เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2021-07-09 11:46:12
  • 425

ธุรกิจสูญ 2.1 แสนล้าน เซ่นรัฐคุมโควิดระลอก3

By.นางชายขอบ 

อาการป่วยทางเศรษฐกิจไทยที่เข้าสู่ไตรมาส 3 ปีนี้ รุนแรงขึ้นไปอีก เพราะเริ่มต้นเดือนก.ค.  น้ำหนักข่าวร้ายมีมากกว่าข่าวดี  ประเทศไทยตกอยู่ในวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กลายพันธุ์ “เดลต้า”  ดันยอดผู้ติดเชื้อและคนตายพุ่งขึ้นทำนิวไฮทุกวัน ยิ่งทำให้ขาดแคลนทั้งบุคคลากรทางการแพทย์และเตียงรักษา ท่ามกลางความล้มเหลวการบริหารจัดการของรัฐบาล 

ซึ่งแบงก์ชาติตั้งเป็นโจทย์ใหญ่ของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทย คือ “การเร่งตัวระหว่างผู้ติดเชื้อโควิดกับการกระจายวัคซีน”โดยส่งสัญญาณว่า ถ้ารัฐบาลคุมการระบาดโควิดไม่อยู่ ก็เตรียมรับสภาพเศรษฐกิจตกวูบหนักกว่าไตรมาส 2 ปีที่แล้วที่ล็อกดาวน์ทั้งประเทศแน่นอน


ด้านข่าวดีที่ประคองเศรษฐกิจได้บ้าง คงมาจากการเม็ดเงินรัฐบาลอัดฉีดกระตุ้นการใช้จ่ายบริโภคที่เริ่มแล้วของโครงการต่างๆที่เกี่ยวกับแจกเงินเยียวยา นำโดย “คนละครึ่ง-เติมเงินบัตรคนจน-คนพิการ-ยิ่งใช้ยิ่งได้” รวมเป็นงบประมาณราว 1.4 แสนล้านบาท ที่รัฐหวังว่าจะทำให้เงินหมุนในระบบเศรษฐกิจได้ 4.7 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเงินเยียวยาที่จ่ายให้แก่คนงานก่อสร้างและเด็กร้านอาหาร รวมถึงผู้ประกอบการ ใช้งบฯราว 7.5 พันล้านบาท อีกโครงการที่สตาร์ท “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2564 ที่ผ่านมา แม้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาน้อยก็ตาม  และข่าวดีล่าสุด ยอมปลดล็อกการปิดแคมป์ก่อสร้างบางประเภทให้สามารถกลับมาดำเนินการต่อได้

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ เมื่อปลายเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา มีข่าวร้ายจากรัฐบาลสั่งปิดแคมป์ก่อสร้าง และห้ามนั่งรับประทานในร้านอาหาร เป็นเวลา 1 เดือน เพราะหวังจะช่วยลดการระบาดโควิดที่รุนแรงได้ แต่ทว่า การแพร่ระบาดยังคงรุนแรงขึ้นไม่หยุด

มาดูผลกระทบจากมาตรการข้างต้นกับความเสียหายทางเศรษฐกิจกัน ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมินความเสียหายจากมาตรการหยุดการก่อสร้างในพื้นที่กรุงเทพ และปริมณฑล รวมถึง 4 จังหวัดภาคใต้ เป็นเวลา 1 เดือน (28 มิ.ย. – 28 ก.ค.2564) มูลค่าราว 3.6 หมื่นล้านบาท  ซึ่งโครงการก่อสร้างเฉพาะกรุงเทพฯและปริมณฑลมีสัดส่วน 51% ของมูลค่าการก่อสร้างทั้งประเทศแล้ว และส่วนใหญ่โครงการก่อสร้างเหล่านี้ก็เป็นโครงการลงทุนใหญ่ของรัฐบาลทั้งนั้น เพราะภาคเอกชนชะลอการลงทุนมาตั้งแต่เกิดโควิดปีที่แล้ว ซึ่งคาดว่ามูลค่าการลงทุนก่อสร้างปีนี้หดตัว -3.8% เทียบจากปีที่แล้วที่ยังขยายตัว 1.2%ได้

นอกจากนี้  กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายต่างๆที่อาจเกิดขึ้นจากการขยายสัญญาก่อสร้าง เพื่อไม่ให้ถูกปรับจากการส่งมอบงานล่าช้า การแบกต้นทุนที่จ่ายค่าเช่าเครื่องมืออุปกรณ์ก่อสร้างไปแล้ว ต้นทุนวัสดุที่ซื้อมาแล้ว แม้แต่กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่ว่าร้านค้าขายวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจเช่าอุปกรณ์ก่อสร้าง เช่น รถเครน ฯลฯ ล้วนแต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อกระแสเงินสด สภาพคล่องทางการเงิน  

ส่วนผลกระทบของธุรกิจร้านอาหารที่ห้ามนั่งรับประทานในร้าน ประเมินมูลค่าความเสียหายราว 5.5 - 7 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 17%จากปีที่แล้ว โดยปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่าเหลือเพียง 3.35 แสนล้านบาท เนื่องจากร้านอาหารส่วนใหญ่จะมีรายได้หลักจากการนั่งรับประทานในร้าน โดยเฉพาะประเภท สวนอาหาร บุฟเฟ่ต์ ร้านอาหาร Fine Dinningที่มีรายได้ 70%จากช่องทางนั่งในร้าน ส่วนร้านอาหารที่ยังพอปรับตัวได้ยืดหยุ่นกว่า เช่น ร้านอาหารข้างทาง Street food  ด้านต้นทุนเป็นอีกปัจจัยสำคัญ เพราะส่วนใหญ่ต้องใช้วัตถุดิบที่เป็นอาหารสด แม้ของแห้งก็เป็นสินค้าที่มีวันหมดอายุ ซึ่งต้นทุนเหล่านี้สัดส่วนราว 25-40%ของรายได้

ขณะที่รายได้ของร้านอาหาร ส่วนใหญ่เป็นกระแสเงินสดทั้งนั้น ดังนั้นเมื่อบางแห่งจำเป้นต้องปิดร้าน หรือปรับรูปแบบการขายก็ตาม แน่นอนว่า สภาพคล่องทางการเงินย่อมลดลงไปมากทีเดียว การจ้างงานก็ย่อมปรับลดลงตามไปด้วย และถึงแม้ครบกำหนด 1 เดือน แต่ทว่าความเสี่ยงของการแพร่ระบาดโควิดยังไม่หยุดลงในเวลาสั้นๆแน่นอน เพราะฉะนั้น ร้านอาหารจะได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ท่ามกลางกำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีแต่ลดลง จึงทำให้ธุรกิจร้านอาหารอาจจะไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้เร็วในปีนี้

สำหรับด้านท่องเที่ยว ที่มี "ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์" เป็นเมืองนำร่องของ โครงการ Sandbox Model เพื่อเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติบางประเทศ ในไตรมาส 3 นี้ โดยรัฐบาลจัดขึ้น 10 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ พังงา สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ ชลบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ บุรีรัมย์ และอาจรวมถึง กรุงเทพฯ

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าในช่วงนี้ คงยังไม่มากนัก เนื่องจากไทยยังไม่เปิดรับนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อินเดีย มาเลเซีย อังกฤษ ขณะเดียวกันรัฐบาลในประเทศต่างๆก็ไม่แนะนำให้ประชาชนเดินทางเข้าไปเที่ยวในไทยเช่นกัน อาทิ  มาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน อังกฤษ และสหรัฐฯ โดยมีกฎเหล็กหากเดินทางกลับจากไทยจะต้องถูกกักตัว 14 วันจึงทำให้การเดินทางไม่มีความสะดวก  เนื่องจากประเทศไทยเกิดการแพร่ระบาดโควิดสายพันธุ์ใหม่เพ่มขึ้น    

แต่อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยฯแห่งนี้ มองว่า Sandbox Model เป็นการวัดความสามารถในการควบคุมการระบาดพร้อมกับการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทย ก่อนจะนำไปสู่การเปิดประเทศในลำดับถัดไป อย่างไรก็ดี แม้รัฐบาลไทยประกาศจะเปิดประเทศในปีหน้า แต่การท่องเที่ยวในปีหน้า ก็ยังเผชิญกับความเสี่ยงมากมายที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ในระดับที่ต่ำจำนวน 9.9 ล้านคน

ในส่วนของนักท่องเที่ยวในประเทศ  หลังจากในช่วงเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวในประเทศมีเพียง 1.4 ล้านคนเท่านั้น ต่ำสุดในรอบปีนี้ และอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 5% และเดือนมิ.ย. ที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่า จึงคาดว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวคงไม่ดีกว่าเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา แน่นอน และยิ่งในเดือนก.ค. ที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทำนิวไฮทุกวัน จนทะลุหลัก 7 พันรายต่อวันแล้ว จึงคาดว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวในประเทศปีนี้เหลือเพียง 63.6 ล้านคน-ครั้ง ต่ำ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นประมาณ 9.7 หมื่นล้านบาท

เมื่อประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งจากการปิดแคมป์ราว 3.6 หมื่นล้านบาท   ธุรกิจร้านอาหารประมาณ  5.5 - 7 หมื่นล้านบาท และการกักตัวเมื่อมีการเดินทางข้ามจังหวัด กระทบต่อการท่องเที่ยวในประเทศราว ๆ  9.7 หมื่นล้านบาท  จะพบว่า โควิดรอบนี้ ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่ารวมกว่า 2.1 แสนล้านบาท  

ชีพจรเศรษฐกิจในไตรมาส 3 นี้ นับเป็นอีกไตรมาสที่จะหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า เพราะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทั้งจากการแพร่ระบาดโควิดระลอกสี่กำลังจะเกิดขึ้น และจากภาคการลงทุนรวมที่ลดวูบ ซึ่งเป็นผลจากมาตรการปิดแคมป์ นอกเหนือจากความเสี่ยงเดิมๆ ของภาวะบอบซ้ำของภาคการบริโภคที่คนตกงานมากขึ้น รายได้ลดน้อยลง แต่มีหนี้สินเพิ่มขึ้น ล่าสุด ไตรมาสแรก ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนขึ้นมาอยู่ที่ 14.13 ล้านล้านบาทแล้ว หรือคิดเป็นสัดส่วนที่สูง 90.5%ของ GDP (มูลค่าเศรษฐกิจ) สูงสุดในรอบ 18 ปี  ซึ่งวังวนหนี้ที่คนส่วนใหญ่มีกัน คือ หนี้บ้าน หนี้ประกอบอาชีพ และหนี้ใช้จ่ายชีวิตประจำวัน

ท่ามกลางแนวโน้มการก่อหนี้จะเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเห็นตัวเลขหนี้ครัวเรือนมีสัดส่วนขึ้นไปที่ระดับ  90-92%ของ GDP แม้รัฐบาลได้อัดฉีดเงินผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วก็ตาม  แต่ก็เป็นแค่น้ำหยดที่ไม่เพียงพอหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจที่กำลังป่วยไข้หนัก

สถานการณ์ประเทศไทยในปีนี้ จะดีขึ้นได้หรือไม่เพียงใด  คงต้องขึ้นอยู่กับคำว่า “เร่ง” ตัวเดียวสำหรับทีมรัฐบาล “บิ๊กตู่”  ไม่ว่าจะเป็นการเร่งควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดที่กลายพันธุ์  เร่งเพิ่มกำลังการรักษาผู้ป่วยที่จำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเร่งจัดหาและกระจายวัคซีนชนิดที่มีประสิทธิภาพให้เร็วกว่าสภาพความล้มเหลวในการบริหารประเทศของรัฐบาลเวลานี้

  • ผู้โพสต์ nongnapas
  • 2021-07-09 11:46:12
  • 425

ผู้สนับสนุน