เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2021-05-23 06:05:01
  • 782

GDP หด 5 ไตรมาสต่อเนื่อง...เส้นทางไร้แสงสว่าง

By นางชายขอบ

โควิดระบาดรุนแรงระลอก 3 ครั้งนี้ เข้าทางรัฐบาลที่ชงขอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการขอกู้เงินเพิ่มอีก 7 แสนล้านบาท นับเป็นการกู้ครั้งที่สอง เพื่อกู้วิกฤตเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิดระลอกใหม่ หลังจากเมื่อปีที่แล้ว ได้มีมติออกพ.ร.ก. กู้ 1 ล้านล้านบาทไปแล้ว ซึ่งใช้เงินไปกับการสู้โควิด 2 รอบแรก โดยส่วนใหญ่ใช้ไปกับมาตรการเยียวยามากกว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตามที่เคยตั้งเป้าหมายไว้ก่อนหน้านี้ เพราะรัฐบาลหว่านเงินแจกทั่วทุกกลุ่มคนจนคนพิเศษคนรวยทั่วประเทศ

จริงๆ ที่มาที่ไปก่อนที่รัฐบาลจะมีการขอกู้เงินเพิ่มนั้น เริ่มจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ความวิตกกังวลออกมาว่า

ประเด็นแรก รัฐบาลใช้เงินในการพยุงเศรษฐกิจหมดแล้ว ร้อนถึงสภาพัฒน์ฯต้องมาชี้แจงด่วนว่า รัฐบาลยังมีเงินเพียงพอพยุงเศรษฐกิจ โดยมีวงเงินที่เหลือจากงบประมาณปี 2564 ในส่วนที่เป็นงบกลาง ในส่วนของเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน ภายใต้งบประมาณปี 2564  วงเงินที่เหลืออยู่  9.8 หมื่นล้านบาท และค่าใช้จ่ายบรรเทาแก้ปัญหาและเยียวยาฯ ที่มีวงเงินเหลืออีก 3.7 หมื่นล้านบาท และงบประมาณปี 2565 (เริ่มเดือนต.ค. 2564) รัฐบาลตั้งงบกลางฯไว้จำนวน  8.9 หมื่นล้านบาท ส่วนวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทนั้น  ณ วันที่ 11 พ.ค. ที่ผ่านมา ยอดอนุมัติวงเงินไปแล้วทั้งสิ้น 8.33 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก  1.66 แสนล้านบาท 

แต่ทำไมเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ครม. จึงมีมติขอกู้เพิ่มอีก 7 แสนล้านบาท  ทั้งๆที่สภาพัฒน์ฯบอกว่ามีเงินเหลือเพียงพอ ซึ่งหากตีความตามมติครม. รัฐบาลตังค์หมดอย่างที่วิพากษ์วิจารณ์จริง

ประเด็นที่สอง วิกฤตโควิดเกิดตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลใช้เงินกู้รวมทั้งหมด 1.7 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 11-12% ของ GDP หรือมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมรายได้ในประเทศที่อยู่ประมาณ 15-16 ล้านล้านบาทของ GDP ในปีนี้ โดยสภาพัฒน์ฯคาดเศรษฐกิจเติบโต 2%   และหากเงินกู้รอบใหม่ใช้ 7 แสนล้านบาท หมดแล้วเศรษฐกิจยังย่ำแย่ คนยังตกงานขาดรายได้อ้าปากพะงาบๆ ธุรกิจคงหายใจรวยริน  รัฐบาลจะต้องกู้เงินต่อไปถึงเมื่อไหร่  จึงจะเห็นเศรษฐกิจฟื้นตัวดีเหมือนประเทศอื่นๆ  และรัฐบาลจะมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงการใช้เงินกู้ไปอย่างคุ้มค่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือไม่ รัฐบาลควรตั้งหลักแก้ปัญหากู้วิกฤตให้ตรงจุดแทนเฉพาะหน้าได้

ประเด็นที่สาม คือ สัดส่วนหนี้สาธารณะ สิ้นมี.ค. 2564 ที่มีการกู้เงินเพื่อไปใช้ในมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเกือบเต็ม 1 ล้านล้านบาท ทำให้ ประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 54.3% ของ GDP และศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากรัฐบาลใช้เงินกู้ก้อนใหม่ราว 3.5 แสนล้านบาท (50%ของกู้รอบใหม่) จะทำให้สิ้นปีงบ 2564 (ณ 30 ก.ย.2564) มีสัดส่วนหนี้สาธารณะ 58.7%– 59.6%ของ GDP ซึ่งก็ปริ่ม ๆ เพดานวินัยการคลังที่ระดับ 60% แล้ว เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้จะต้องจับตารัฐบาลจะปลดล็อคเพดานวินัยการคลังเป็นสัดส่วนเท่าไหร่  ซึ่งเท่ากับการเปิดช่องให้กู้เงินเพิ่มได้มากขึ้น และรัฐบาลจะพูดถึงการวางแผนจัดหารายได้เพิ่มขึ้นจากส่วนใดบ้าง เพื่อให้เห็นว่าสามารถจ่ายหนี้ที่ก่อไว้ได้ แต่จนถึงวันนี้รัฐไม่ได้พูดเรื่องรายได้ กลับมีแต่รายจ่ายที่พุ่งพรวดเร็วมาก

ทั้งนี้ แหล่งรายได้ของรัฐบาล จะมาจาก 2 ส่วนหลักๆ คือ รายได้จากการเก็บภาษีอากร ที่มีทั้งภาษีทางตรงและทางอ้อม และรายได้จากรัฐวิสาหกิจ นำส่งเข้ามาที่กระทรวงการคลัง ซึ่งรัฐบาลจะมีรายได้ดี ก็หมายถึงเศรษฐกิจดีเศรษฐกิจสดใส ทำให้ภาคธุรกิจ สามารถทำของขายได้มากมีรายได้มีกำไรมาก  ซึ่งรัฐวิสาหกิจก็เช่นเดียวกัน แต่ในกลับกันหากแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวลงจนถึงระดับหดตัว ก็คงจะนึกภาพออกว่าบรรดาธุรกิจจะตกชะตาขาดทุนตามมากันไม่น้อย

โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยทุกวันนี้ ทุกภาคส่วนถูกพิษโควิดกระหน่ำซ้ำเติมรวม 3 ระลอกแล้วนับตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบันนี้ ล่าสุดสภาพัฒน์ฯรายงานว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทย หดตัวต่อเนื่องกันมา 5 ไตรมาสนับจากที่เริ่มเกิดโควิดในไตรมาสแรกปี 2563 GDP เริ่มติดลบ 1.8% จนถึงไตรมาสแรกปีนี้ ที่มีโควิดระลอก 2 กระทบต่อ GDP ติดลบ 2.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) และถึงแม้ว่า GDP ไตรมาสแรกเทียบกับไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้ว (QoQ ปรับฤดูกาล) ดูเป็นบวกสิวๆแค่ 0.2% เท่านั้น

ด้านแบงก์ชาติได้ฟันธงออกมาแล้ว คือ โควิดระลอก 3 ที่เกิดตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 หนักกว่าโควิดระลอก 2 เพราะแม้ไม่มีล็อคดาวน์ทั้งประเทศเหมือนปีที่แล้วก็ตาม ด้านกำลังซื้อแผ่วเบามาก เพราะคนมีรายได้ลดลง และจะเห็นคนตกงานเพิ่มขึ้น  ฝั่งผู้ประกอบการหลายๆธุรกิจถูกกระแทกซ้ำซ้อนจากโควิดจนไม่มีโอกาสจะฟื้นตัวได้ทัน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับภาคท่องเที่ยวถูกแช่แข็งยาวไปเป็นปีที่สอง  แม้ว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ก็ตาม

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ของธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินเศรษฐกิจไตรมาส 2 นี้ อาการ “ทรุดตัว” ชัดเจนจากการระบาดรุนแรงของโควิดระลอก 3 กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงมากกว่าไตรมาสแรก ซึ่งสะท้อนจากภาคบริโภคเอกชนที่เป็นเศรษฐกิจหลัก พบว่า เม็ดเงินที่รัฐใส่เข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจมีเพียง 8.5 หมื่นล้านบาท จากการเพิ่มวงเงินมาตรการเราชนะและม.33 เรารักกันไปอีก 2 สัปดาห์ ซึ่งรัฐใส่เงินน้อยกว่าไตรมาสแรก ที่รัฐใส่เงินมากกว่า 2.9 แสนล้านบาท ผ่านหลายมาตรการ เช่น เราชนะ ม.33 เรารักกัน คนละครึ่งเฟส 2 เป็นต้น ซึ่ง GDP ไตรมาสแรกยังหดตัวถึง 2.6%

EIC ชี้สัญญาณอันตรายที่กำลังเกิดขึ้น คือ แผลเป็นทางเศรษฐกิจไทยมีแต่ลึกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการเปิดปิดกิจการที่อาจปรับแย่ลง ภาวะตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้น ส่วนคนรวยจะมีพฤติกรรมออมเงินที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ไม่อยากใช้จ่าย ทาง EIC จึงปรับคาดการณ์ GDP โต 2.0%

ทิศทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง สำนักวิจัยหลายๆค่าย ต่างมองทิศทางเดียวกันว่า คงจะกลับมาฟื้นตัวอย่างช้า ๆ โดยจะมีเพียงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเป็นตัวหลัก คือ 

ภาคส่งออกขยายตัวตามเศรษฐกิจประเทศหลักๆ สหรัฐ จีนสำหรับการลงทุนภาคเอกชนจะเริ่มฟื้นตัวสอดคล้องกับภาคการส่งออกและความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้น 

ภาคท่องเที่ยวที่มีความหวังริบหรี่ หากกระจายวัคซีนได้เร็ว ก็น่าจะเริ่มทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ สภาพัฒน์ฯคาดมีจำนวน 5 แสนคนในปีนี้ โดยนำร่องในเมืองท่องเที่ยวหลัก อาทิ ภูเก็ตโมเดล 

การบริโภคเอกชนจะขยายตัวได้ ก็ยังต้องพึ่งพิงแรงกระตุ้นจากภาครัฐใส่เงินให้ประชาชนต่อเนื่อง 

ขณะนี้แต่ละสำนักงานวิจัย ต่างพาเหรดปรับประมาณการณ์ GDP ปีนี้ คือ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่เศรษฐกิจเติบโต 1.8% ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี  คาดขยายตัว 1.9%  EIC และวิจัยกรุงศรี ปรับลดคาดการณ์ GDP อยู่ที่ 2.0% เท่ากับสภาพัฒน์ฯที่เพิ่งปรับใหม่เช่นกัน ฝั่งแบงก์ชาติ จะมีการปรับคาดการณ์อีกครั้งกลางปีนี้ โดยล่าสุด (มี.ค.) คาด GDP ปีนี้ 3% และปีหน้า 4.7%

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) ของธนาคารทหารไทยธนชาต มองข้ามช็อตเศรษฐกิจในปีหน้า ว่า กรณีแรก รัฐฉีดวัคซีน 300,000 โดสต่อวันภายในปีนี้ จะทำให้สามารถไทยเปิดประเทศได้เต็มรูปแบบในไตรมาสแรกปี 2565 จะช่วยดึงภาคการท่องเที่ยวให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 10 ล้านคน ส่วนการส่งออกสินค้าคาดเติบโต 4.1% ในด้านการบริโภคภาคเอกชนกลับมาขยายตัวดีต่อเนื่อง จึงคาดว่าในปี 2565 เศรษฐกิจไทยเติบโต 3.6%

ส่วนกรณีที่สอง รัฐสามารถกระจายวัคซีนได้เร็วมากขึ้น 500,000 โดสต่อวัน จะเป็นปัจจัยเร่งให้เปิดประเทศได้เร็วตั้งแต่เดือนพ.ย. 2564 ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ปีหน้ามีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มเป็น 13.8 ล้านคน ผลักดันให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัว 4.4%

ท่ามกลางการฟื้นตัวอย่างช้าๆของเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้า ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องเดินหน้าแก้ปัญหาระยะยาวโดยนำเม็ดเงินมาใช้ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจริงๆจังๆ ลงทุนโครงการต่างๆของรัฐ ที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีได้ ก่อให้เกิดการจ้างงาน เพื่อให้คนตกงานมีรายได้ 

เพราะหากรัฐกู้เงินหลายล้านล้านบาทมาแจกอย่างเดียว จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยไร้แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เพราะมีแต่ต้องเผชิญปัญหาหนี้สาธารณะสูง การจัดเก็บรายได้ตกต่ำ ประเทศถูกลดอันดับเครดิตหรือความน่าเชื่อถือลง ประเทศไทยคงมีแต่ข่าวลบท่วมประเทศท่วมตลาดหุ้น นักลงทุนทั่วโลกคงขาดความเชื่อมั่นการลงทุนในไทย

  • ผู้โพสต์ Chitphon
  • 2021-05-23 06:05:01
  • 782

ผู้สนับสนุน