เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2021-08-22 07:05:01
  • 292

ถึงเวลาคิดนอกกรอบ "ลดดอกเบี้ย-ทำQE" ได้แล้ว

By นางชายขอบ

แม้ว่าปีนี้ เศรษฐกิจไทยได้แรงค้ำเสาเอก “ภาคส่งออก” ที่สามารถพลิกฟื้นกลับมาได้ดีเกินคาด แต่เครื่องยนต์ภาคเอกชนทั้งการบริโภคและลงทุนหดหายพริบตา ท่ามกลางความโดดเดี่ยวของภาครัฐที่ใช้นโยบายการคลังเป็นพระเอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศฝ่ายเดียว 


แล้วแบงก์ชาติกำลังทำอะไรเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในโลกธุรกิจและประชาชน

แม้สภาพัฒน์ฯจะเปิดตัวเลขเศรษฐกิจของครึ่งปีแรกปี 2564 นี้ ภาคส่งออกขยายตัวได้ถึง 19% และการใช้จ่ายจากภาครัฐขยายตัว ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวได้ถึง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นแรงส่งให้เติบโตได้ ก็มาจากฐานตัวเลขต่ำในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วด้วย ซึ่งมีการล็อกดาวน์ประเทศในช่วงไตรมาสสอง ปี 2563 นั่นเอง 

แต่เสียงสะท้อนดังมาก ว่า ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะทรุดหนักยิ่งกว่าครึ่งปีแรก เพราะยังมีความเสี่ยงสูงหลายๆด้านที่พร้อมปะทุทุกเมื่อ หลังจากในช่วงไตรมาส 3  ใช้มาตรการล็อกดาวน์ไม่ต่ำกว่า 2 เดือน กระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจหดหายไปมาก ทั้งภาคธุรกิจและประชาชน รายได้หดหายไปสูง ทั้งจากการปิดกิจการ และจากการแพร่ระบาดที่ลามเข้าสู่โรงงานต่างๆของภาคการผลิตกลุ่มอาหารแล้ว การปิดแคมป์ก่อสร้างทั้งหลาย ล้วนฉุดรั้งเศรษฐกิจในประเทศลงเหว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าไตรมาส 3 จะหดตัวหนักสุดในรอบปี โดย GDP หดตัวถึง -3.5%เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และหนัก -4.9% เทียบกับไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เนื่องจาก 2 ปัจจัยใหญ่มาจาก 1 โควิดที่ยืดเยื้อถึงปลายปี ขณะที่สัดส่วนคนไทยได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ยังอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังไม่กลับมาปกติแน่นอน และ 2 ปัญหาชุมนุมทางการเมือง ที่เป็นความเสี่ยงใหม่เพิ่มเข้ามา ขณะที่ภาคท่องเที่ยวไทย แม้ว่าจะมีโครงการภูเก็ตแชนด์บ็อกซ์และสมุยพลัสโมเดล ก็ตาม คาดว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยเพียง 1.5 แสนคนเท่านั้น  ด้านบวก มีเพียงภาคส่งออกที่ยังขยายตัวดีจากเศรษฐกิจการค้าโลกและค่าเงินบาทที่อ่อนตัว ส่วนมาตรการภาครัฐก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้เท่าที่ควร พร้อมปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้หดตัว -0.5% นับเป็นปีที่สองต่อเนื่องจากปีที่แล้ว GDP -6.3%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเป็นรายแรกที่ฟันธงเศรษฐกิจปีนี้ติดลบ ขณะที่ค่ายอื่นๆ ต่างคาดว่า GDP ยังโตแผ่วๆ โดยสภาพัฒน์ฯปรับลดคาดการณ์ GDP ขยายตัว 0.7 -1.2% ด้านธปท. และ EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ คาด GDP ปีนี้บวก 0.7% เหมือนกัน ส่วนศูนย์วิเคราะห์ ธนาคารกรุงไทย ให้ GDP เหลือ 0.5% ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ชี้ โต 0.4% และศูนย์วิเคราะห์ ttb ธนาคารทหารไทยธนชาต คาด GDP ต่ำ 0.3%

ความเสี่ยงสูงที่ต้องระวัง คือ อย่าให้เกิดปัญหาผู้ติดเชื้อลามเข้าสู่โรงงานธุรกิจเพื่อส่งออก ที่เป็นภาคใหญ่ที่ดีสุดของเศรษฐกิจในเวลานี้  ขณะที่ภาคบริโภคเอกชนที่อ่อนแรงจากคนตกงานเพิ่มขึ้น รายได้ที่หายไปและมีภาระหนี้ค้ำคอภาคครัวเรือน และไตรมาส 4 จะเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์หรือไม่ ยังคาดจะประเมินกันได้ เพราะขึ้นอยู่เรื่องการฉีดวัคซีนเป็นสำคัญ ลดคนติดเชื้อ ปลดล็อกดาวน์ เปิดให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาปกติ จึงเป็นทางออกของเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว 

แม้แต่ “ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธินฤวาทพุฒิ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ออกมายอมรับว่า  สถานการณ์โควิด 19 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทย “หดตัวรุนแรง” และธุรกิจจำนวนมากต้องปิด คนงานถูกเลิกจ้าง ปัญหาที่ชัดเจน คือ รายได้ที่หายไปและจะหายไปเป็นเวลานาน โดยในช่วงเกิดโควิดช่วง 2 ปี ( ปี 2563-2564) คาดว่ารายได้จากการจ้างงานหายไปถึง 1.8 ล้านล้านบาท ทั้งจากส่วนของนายจ้างและอาชีพอิสระ 1.1 ล้านล้านบาท และลูกจ้าง 7 แสนล้านบาท และมองไปปีหน้า การจ้างงานคงฟื้นตัวไม่ได้เร็ว คาดว่ารายได้จะหายไปอีกราว 8 แสนล้านบาท โดยรวม 3 ปี หลุมรายได้ที่หายไปจะมีขนาดใหญ่ถึง 2.6 ล้านล้านบาท

ภาพสะท้อนกลุ่มภาคครัวเรือนกำลังเผชิญวิกฤตหนักกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 และคาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลาอีกราว 2 ปีนับจากนี้ นั่นคือ ปี 2566  จึงจะกลับมาฟื้นตัวได้เท่าช่วงก่อนโควิดในปี 2562

ดร.เศรษฐพุฒิ ชี้โจทย์ใหญ่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากหลุมรายได้จากการจ้างงานที่หายไปถึง 2.6 ล้านล้านบาท และสถานการณ์ที่คาดจะเกิดยาวนาน จึงเสนอให้รัฐบาลกู้เงินเพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท (คิดเป็นสัดส่วน 7%ของ GDP) เพื่อเร่งพยุงเศรษฐกิจที่ตกอยู่ในภาวะความไม่แน่นอน โดยเฉพาะมาตรการช่วยพยุงการจ้างงานและเพิ่มรายได้ภาคครัวเรือน จะช่วยไม่ให้วิกฤตยืดเยื้อ และหากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็ว จะทำให้รัฐบาลสามารถลดหนี้สาธารณะได้เร็วในระยะ 10 ปีข้างหน้า จากการจัดเก็บรายได้ภาษีที่ฟื้นตัวได้เร็วตามเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านบาท ในปีที่แล้ว สำหรับใช้ออกมาตรการเยียวยาและมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด  อาทิ มาตรการแจกเงินเยียวยา มาตรการ Co-pay ผ่านโครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ ม.33เรารักกัน ฯลฯ ที่ทำให้เกิดตัวทวีคูณ (Multiplier) ของเม็ดเงินหมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจได้ค่อนข้างดี และปีนี้ยัง ได้ออกพ.ร.ก. กู้เงินอีก 5 แสนล้านบาท ใช้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือต่างๆต่อเนื่อง

แต่การใช้นโยบายการคลังด้านเดียว ไม่เพียงพอที่จะฝ่าวิกฤติไปได้ เพราะนโยบายการเงินต้องเดินสอดประสานไปด้วยกัน ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นแต่ ธปท.เรียกร้องให้ภาครัฐเป็นพระเอกในการกู้วิกฤต ส่วนธปท.ในช่วง1-2 ปีนี้เน้นทำแต่มาตรการผ่อนปรน พักหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ และเสริมสภาพคล่องให้แก่ลูกหนี้รายย่อยและเอสเอ็มอี ปล่อยให้สถาบันการเงินและลูกหนี้แก้ปัญหาไปกันเอง  

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ ธปท. ควรปรับลดดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ระดับ 0.50% แต่ในมุมมองของผู้ว่าแบงก์ชาติ กลับมีความเห็นว่า การลดดอกเบี้ย เป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจในเวลานี้   

ในที่สุด  “เสียงแตกลดดอกเบี้ยนโยบาย” ก็เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบปีนี้ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)  เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา ด้วยมติ 4 ต่อ 2 ให้คงดอกเบี้ยนโยบายการเงินไว้ โดย 2 เสียง เห็นควรให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือเพียง 0.25% เพราะปัญหาเศรษฐกิจหนักหนาเกินกว่าจะใช้แค่นโยบายปัจจุบันพยุงเศรษฐกิจแล้ว โดยที่มีกรรมการ 1 คนลาประชุม

KKP Research โดย เกียรตินาคิน ภัทร มีความเห็นว่าที่ผ่านมา ไทยใช้เครื่องมือนโยบายน้อยเกินไป  โดยนโยบายการคลังมีขนาดไม่เพียงพอกับการรับมือปัญหาการระบาดระลอกใหม่นี้ ดังนั้น ควรเพิ่มเติมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการที่ช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวในระยะต่อไป  ด้านนโยบายการเงิน ที่ผ่านมา ธปท.ก็ยังระมัดระวังเกินไป ทั้งๆที่จำเป็นต้องมีบทบาทสำคัญ เท่าๆกับนโยบายการคลัง สิ่งที่ธปท.ควรทำคือพิจาณราลดดอกเบี้ยนโยบาย และหรือลดอัตราเงินนำส่งจากสถาบันการเงิน เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ที่จะส่งผ่านไปยังการลดอัตราดอกเบี้ยกู้ในตลาด ช่วยเสริมและพยุงเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น และควรพิจารณาทำ QE หรือมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องในภาวะฉุกเฉิน และปรับเงื่อนไขมาตรการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินให้ทันสถานการณ์

มุมมองของ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เห็นว่า กนง.สามารถลดดอกเบี้ยได้ แม้ว่าจะเป็นเพียง Second Best policy ที่ไม่เหมือนการปล่อยสินเชื่อได้ตรงจุด แต่ที่ผ่านมา การปล่อยสินเชื่อฟื้นฟูเป็นไปอย่างล่าช้ามาก ดังนั้น การลดดอกเบี้ยจะช่วยเสริมมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดได้ดีขึ้น

แรงกดดันการลดดอกเบี้ยนโยบายจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยครั้งถัดไปวันที่ 29 กันยายนนี้ และจะเป็นแม็ทซ์สำคัญที่วัดใจผู้ว่า ธปท. “ ดร.เศรษฐพุฒิ” นั่งประธาน กนง.จะตัดสินใจอย่างกล้าหาญและเฉียบคมแค่ไหน ต่อท่าทีการลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อโดดลงมาร่วมวงแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ทำงานสอดประสานกับนโยบายการคลัง เป็น 2 พลังฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดหนักกว่าปัจจุบัน

นับจะเป็นช่วงเวลาที่ใกล้ครบรอบ 1 ปีของ ดร.เศรษฐพุฒิ รับตำแหน่ง ผู้ว่า ธปท.ที่อาสาเข้ามาเป็นหมอผ่าตัดเศรษฐกิจตามที่ประกาศในวันแรกที่รับตำแหน่งด้วย ควรเลิกการเล่นบทเพลย์เซฟได้แล้ว 

  • ผู้โพสต์ nongnapas
  • 2021-08-22 07:05:01
  • 292

ผู้สนับสนุน