เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2021-07-25 06:00:06
  • 505

ธปท. เปิดธุรกิจรอด-ไม่รอด ส่องหนี้ครัวเรือนขาขึ้น

ล่าสุด แบงก์ชาติส่งสัญญาณให้ประชาชนและภาคธุรกิจ ตั้งรับกับเศรษฐกิจในวิกฤติโควิดที่ยืดเยื้อไปถึงปีหน้า กว่าที่ทุกคนจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ และภาคธุรกิจจะประคองตัวรอดได้หรือไม่ เมื่อต้องจมปลักห้วงการแพร่ระบาดของโควิดยาว 3 ปีทีเดียว

"ในระยะข้างหน้านี้ เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้ม “ปักหัวลง” เป็นเสียงเตือนจากนางชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติที่เพิ่งออกมาในสัปดาห์ที่ผ่านมา

นับจากปัจจัยหลัก คือ ผู้ติดเชื้อโควิด “เดลต้า”ที่เป็นสายพันธุ์หลักในไทย ทำให้การระบาดยังมีแนวโน้มรุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด ท่ามกลางปัญหาการจัดซื้อวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ การกระจายของวัคซีนอย่างทั่วถึงโดยเร็ววัน ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่จะมีผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เกิดขึ้นได้เร็วหรือช้าของประเทศไทยในปีหน้า

ด้านมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดในเวลานี้ ธปท. ชี้ว่า ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเป็นวงกว้างมาก และระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้หดตัวใกล้กับระดับช่วงโควิดระบาดรอบแรกที่มีการล็อคดาวน์ทั้งประเทศเมื่อปีที่แล้ว และแนวโน้มในข้างหน้ายังลดลงอย่างต่อเนื่อง

ธปท. ประเมินสถานการณ์ในระยะสั้น ใน 2 กรณี คือ

กรณีดี มาตรการควบคุมการระบาดขณะนี้มีประสิทธิผล สามารถทำให้ยอดผู้ติดเชื้อใหม่ลดลง 40% (เป็นระดับที่ทางการแพทย์ถือว่าควบคุมได้) และรัฐปลดล็อกดาวน์ได้ในช่วงกลางเดือนส.ค. นี้  จะช่วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจค่อยๆฟื้นตัวกลับมา ประเมินว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 0.8%(ล่าสุด ธปท. คาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัว 1.8%)

กรณีเลวร้าย มาตรการคุมเข้มโควิดด้อยประสิทธิผล ยอดผู้ติดเชื้อใหม่ลดลงเพียง 20% การล็อคดาวน์น่าจะยืดเยื้อไปยาวถึงไตรมาส 4 นี้และประชาชนกักตัวเองอยู่บ้าน ทำให้ความไม่เชื่อมั่นยังคงอยู่ต่อไป ภาพการฟื้นตัวจะเป็นแบบล่าช้ายาวจนถึงปลายปีนี้เช่นกัน ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจถึง 2%

ทั้งนี้ เป็นการประเมินเฉพาะด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจเท่านั้น ยังไม่นับรวมมาตรการต่างๆหรือปัจจัยอื่นๆที่อาจจะมีเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า EIC ของธนาคารไทยพาณิชย์ประเมินความเสียหายจากล็อคดาวน์ครั้งนี้ กระทบต่อภาคการบริโภคสูง 7.7 แสนล้านบาท ต้องอาศัยแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นหลัก ด้านนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดเหลือ 3 แสนคนรวมผลจากแซนด์บ็อกซ์แล้ว ภาคส่งออกขยายตัวได้ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของหลายๆปัจจัย นำโดย Supply Disruption การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ แม้แต่การระบาดของโควิดในประเทศต่างๆ มีผลต่อเศรษฐกิจการค้าโลก จึงประเมินปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้เหลือเพียง 0.9% ลดลงจากเคยคาดไว้ 1.8% เรียกว่าหั่น GDP กันครึ่งต่อครึ่งทีเดียว

กลับมาดูข้อมูลผลสำรวจด้านความเชื่อมั่นในการกลับมาใช้ชีวิตปกติทั้งของประชาชนและภาคธุรกิจ ที่จะมีผลต่อ “การใช้จ่ายบริโภค” ที่ธปท.จัดทำขึ้นเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ปรากฎว่า นักวิเคราะห์และประชาชน คาดจะเห็นการกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ประมาณกลางปีหน้า ส่วนภาคธุรกิจมองว่าจะกลับมาใช้ชีวิตปกติในไตรมาสแรกปีหน้า

ส่วน “ภาคท่องเที่ยว” จะกลับมาได้เมื่อไหร่นั้น ธปท. มองว่า หากได้วัคซีน mRNA แต่แอสตราเซนเนก้ามาล่าช้า น่าจะเห็นการเปิดท่องเที่ยวในประเทศได้ช่วงไตรมาส 4 ปีหน้า แต่ถ้าวัคซีนทั้ง 2 ประเภทเข้ามาล่าช้า จะยิ่งทำให้การท่องเที่ยวช้ากว่าปีหน้าแน่นอน เพราะฉะนั้น กว่าภาคท่องเที่ยวไทยจะกลับมาได้ ขึ้นอยู่กับว่าประเทศต่างๆเปิดให้ประชาชนออกนอกประเทศหรือไม่ และประเทศไทยสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้เร็วหรือช้า ซึ่งหากประเมินจากสถานการณ์ในเวลานี้ ทั้งการจัดสรรวัคซีนและ การกระจายวัคซีนที่ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ และยอดผู้ฉีดวัคซีนแล้ว ประเทศไทยคงไม่เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ทันภายในปี 2565 

แนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ มีแต่ปรับ GDP ขาลงใกล้ระดับ 0% และมีความเสี่ยงติดลบ หรือหดตัวอีกปีก็เป็นไปได้ ซึ่งเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยต่อเนื่องจากปีที่แล้ว GDP ติดลบ 6.2%

ขณะที่ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบทันทีจากมาตรการคุมโควิดระลอก 3 ซึ่ง ธปท. ทำข้อมูลแจกแจงเป็นรายธุรกิจ ดังนี้

ธุรกิจร้านอาหารยอดขายลดลงถ้วนหน้า  ทั้งจากห้ามนั่งทานในร้านและปิดห้างสรรพสินค้า แม้มียอดขายออนไลน์ก็ช่วยชดเชยได้ 20-30%เท่านั้น ส่วนร้านอาหารตามแหล่งท่องเที่ยวและร้านใหญ่ที่เน้นจัดเลี้ยงต้องปิดกิจการเพิ่มขึ้น

ธุรกิจโรงแรม มีอัตราเข้าพักเดือนก.ค. เฉลี่ยต่ำกว่า 10% งานจัดสัมมนาถูกยกเลิกเกือบหมด ขณะที่ผลบวกจากการเปิดภุเก็ตแซนด์บ๊อกซ์ มีไม่มากและจำกัดอยู่ในโรงแรมบางกลุ่มเท่านั้น จึงมีโรงแรมบางส่วนปิดตัวชั่วคราวเพื่อรักษาเงินทุนไว้ก่อน

ภาคการค้า หากเป็นกลุ่มห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารมีรายได้ลดลงจากการถูกจำกัดเวลาขายและรุนแรงขึ้นจากที่มีล็อคดาวน์ แต่ยังมีร้านค้ารายย่อยที่ได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นใช้จ่ายของภาครัฐ

ภาคการผลิต ได้รับผลกระทบจากยอดขายในประเทศที่ลดลง บางแห่งต้องหยุดหรือปิดโรงงานชั่วคราว เพราะคนงานติดโควิดและเวลาทำงานก็ลดชั่วโมงลงตามเวลาเคอร์ฟิวของรัฐ แม้แต่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตรถยนต์บางรุ่นก็ได้รับผลกระทบจากการ Supply Disruption ที่ยังมีต่อเนื่อง  ทำให้การผลิตและส่งออกฟื้นตัวน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และคาดว่าต้องรอสถานการณ์ดีขึ้นในครึ่งหลังของปีหน้า  และอีกปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่ส่งผลให้ค่าขนส่งทางเรืออยู่ระดับสูง จนทำให้โรงงานบางแห่งย้ายเริ่มย้ายสายการผลิตไปประเทศคู่ค้าแทนแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจขนส่งผู้โดยสารที่อยู่ในจังหวัดต่างๆ ต้องปรับลดเที่ยววิ่งเพิ่มขึ้น ธุรกิจก่อสร้าง ได้รับผลกระทบจากการปิดแคมป์ก่อสร้างในโซนพื้นที่สีแดง ปัญหาส่งมอบงานและเบิกจ่ายงบลงทุนจากภาครัฐล่าช้า

แต่ยังพอมีบางกลุ่มธุรกิจที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดีและรายได้กระทบไม่มากนัก ได้แก่  กลุ่มขนส่งสินค้า อิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มถุงมือยาง และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า 

ผลพวงของการระบาดของโควิดระลอก 3 ในปีนี้ ยิ่งทำให้เห็นการฟื้นตัวของภาคธุรกิจต่างกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะภาคบริการ ที่ได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากโควิดทุกระลอก

มองไปในระยะข้างหน้า ภาคธุรกิจที่อ่อนแอลงมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก ปัญหาตามมา คือคนตกงานมากขึ้นเป็นเงาตามตัว EIC ชี้แนวโน้มคนว่างงานเพิ่มขึ้น หลังจากไตรมาสแรกมี่ผ่านมา อัตราว่างงานขึ้นมาอยู่ที่ 1.96%  จำนวนคนว่างงาน 7.6 แสนคน และคนเสมือนว่างงาน (สถานะเป็นลูกจ้างแต่ไม่ได้รับรายได้) อีกจำนวน 7.7 แสนคน นอกจากนี้ลูกจ้างเอกชนมีรายได้ลดลงเฉลี่ย -8.8%ต่อคน

สภาพการจ้างงานและรายได้ที่ลดลง พร้อมกับแบกภาระหนี้สินต่างๆที่มีอยู่ ซึ่งธปท. ชี้แนวโน้มภาระหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งจากการกู้เงินเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยรายได้ที่ลดลงสำหรับนำมาใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัว 

สถานการณ์ประเทศไทยในวันนี้ จึงมีแต่ความเสี่ยงสูงที่กดดันเศรษฐกิจถดถอยในวิกฤตโควิดอีกปี แม้แต่แนวโน้มในปีหน้า คงเห็นเป็นเพียงแสงสว่างที่ริบหรี่ปลายอุโมงค์ที่ทอดยาวข้ามไปปี 2566 

  • ผู้โพสต์ Chitphon
  • 2021-07-25 06:00:06
  • 505

ผู้สนับสนุน