เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2021-06-25 14:29:15
  • 431

แบงก์ชาติฟันธงเศรษฐกิจไทยฟื้นช้าลง

By.นางชายขอบ 

มติผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง) ของแบงก์ชาติ ครั้งที่ 4 ในรอบปีนี้ เสียงเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% และประเมินว่า โควิด-19 รอบ 3 กระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจช้าลงและกระจายไม่ทั่วถึงมากขึ้นเมื่อเทียบกับการประเมินสถานการณ์ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา 


พร้อมกับปรับลดประมาณการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปีนี้เหลือ 1.8% จากคาดเดิม 3% และปีหน้าเหลือ3.9% จาก 4.7% ปัจจัยหลักจากการบริโภคในประเทศที่ชะลอตัวจากพิษโควิด และจำนวนนักท่องเที่ยวค่างชาติที่คาดจะเข้ามาเพียง 7 แสนคนในปีนี้ และปีหน้า 10 ล้านคนเท่านั้น 

กนง. ยังชี้โจทย์สำคัญอยู่ที่การเร่งจัดหาและกระจายวัคซีนให้เพียงพอและทันการณ์ ซึ่งเป็นการแข่งกับการแพร่ระบาดของโควิดที่ยังรุนแรงอยู่ในเวลานี้ 

ทุกวันนี้ รัฐบาลยังมีปัญหากับแผนการเร่งจัดวัคซีนโควิด-19 และจัดสรรวัคซีนดังกล่าว เพื่อกระจายฉีดให้ประชาชน ที่มีความไม่แน่นอนสูง และอาจพลาดเป้าหมายการฉีดด้วย จากกรณีฐานประเมินว่า การฉีดวัคซีน 2 เข็มให้ครอบคลุม 50%ของประชากรภายในปีนี้ ซึ่ง จะยิ่งทำให้การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd immunity) ล่าช้าออกไปอีกไปถึงไตรมาส 2 ปี 2565 ซึ่งจะยิ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากขึ้น 

ปัจจุบัน ยอดผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิดตั้งแต่ 28 ก.พ. - 22 มิ.ย. 2564 จำนวน 8.15 ล้านโดส ใน 77 จังหวัด โดยยอดสะสมดังกล่าวแบ่งเป็นเข็มแรกจำนวน 5.8 ล้านราย และเข็มที่สองจำนวน 2.3 ล้านรายเท่านั้น ซึ่งยังไม่ถึง 10%ของจำนวนคนไทยทั้งประเทศ 

ขณะที่มีการประเมินว่า ประสิทธิผลชองวัคซีนที่ไทยใช้ในปัจจุบัน กว่าจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้จะต้องมีการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมมากกว่า 80%ของประชากรไทย ในขณะเดียวกัน ความสามารถในการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสที่มีการกลายสายพันธุ์ ยังมีอยู่ตลอดเวลา นี่คือปัจจัยเสี่ยงที่รออยู่ข้างหน้า 

ความเสียหายทางเศรษฐกิจไทยในวันนี้ KKP กลุ่มการเงินเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์เปรียบเทียบการใช้งบของรัฐระหว่างการแจกเงินเยียวยาและการนำไปใช้ซื้อวัคซีนดีๆมาฉีดให้คนไทยมากขึ้น โดยปัญหาการฉีดวัคซีนที่ล่าช้า กำลังสร้างต้นทุนมหาศาลต่อเศรษฐกิจไทยใน 3 ช่องทาง ดังนี้ 

ช่องทางแรก ความไม่แน่นอนจากการระบาดระลอกใหม่ๆ ซึ่งประเมินจากตัวอย่างเศรษฐกิจในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา การบริโภคที่หดตัวลงราว 4% และการลงทุนที่ติดลบ 2% คิดเป็นมูลค่าราว 4.5 พันล้านบาท หรือต้นทุนต่อเศรษฐกิจประมาณ 2.35 หมื่นล้านบาทต่อเดือน 

ช่องทางที่สอง ภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวล่าช้ากว่าเดิม แม้ว่านายกรัฐมนตรีประกาศจะเปิดประเทศภายใน 120 วันก็ตาม แต่ทว่ายังมีโจทย์ต่างๆอีกมาก โดยเฉพาะในระยะข้างหน้า จะไม่ได้เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทยเช่นอดีตก่อนโควิดได้ ยิ่งปัจจุบัน นโยบายของรัฐบาลจีนที่ยังปิดประเทศและให้คนจีนเที่ยวในประเทศเป็นสำคัญ โดย KKP คาดการณ์ปีนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพียง 1.6 แสนคนเท่านั้น และปีหน้ามีจำนวน 5.8 ล้านคน ซึ่งหากประเมินการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวอยุ่ที่เฉลี่ย 34,000 บาทต่อคน คิดเป็นต้นทุนเศรษฐกิจปีนี้ประมาณ 9.65 หมื่นล้านบาท และปีหน้า 2.92 แสนล้านบาท 

ช่องทางที่สาม ต้นทุนทางการคลังจากนโยบายเยียวยาที่ต้องออกเพิ่มเติม ซึ่งมีมูลค่าที่สูงกว่าราคาวัคซีนหลายเท่า ซึ่งในการระบาดรอบใหม่ รัฐต้องออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกกว่า 2.19 แสนล้านบาท ผ่านนโยบายทั้งการแจกเงิน การให้เงินอุดหนุน โครงการคนละครึ่ง โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ และเปรียบเทียบกับราคาวัคซีนจะพบว่า หากนำนโยบายที่ใช้เยียวยาจากการระบาดระลอกใหม่เพียงสองสัปดาห์ไปซื้อและฉีดวัคซีนแทนจะสามารถซื้อ Pfizer ได้ถึง 129.4 ล้านโดส Moderna ได้ถึง 83.1 ล้านโดส ซึ่งเพียงพอสำหรับประชากรไทยเกือบทั้งประเทศและลดต้นทุนทางการคลังจากการเยียวยาไปได้อย่างมาก 

หากดูผลพวงของสถานการณ์ในปัจจุบัน การจัดหาและการกระจายวัคซีนที่ล่าช้า และการระบาดของโควิดที่ยังไม่สิ้นสุด ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนในไตรมาส 2 ปีนี้ น่าจะหดตัวเมื่อเที่ยวกับไตรมาสแรกที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีภาคส่งออกและภาคเกษตรที่น่าจะได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเป็นเครื่องจักรหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชยเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอลงแรงได้ 

เพราะฉะนั้น ตราบใดที่รัฐบาลจัดหาวัคซีนไม่เพียงพอ จะยิ่งทำให้ภูมิคุ้มกันหมู่เกิดช้าขึ้น  และหากเกิดกรณีเลวร้าย การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่อาจจะเลื่อนไปถึงครึ่งหลังของปีหน้า จะยิ่งสร้างความไม่แน่นอนเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจไทย และส่งผลให้ภาคท่องเที่ยวไม่สามารถกลับมาได้เต็มที่ในปีนี้  ซึ่งก็ยิ่งเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจมากขึ้น KKP จึงได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เหลือเพียง 1.5% (เดิมคาดไว้ 2.2%) ถือว่าเป็นการฟื้นตัวที่ระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจที่หดตัว 6.1%ในปีที่แล้ว 

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย เตือนรัฐบาลยังต้องเตรียมรับมือกับอีก 4 โจทย์สำคัญ ได้แก่ 

โจทย์แรก สถานการณ์หนี้ครัวเรือนถดถอยลง โดยผลสำรวจในช่วงโควิดรอบ 3 พบว่า มีลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่เผชิญทั้งปัญหารายได้ลด ค่าใช้จ่ายไม่ลด และภาระหนี้สูงเกินกว่า 50% ต่อรายได้ เพิ่มขึ้นมาจาก 10.8% ในโควิดรอบ 2 มาที่ 22.1%ในโควิดรอบนี้  ซึ่งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นและน่าจะแตะระดับ 90% ต่อจีดีพีภายในปีนี้ จะมีผลให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องกลับมาดูแลอย่างจริงจัง หลังผ่านโควิดรอบนี้

โจทย์ที่สอง ภาวะเงินเฟ้อไทยที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้  แม้จะเป็นปัจจัยชั่วคราว และคงยังไม่ทำให้ กนง.เปลี่ยนท่าทีนโยบายดอกเบี้ยจากปัจจุบันอยู่ที่ 0.50% ก็ตาม แต่เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว เข้ามาในจังหวะที่เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัว อีกทั้งหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตได้ดีก็จะทำให้เฟดส่งสัญญาณถอยออกจากนโยบายการเงินผ่อนคลาย ทั้งนี้ ล่าสุดผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ “Jerome Powell” ได้ออกมาส่งสัญญาณเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น   ซึ่งสุดท้ายแล้ว จะนำมาสู่ต้นทุนทางการเงิน ผ่านอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกรวมถึงไทย กดดันภาคธุรกิจที่เพิ่งจะเริ่มดีขึ้น

โจทย์ที่สาม ต้นทุนธุรกิจที่กำลังเพิ่มขึ้น  ซึ่งการปรับขึ้นของต้นทุนหรือราคาสินค้าที่มีผลซ้ำเติมผู้ประกอบการธุรกิจ จะกระทบต่อธุรกิจซื้อมาขายไปหรือค้าปลีก ซึ่งในยามที่เศรษฐกิจไม่ปกติที่โควิดฉุดกำลังซื้อและตลาดมีการแข่งขันสูงที่ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี  โดยประเมินเบื้องต้นว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้น 1% จะกระทบค้าปลีก SMEs ประมาณ 2.36-2.38 หมื่นล้านบาท จากนี้จะไปจะเห็นการผลักภาระให้กับผู้บริโภค ซึ่งจะนำมาสู่ผลกระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภคหลังจากนี้ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเส้นทางการฟื้นตัวของธุรกิจค้าปลีกในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้ 

โจทย์สุดท้าย ภาระทางการคลัง คาดจะเห็นระดับหนี้สาธารณะเกิน 60% ภายในปี 2565 แต่หากรัฐบาลขาดดุลการคลังในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง อาจจะนำมาสู่ประเด็นความเชื่อมั่นภาคการคลังไทยในระยะข้างหน้าแน่นอน ซึ่งหากเศรษฐกิจไทยไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็วในปีหน้า จะยิ่งทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านการใช้มาตรการทางการคลังติดข้อจำกัดและทำได้ยากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมีการพูดถึงขยายเพดานหนี้สาธารณะก็ตาม แต่ความเสียหายต่อความเชื่อมั่นประเทศไทยจะลดลงตามไปด้วย 

เพราะฉะนั้น โจทย์การฉีดวัคซีนยิ่งล่าช้า ยิ่งจะสร้างต้นทุนขนาดใหญ่ต่อเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ามากขึ้น ขณะที่กำลังความสามารถในการใช้มาตรการการคลังกำลังจะแคบลงทุกที หากดูการใช้มาตรการการคลังในแต่ละรอบของการแพร่ระบาดโควิด รัฐบาลต้องกู้เงินก้อนใหญ่ทั้งรอบแรก 1 .9 ล้านล้านบาท ช่วยทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ และปีนี้ กำลังกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท ซึ่งทำให้หนี้สาธารณะจะสูงขึ้นไปอีกประมาณ 3 %ของ GDP จากปัจจุบันหนี้สาธารณะใกล้แตะเพดานกรอบวินัยการเงินการคลังที่ระดับ 60%ของ GDP (ภายใต้เศรษฐกิจโต 2% ในปีนี้) แล้ว

ท่ามกลางความเสี่ยง อนาคตฐานะการเงินของรัฐบาลไทยมีความเปราะบางยิ่งขึ้น 

แม้วันนี้ กระทรวงการคลังโชว์ข้อมูลจาก  Fittch Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ที่ BBB และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย อยู่ในระดับมีเสถียรภาพก็ตาม แต่ก็มีประเด็นที่ Fitch ติดตามใกล้ชิด  คือ ธรรมาภิบาล รายได้เฉลี่ยต่อหัวหนี้ครัวเรือน และความเสี่ยงทางการเมือง รวมทั้งโครงสร้างผู้สูงอายุที่จะส่งผลต่อการเติบโตของประเทศในระยะปานกลาง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้และรอวันระเบิด 

อย่างไรก็ตาม หากประเมินผลลัพธ์ของการใช้เม็ดเงินหลายแสนล้านบาทในปีที่แล้ว แต่เศรษฐกิจไทยก็ยังลงเหว 6% และปีนี้ยังเงินต่ออีกหลายแสนล้านบาท คาดกันว่าจะพยุงเศรษฐกิจปีนขึ้นมาโตได้เพียง 1-2% 

นักเศรษฐศาสตร์หลายค่ายได้เสนอทางรอดไทยในเวลานี้ คือ รัฐบาลควรกลับมาตั้งหลักนโยบายสำคัญที่ควรทำที่สุด คือ ควรใช้งบฯในการการเร่งจัดหาและฉีดวัคซีนให้กระจายมากที่สุด และเร่งควบคุมการระบาดโควิดให้เร็วที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อระลอกใหม่ เพื่อให้สถานการณ์เริ่มกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมได้ และรัฐเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจที่เน้นโครงการลงทุนที่สร้างรายได้ สร้างงานการเร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะท่องเที่ยว เพื่อให้กลับมาเป็นอีกแรงส่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยแข็งแรงพร้อมรับมือกับความท้าทายของโลกหลังโควิดข้างหน้านี้ได้ 

  • ผู้โพสต์ nongnapas
  • 2021-06-25 14:29:15
  • 431

ผู้สนับสนุน