เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2021-05-09 05:30:02
  • 649

รัฐบาลอัดมุขเดิมๆ เทงบฯกู้ 2 แสนล้าน แจกถ้วนหน้า

By.นางชายขอบ

ท่ามกลางความหวาดกลัวและสับสนมึนงงของคนไทยว่า ควรฉีดวัคซีนโควิดดีหรือไม่ดี? รัฐบาลเอาวัคซีนยี่ห้อไหนมาฉีดให้ประชาชน? แล้วยี่ห้อไหนดีกว่ากัน มีผลข้างเคียงน้อย? เอกชนนำเข้าได้หรือไม่ได้? สารพัดคำถามที่สงสัยคาใจจนต้องระบายเต็มฟีดโลกโซเซียล ท่ามกลางเสียงก่นด่ารัฐบาลแค่จัดการเรื่องฉีดวัคซีนให้ประชาชน ก็ยังมีปั่นป่วนและยังมีหอกข้างแคร่ "โทนี่-ทักษิณ" คอยทิ่มแทงในคลับเฮ้าส์อีก จนนำมาสู่ประเด็น"วัคซีนทิพย์"


ยิ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาความล่าช้าของการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ของประเทศไทยทอดยาวไปอีกในระยะข้างหน้า ขณะที่สถานการณ์การระบาดโรคไวรัสโควิด-19 รอบ 3 มีความยืดเยื้อขณะที่จำนวนยอดผู้ติดเชื้อใหม่ยังคงอยู่ระดับสูง ล้วนเป็นข่าวลบที่ฉุดรั้งความเชื่อมั่นทุกๆมิติทั้งสังคม เศรษฐกิจและการเมือง

ด้านแบงก์ชาติเองก็ส่งเสียงไซเรนดังขึ้นและถี่ขึ้น ว่า โควิดระลอก 3 ตอนนี้กำลังบีบคั้นเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงมากขึ้นทุกที โดยการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้ถกปัญหาโจทย์ใหญ่ของประเทศ คือ การจัดหาและกระจายฉีดวัคซีน อันเป็นตัวแปรหลักของการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และมีผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ภายใต้สมมติฐาน 3 กรณี ได้แก่

กรณีแรก รัฐบาลจัดหาและกระจายวัคซีนได้จำนวน 100 ล้านโดส ภายในปีนี้ จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในช่วงไตรมาสแรกปี 2565 ซึ่งจะส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้อยู่ที่ 2% และปีหน้า 4.7% และจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.2 ล้านคน และ 15 ล้านคน ตามลำดับ ส่วนผู้ว่างงานอยู่ที่ 2.7 ล้านคนภายในปีหน้า ถือว่าเป็นกรณีที่ดีที่สุดในแง่ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ต่ำสุด เพราะยิ่งมีภูมิคุ้มกันหมู่เร็วเท่าไหร่ จะยิ่งเปิดประเทศได้เร็วในปลายปีนี้และปีหน้า และจะเปิดทางให้เศรษฐกิจเข้าสู่โหมดการฟื้นฟูได้เร็วขึ้น ช่วยลดผลกระทบระยะยาวต่อภาคธุรกิจและตลาดแรงงาน

กรณีที่สอง หากรัฐจัดหาและกระจายวัคซีนได้ตามแผนเดิม คือจำนวน 64.6 ล้านโดส ในปีนี้ จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ราวไตรมาส 3 ปีหน้า ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตปีนี้ 1.5% และปีหน้า 2.8% และมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีจำนวน 1 ล้านคน และ 12 ล้านคน ตามลำดับ ส่วนผู้ว่างงาน 2.8 ล้านคนในสิ้นปีหน้า ในกรณีนี้มีต้นทุนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นราว 4.6 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับกรณีแรก หรือคิดเป็นสัดส่วน 3%ของ GDP

กรณีที่สาม  รัฐจัดหาและกระจายวัคซีนได้ช้าและมีจำนวนน้อยกว่า 64.6 ล้านโดส จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ในไตรมาส 4 ปีหน้า ส่งผลต่อเศรษฐกิจเติบโต 1%  ปีนี้และ  1.1%ในปีหน้า และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง 8 แสนคน และ 8 ล้านคน ตามลำดับ ส่วนผู้ว่างงานอยู่ที่ 2.9 ล้านคน ภายในสิ้นหน้า กรณีนี้ ต้นทุนทางเศรษฐกิจมีมูลค่าสูงถึง 8.9 แสนล้านบาทเมื่อเทียบกับกรณีแรก สัดส่วน 5.7%ของ GDP

อีกโจทย์ใหญ่ที่เป็นความเสี่ยงสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจ คือ ฐานะการเงินที่เปราะบางเพิ่มเติม โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs และธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งมีความสามารถในการชำระหนี้ลดลงตามรายได้ที่ลดลง ขณะที่ภาคครัวเรือนมีสัดส่วนเงินออมต่อรายได้ลดลง ทำให้ความสามารถในการรองรับค่าใช้จ่ายได้ลดลง สะท้อนภาพลูกหนี้เน่ากำลังจะเพิ่มมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ในภาคธุรกิจหรือภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มคนตกงานเพิ่มมากขึ้นทั้งคนเคยทำงานและเด็กจบใหม่จำนวนมาก

ทั้งๆ ที่ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงวันนี้ ทั้งแบงก์ชาติและรัฐบาลได้ใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการงัดมาตรการพักหนี้- ปรับโครงสร้างหนี้ มายื้อชีวิต และเติมสภาพคล่องใหม่ผ่านซอฟโลนเป็นน้ำจิ้มให้ แต่คนอ่อนแอก็ยังเข้าไม่ถึงเงินกู้ก้อนนี้อยู่ดี แม้จะผ่อนเกณฑ์ให้ก็ตาม เพราะเจ้าหนี้ไม่ผ่านอนุมัติก็ทำอะไรไม่ได้ ส่วนรายที่ธุรกิจไปต่อไม่ไหว ก็แก้ด้วยการ "แช่แข็ง"หรือมาตรการพักทรัพย์พักหนี้ (Asset warehousing) 

มาตรการทางการเงินเหล่านี้ เหล่าเอสเอ็มอีมากมาย คงมีฐานะการเงินที่แย่ลงเพราะรายได้ที่ลดลง แต่มีภาระหนี้ท่วมล้นจะจ่ายไหว วันนี้จึงไม่สามารถทนพิษเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึงได้ 

ในมุมของแบงก์ชาติ เห็นว่าปัญหาสภาพคล่องกระจายไม่ทั่วถึงทั้งๆที่สภาพคล่องในระบบสูง  ทางกนง. จึงสรุปด้วยมติเอกฉันท์ "คงดอกเบี้ยนโยบาย 0.50%" ไว้เหมือนเดิม พร้อมแจงเหตุผล อัตราดอกเบี้ยต่ำมานานก็ไม่ได้มีบทบาทช่วยลูกหนี้ฟื้นตัวได้เท่าไหร่นัก  และกระตุ้นรัฐบาลให้รีบฉีดวัคซีน และอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มอย่างต่อเนื่อง และทำยาวๆไปทั้งๆที่รู้ว่างบฯปี 2565 ของรัฐบาลจะมีจำกัดลงก็ตาม แต่ต้องทำต่อไป

มองไปข้างหน้าเห็นแต่ประเทศไทยอาการหนัก เพราะแผลเป็นทางเศรษฐกิจจากพิษโควิดยืดเยื้อ สวนทางกับเศรษฐกิจในหลายๆประเทศที่ทยอยเริ่มฟื้นกันแล้ว หากเทียบดูกับประเทศเพื่อนบ้านไทยก็คงหนีไม่พ้นต้องเทียบกับเวียดนาม

ซึ่งข้อมูลความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิดที่ยืดเยื้อเหล่านี้ ได้ส่งตรงถึงมือรัฐบาล บิ๊กตู่ - พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตริ และรองนายกฯทีมเศรษฐกิจกันไปหมดแล้ว

จึงเป็นที่มาของมาตรการการคลังที่รัฐบาลทำได้ในเวลานี้  คือ การเพิ่มสภาพคล่องผ่านการให้เงินกู้ มี 2 มาตรการ ได้แก่ สินเชื่อสู้ภัยโควิด วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท สำหรับผู้มีรายได้ประจำ คนทำงานฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบการรายย่อย จนถึงเกษตรกรรายย่อย ซึ่งมอบหมายให้ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ดำเนินการปล่อยกู้รายละ 10,000 บาท ดอกเบี้ย 0.35% เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยปลอดชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรก  และมาตรการพักชำระหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งจะยืดหนี้ไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2564 นี้ แต่ขึ้นกับความสมัครใจของลูกหนี้

และที่ขาดไม่ได้ คือ มาตรการแจกเงินที่เฝ้ารอกัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านงบฯเงินกู้กว่า 2.25 แสนล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยกลุ่ม “คนละครึ่ง เฟส 3” ที่จะมีจำนวนรวม 31 ล้านคน (แบ่งเป็นคนละครึ่งเฟส 1-2 จำนวน 15 ล้านคน และลงทะเบียนใหม่อีก 16 ล้านคน) ได้คนละ 3.000 บาทเงื่อนไขเหมือนเดิมใช้วันละ 150 บาท

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนถือ “บัตรสวัสดิการคนจน” ที่มีจำนวน  13.65 ล้านคน และกลุ่มคนพิเศษที่ได้ “เพิ่มกำลังซื้อ” จำนวน 2.5 ล้านคน ซึ่งจะได้เงินโอนเพิ่มเดือนละ 200 บาท 6 เดือน และกลุ่มสุดท้าย แจกให้คนรวยผ่านโครงการ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” จ-นวน 4 ล้านคน ได้รับ อี-วอยเซอร์ คนละ 7,000 บาท ซึ่งทั้ง 4 กลุ่ม รวมเป็นจำนวนคนที่ได้รับเงินใช้จ่ายตั้งแต่เดือนก.ค. - ธ.ค. 2564 นี้

พร้อมกับยังแจกเพิ่มทั้งโครงการเราชนะจำนวน 32.9 ล้านคน และโครงการ ม. 33 เรารักกัน จำนวน 3.27 ล้านคน จะได้รับเงินเพิ่มอีกคนละ 1,000 บาทต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ด้วย ซึ่งโครงการแจกเงินรอบนี้ (ไม่นับรวม ม. 33 เรารักกัน )   

ปีนี้โควิดระบาดใหม่ รัฐบาลทุ่มเงินหมดหน้าตัก ปลุกชีพจรการบริโภคใช้จ่ายภายในประเทศ ไม่ว่าจะคนจนคนรวย ดึงให้ร่วมควักเงินมาช่วยกันหมุนรอบเศรษฐกิจกัน

ขณะที่เงินแจกก็มาจากการกู้ผ่านพ.ร.ก.กู้ 1  ล้านล้านบาท ซึ่งกำหนดเงื่อนไขต้องใช้เงินก้อนนี้ภายในสิ้นปีงบประมาณ 2564 นี้ (ณ สิ้นเดือนก.ย.) ขณะที่เมื่อถึงเวลานั้น ประเทศไทยจะมีหนี้สาธารณะสัดส่วนอยู่ที่  56% ของ GDP (ภายใต้คาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้หดตัว 1%จากผลกระทบโควิดระลอกใหม่) ซึ่งยังต่ำกว่าเพดานวินัยการคลังที่ระดับ 60%  และยังมีช่องให้กู้เพิ่มได้อีกก็ตามที ซึ่งก็มีแนวโน้มรัฐบาลเตรียมแผนจะกู้เพิ่มเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการได้รับผลกระทบโควิดยืดเยื้อในงบฯปี 2565 เป็นแน่แท้

แต่คำถามอยู่ที่ วันนี้ยังคงใช้วิธีแก้ปัญหาระยะสั้นขัดตาทัพไปก่อน เมื่อไหร่รัฐบาลจะพูดถึงมาตรการสร้างงานช่วยคนตกงานจำนวนมากเสียที  เพื่อให้คนกลับมาหารายได้กันต่อไป 

อย่าลืมว่าโครงการแจกเงินหมดลงในช่วงไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ซึ่งจะเป็นรอยต่อสำคัญกับห้วงเวลาสร้างภูมิคุ้มกันหมู่  ที่แบงก์ชาติมีความหวังว่าจะเกิดได้เร็วสุดไตรมาสแรกปีหน้า ในกรณีที่รัฐสามารถฉีดวัคซีนได้ถึงเป้าหมาย 50 ล้านคน 

แต่หากทุกอย่างผิดจังหวะเวลานี้ไป ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศขึ้น น่าจะเห็นภาพเศรษฐกิจ-ธุรกิจพังไปพร้อมๆกับรัฐบาลพัง เพราะวันนี้ปมความขัดแย้งการเมืองไทย กำลังบ่มร้อนระอุพร้อมปะทุทุกเมื่อ 

  • ผู้โพสต์ Chitphon
  • 2021-05-09 05:30:02
  • 649

ผู้สนับสนุน