เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2021-08-29 06:05:01
  • 404

จุดตาย “หนี้บาน-ตกงาน” เศรษฐกิจฟื้นยาก รัฐสุดอืด...เข็นมาตรการจ้างงานสร้างรายได้ไม่ออก

By นางชายขอบ

2 สัญญาณร้ายที่กัดกร่อนเศรษฐกิจไทยอ่อนแอยาวถึงปี 2566 หนีไม่พ้นเรื่องแรก “หนี้เสียท่วมหัวคนไทย” เพิ่มทั้งจำนวนคนและจำนวนหนี้อย่างรวดเร็วจากภาวะวิกฤติโควิด -19 ยืดเยื้อมาเป็นเวลากว่า 1 ปีครึ่งแล้ว และเรื่องที่สอง คนมีรายได้ลดลงทั้งผู้เสมือนว่างงานที่มีชั่วโมงทำงานลดลงและคนตกงานจากการปิดกิจการ 


แบงก์ชาติประเมินโควิดยืดเยื้อถึงปีหน้า แบงก์ชาติประเมินว่า หลุมรายได้ที่หายไปมีขนาดใหญ่ถึง 2.6 ล้านล้านบาท (ตั้งแต่ปี 2563-2565)

เนื่องจากการล็อกดาวน์ แต่ละครั้งซ้ำเติมธุรกิจและครัวเรือน ส่งผลให้ฐานะการเงินมีความเปราะบางสูงขึ้น เพราะเงินออมลดลงทุกครั้งที่การระบาดกลับมา สายป่านของครัวเรือนสั้นลงเรื่อยๆ สะท้อนจากตัวเลขเงินฝากในบัญชีที่มียอดต่ำกว่า 50,000 บาท ที่ล่าสุด เดือนพ.ค. 2564 ปรับลดลงเทียบกับปีก่อนเป็นครั้งแรกที่หดตัว 1.6% ขณะที่เงินฝากบัญชีเกิน 1 ล้านบาท ยังขยายตัวได้ 6% ใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด ขณะที่หนี้สินมีสัญญาณเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เพื่อชดเชยสภาพคล่องที่หายไป

เจาะเข้าไปดูสถานะลูกหนี้รายย่อยของระบบธนาคารพาณิชย์ ณ ไตรมาส 2/2564 สะท้อนผ่านตัวเลขสินเชื่ออุปโภคบริโภคประมาณกวา 5 ล้านล้านบาท ขยายตัวได้ 5.7% สูงกว่าสินเชื่อรวมทั้งระบบที่ขยายตัว 3.7% หลักๆมาจากสินเชื่อส่วนบุคคลโต 8.4% พุ่งขึ้นจากไตรมาสแรกที่ผ่านมาโต 5.9%  เป็นเพราะความต้องการสภาพคล่องของภาคครัวเรือนที่ขัดสนสภาพคล่องกันจริงๆ และสินเชื่อที่อยู่อาศัยขยายตัว 6.8% ตามความต้องการของคนซื้อบ้านแนวราบเพิ่มขึ้น

ภายใต้การขยายตัวของสินเชื่ออุปโภคบริโภคเหล่านี้ อีกด้านหนึ่งของลูกหนี้รายย่อย พบว่า มีจำนวนมากที่ขอเข้ามาตรการพักชำระหนี้ตามนโยบายของแบงก์ชาติ โดยวัดจากจำนวนลูกหนี้ที่เข้ามาตรการช่วยเหลือของแบงก์ชาติ ล่าสุด ณ เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา มีลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับความช่วยเหลือ  4.55 ล้านบัญชี ยอดภาระหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือ 3.29 ล้านล้านบาท จะเห็นว่ายอดหนี้ที่เข้ามาตรการเกินกว่า 50%ของยอดคงค้างสินเชื่ออุปโภคบริโภคทีเดียว

ในส่วนของกลุ่มลูกหนี้ที่ค้างชำระหนี้ตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 3 เดือน เรียกว่าลูกหนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษ ที่อยู่ใน Stag 2 พบว่า มีทั้งลูกหนี้ที่มีอาการสู้ไหวและลูกหนี้ที่ออกอาการลูกผีลูกคนแล้ว จากข้อมูลยอดหนี้ Stag 2 มีสัดส่วน 6.34%ของสินเชื่ออุปโภคบริโภครวม  เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด มีสัดส่วนเพียง 2.79%ณ ไตรมาส 4/2562 ลูกหนี้ Stag 2 ในช่วงเวลาเกิดโควิดผ่านไป 1 ปีครึ่ง

สแกนดูประเภทสินเชื่อรายย่อยต่างๆ ที่ส่ออาการตกขั้นเป็น NPL ณ ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา  พบว่า  

สินเชื่อบ้าน มีลูกหนี้ที่อยู่ใน Stage 2 สัดส่วน 5.45%  เด้งขึ้น 4-5 เท่าจากช่วงก่อนโควิด (ไตรมาส 4/2562) อยู่ระดับ 1.89% ขณะที่ NPL 3.66% ชะลอลง ซึ่งเกิดจากฐานสินเชื่อกลุ่มนี้ขยายตัวสูง 6.8% จากความต้องการซื้อบ้านแนวราบของคนอีกกลุ่มหนึ่ง และจากการ Stuffed หนี้ Stage2  ไว้ จึงอยู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด

สินเชื่อบัตรเครดิต Stage 2 มีสัดส่วนอยู่ที่ 7.30% สูงกว่าช่วงก่อนโควิดมากถึง 3-4 เท่าตัว โดยสิ้นไตรมาส 4 ปี 2562  Stage 2 มีเพียง 1.97%  เรียกว่าต่ำกว่า NPL ที่อยู่ 2.41% ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ NPL พุ่งขึ้นมาอยู่ 3.51% จากไตรมาสแรกอยู่ระดับ 3.04% เรียกว่าแต่ละไตรมาสขยับขึ้น 0.5% ทีเดียว  ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิตขยายตัวชะลอลงมาที่ 5% หลังจากไตรมาสแรกโต 6.6% ซึ่งเป็นผลจากมาตรการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กระทบต่อการใช้จ่ายบริโภค

สินเชื่อส่วนบุคคล stage 2 มีสัดส่วนราว 5.60%ของสินเชื่อส่วนบุคคลรวม สูงกว่าเท่าตัวจากช่วงก่อนโควิด (ไตรมาส 4/2562) ที่มีเพียง 2.3% เท่านั้น และ NPL ทรงตัวระดับ 2.47%ใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิดที่อยู่ระดับ 2.33%

สินเชื่อรถยนต์ Stage 2 ทำสถิติพีกถึง 10.51% ทีเดียว เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีก่อนที่อยู่ระดับ 9.65% ขณะที่ช่วงก่อนโควิด สิ้นไตรมาส 4/2562 Stage 2 อยู่ระดับ 7.43% และNPL อยู่ที่ 1.86% แต่ไตรมาส 2 นี้ NPL อยู่ที่ 1.61% ขณะที่ยอดสินเชื่อรถโตเพียง 1% เท่านั้น

ลูกหนี้รายย่อยจำนวนมากตกอยู่ในวังวนหนี้ด้อยคุณภาพ stage 2 ที่มีสัดส่วนสูงกว่าปกติ 3-5 เท่าและถูกสตัฟฟ์ไว้ไม่ให้ตกชั้นหนี้ แบงก์ชาติจึงพยายามให้ธนาคารพาณิชย์หรือแบงก์ประคองลูกหนี้ที่มีปัญหากว่าครึ่งของทั้งระบบ และกำลังผลักดันให้แบงก์เหล่านี้ปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวให้ลูกหนี้ทั้งการแฮร์คัท คือ ปรับลดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย การยืดหนี้ชำระยาวขึ้น และอีกหลายๆเครื่องมือ แทนการใช้มาตรการพักชำระหนี้ในปัจจุบันที่เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยแบงก์ชาติยอมผ่อนคลายหลักเกณฑ์การจัดขั้นหนี้และการตั้งสำรองของแบงก์จนถึงปี 2566 เพื่อเป็นแรงจูงใจให้แบงก์ช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว ด้วยความหวังว่า ให้เวลาลูกหนี้ฟื้นตัวได้จนถึงปี 2566 ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยพลิกฟื้นหลังโควิดซาลงแล้ว

อย่างไรก็ตาม  ธปท. ประเมินความพร้อมด้านฐานะทางการเงินของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ณ ปัจจุบัน มีความแข็งแกร่งเพียงพอรองรับการช่วยเหลือลูกหนี้ได้ ทั้งเงินกองทุนสูงกว่า 20% การตั้งเงินสำรองต่อ NPL ที่เพิ่มขึ้นถึง 152% และสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (LCR) 186%

แม้แบงก์ชาติจะเร่งใช้มาตรการทางการเงินในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด แต่ก็ออกมากระทุ้งให้รัฐบาลมาตรการสร้างงานสร้างรายได้ เป็นการเร่งด่วนด้วย เพื่อแก้ปัญหาตรงจุด คือ การทำให้คนมีงานทำมีรายได้กลับมาเร็วที่สุด  หลังจากที่ตัวเลขล่าสุด อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 1.89% คิดเป็นผู้ว่างงาน 7.3 แสนคน ซึ่งรวมถึงเด็กจบใหม่ด้วย และมีแนวโน้มคนว่างงานเป็นเวลานานขึ้นอีก ซึ่งจะเป็นจุดบอดของด้านการบริโภคของเศรษฐกิจไทย

แต่ทว่า ความคืบหน้าในการออกมาตรการจ้างงาน ที่สภาพัฒน์รับผิดชอบนั้นยังมีความล่าช้า โดยนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ออกมาชี้แจงเพียงว่า ขณะนี้ ยังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ  เพื่อจัดทำมาตรการต่างๆออกมา และยังต้องขอประเมินผลของโครงการจ้างงาน Co-payment สำหรับเด็กจบใหม่ ที่รัฐได้ออกมาปีที่แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นการต่ออายุโครงการนี้ที่กำลังจะครบเดือนตุลาคมนี้

ทั้งนี้ โครงการจ้างงาน Co-payment ทางรัฐช่วยจ่ายเงินเดือน 50% หรือสูงสุดไม่เกิน 7,500 บาทต่อคน เป็นเวลาไม่เกิน 12 เดือน (ต.ค. 2563 -ต.ค. 2564 ) เพื่อจูงใจให้บริษัทเอกชนจ้างงานใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีให้รักษาการจ้างงาน

คำตอบจากเลขาฯสภาพัฒน์ที่ไร้ความคืบหน้า กลายเป็นดับฝันคนตกงานจำนวนมากที่กระจายในแต่ละภาคเศรษฐกิจ และยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทั้งการแพร่ระบาดของโควิดที่กลายพันธุ์และการฉีดวัคซีนที่ล่าช้า ล้วนกดดันการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยากลำบาก

สัญญาณเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า คงต้องเผชิญกับปัญหาความเชื่อมั่นต่อการบริโภคยิ่งหดหายเพิ่มขึ้น สะท้อนจากผลสำรวจดัชนี KR-ECI  ในเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงต่ำอยู่ที่ระดับ 34.7 ต่ำกว่าช่วงเดือนเม.ย. ปีที่แล้ว ที่อยู่ระดับ 35.1  ซึ่งมีการล็อกดาวน์ทั้งประเทศด้วยซ้ำ ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3  เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 36.6 ปรับลดลงจากเดือนก่อน บ่งชี้ว่า กำลังซื้อของภาคครัวเรือน ยังถูกกดดันจากความเปราะบางของฐานะการเงิน 

ภาคครัวเรือนที่ยังมีความวิตกกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในส่วนของภาวะการจ้างงานและรายได้ที่มีความไม่แน่นอนสูง   กำลังจะเดินไปสู่ความเสี่ยงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยิ่งล่าช้าตามไปด้วยและอาจจะไม่ทันปี 2566 ที่คาดหวังหลังโควิดจาง จะมีงานทำมีรายได้ปลดหนี้สินได้ เพราะหนี้ยิ่งแบกนานยิ่งพอกขึ้นเท่าตัว ยิ่งปลดกนี้ยากหรือใช้เวลานานกว่าปกติ ความสามารถในการออมเงินในยามเกษียณลดน้อยถอยลง ประเทศไทยต้องเผชิญปัญหาคนยากจนในสังคมสูงวัย ล้วนวนกลับมาฉุดรั้งการเติบโตทางเเศรษฐกิจในอนาคต

  • ผู้โพสต์ Chitphon
  • 2021-08-29 06:05:01
  • 404

ผู้สนับสนุน