน และรัฐอัดฉีดเม็ดเงินพยุงเศรษฐกิจได้อีกกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งหากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่เกิดขึ้น ก็มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้น้อยกว่าที่ประมาณการณ์ได้

ฝั่งสถาบันวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินถึง แนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ยังคงติดลบต่อเนื่องจากไตรมาสแรก ซึ่งภายใต้คาดการณ์เศรษฐกิจไทยที่ติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน เรียกได้ว่า ไทยกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  

ส่วนสาเหตุที่ไตรมาสสองยังหดตัว เนื่องมาจากช่วงเทศกาลสงกรานต์คนเดินทางท่องเที่ยวลดลง กลุ่มคนอาชีพอิสระมีรายได้ลดลง เพราะคนออกนอกบ้านน้อยลง และคนระมัดระวังการใช้จ่าย ส่งผลให้ยอดขายของร้านค้าปลีกต่างๆลดลง ไม่เว้นแม้แต่ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และสุดท้าย กระทบต่อความเชื่อมั่นการบริโภคที่ลดลง โดยเฉพาะการซื้อสินค้าใหญ่อย่างรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ส่งผลให้ภาคการบริโภคหดตัว แม้จะไม่รุนแรงเท่าช่วงเดียวกันปีที่แล้วที่ล็อคดาวน์ทั้งประเทศ  

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ CIMB Thai มองว่า การระบาดของโควิดรอบ 3 ส่งผลกระทบต่อภาคการบริโภครุนแรงกว่าโควิดรอบ 2 เมื่อต้นปีนี้ แต่ก็ยังพอมีเครื่องยนต์บางส่วนที่อาจกระทบไม่มาก นั่นคือ ภาคส่งออกที่ขยายตัวจากอานิสงส์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีกลุ่มชื้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป เคมีภัณฑ์ ยางพารา เป็นต้น ซึ่งคนที่ทำงานในกลุ่มเหล่านี้ ยังพอมีรายได้ทรงตัวตามชั่วโมงการทำงานและอาจไม่ได้ลดลงมาก จึงประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เติบโต 2%จากคาดเดิม 2.6%

สำหรับตัวแปรสำคัญที่จะมีผลต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย ขึ้นอยู่กับ การควบคุมโควิดได้รวดเร็ว และมาตรการชดเชยรายได้แก่ผู้ได้รับผลกระทบของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเงินโอนตามมาตรการต่างๆ มาตรการลดค่าครองชีพทั้งน้ำ ไฟ ค่าเดินทางสาธารณะ และที่สำคัญ แบงก์ชาติจะแก้ปัญหาอัดฉีดเงินกู้ให้ภาคธุรกิจที่มีปัญหาได้อย่างไร และมาตรการพักชำระหนี้ที่ผ่อนให้จะครบกำหนดสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้แล้ว  

เพราะฉะนั้น ต้องจับตาผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของแบงก์ชาติ ในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ ที่อาจจะเห็นการออกมาตรการเพิ่มเติม และอาจเห็นโอกาสปรับลดค่าธรรมเนียมการนำส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) อีกครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องต้นทุนกับฝั่งแบงก์ เพื่อเข้าช่วยเหลือลูกหนี้ให้มากกว่านี้ และอาจเห็นการส่งสัญญาณแนวโน้มเศรษฐกิจไทยอีกครั้งเช่นกัน

ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทย ล่าสุด ปรับคาดการณ์ GDP ปีนี้ลงต่ำอยู่ที่ 1.8 % จากเดิมคาดไว้ที่ 2.6% ซึ่งตัวที่ถูกปรับลดลงมาก คือ ภาคการบริโภค เนื่องจาก โควิดรอบ 3 ยิ่งกดความเชื่อมั่นการบริโภคใช้จ่ายลดลงอย่างมาก ขณะที่ความหวังจากมาตรการเยียวยาที่จะออกมาเพิ่มเติมช่วยพยุงรายได้ภาคครัวเรือน ซึ่งภาครัฐได้ส่งสัญญาณแล้วว่าจะมีโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 ออกมาในเดือนมิถุนายนนี้ โดยใช้เม็ดเงินที่เหลือราว 2 แสนกว่าล้านบาทจากวงเงินของพ.ร.บ. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท และเม็ดเงินจากงบกลางของงบประมาณปี 2564  ประมาณ 1.3 แสนล้านบาท

ทั้งนี้  เมื่อต้นปีจนถึงไตรมาส 2 นี้ รัฐบาลได้ใส่เม็ดเงินผ่านมาตรการเยียวยาไปแล้ว 3 โครงการ รวมเม็ดเงินราว 2.68 แสนล้านบาท ได้แก่ โครงการ เราชนะ จำนวน 2.1 แสนล้านบาท โครงการเพิ่มกำลังซื้อในบัตรสวัสดิการรัฐ ระยะที่ 2 จำนวน 2.1 หมื่นล้านบาท และโครงการ ม .33 เรารักกัน จำนวน 3.7 หมื่นล้านบาท

ขณะที่กระทรวงการคลัง รายงานผลของมาตรการเยียวยาผ่านโครงการต่างๆที่ออกมา ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา มีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการต่างๆจำนวนรวม 32.8 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 2.01 แสนล้านบาท กระจายเข้าไปผ่านร้านค้าต่างๆที่เข้าร่วมโครงการกว่า 1.3 ล้านกิจการ

ภาพจิ๊กซอว์ของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คงยังไม่สดใสอีกปี และแบงก์ชาติ ยังออกมาย้ำว่า อดีตที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตในแต่ละครั้ง พบว่าศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้ม "ต่ำลง" และครั้งนี้ วิกฤตโควิด -19 กำลังสร้างscarring effects หรือแผลเป็นในระบบเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น มีความจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเด็นนี้มีการพูดถกเถียงมายาวนานหลายปี ไม่ว่าจะเป็นแบงก์ชาติ สภาพัฒน์ และรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่เข้ามานั่งตำแหน่งนานกว่า 8 ปีนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 แล้ว ซึ่งประกาศตั้งแต่ปีนั้น ว่า พร้อมนำประเทศปฏิรูป 11ด้าน ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ด้านเศรษฐกิจ แต่จนถึงวันนี้ นอกจากปฏิรูปไมาเกิดขึ้นแล้วยังเห็นโครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังจะทรุดลงอยู่ข้างหน้าด้วย

แนวโน้มเศรษฐกิจ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการปรับตัวของตลาดหุ้นไทย และวันนี้ ตลาดหุ้นกำลังสะท้อนปรับตัวกระท่อนกระแท่นมีอาการไปต่อไม่ไหวอีกทั้งยังไม่สามารถกลับมาสู่นิวไฮก่อนหน้านี้ที่ทะลุ 1,600 กว่าจุดเมื่อปี 2560 ขณะที่ตลาดหุ้นในต่างประเทศหลายแห่งกลับไปแตะนิวไฮกันแล้ว

  • ผู้โพสต์ Chitphon
  • 2021-04-25 06:05:01
  • 917

ผู้สนับสนุน