เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2021-09-19 07:05:01
  • 350

เงินบาทกลับมาผันผวนอีกระลอก จับตาผลประชุมเฟด

By นางชายขอบ

ปีนี้เป็นปีแห่งความผันผวนหนักของค่าเงินบาท หลังจากที่ต้นปีเคลื่อนไหวอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องกว่า 10% จากที่เคยเห็นเคลื่อนไหวอยู่ระดับกว่า 29-30 บาทต่อดอลลาร์ ไหลลงมาแตะระดับอ่อนค่าสุดที่ระดับ 33.48 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา นับเป็นการกลับมาอ่อนค่าสูงสุดในรอบ 3 ปี ก่อนจะพลิกกลับมาแข็งค่าหลุดมาเคลื่อนไหวบริเวณ 32.50 ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม และล่าสุด ณ วันที่ 15 กันยายน กลับมาอ่อนค่าปิดที่  32.86/89 บาทต่อดอลลาร์


ค่าเงินบาทเกิดภาวะอ่อนค่าและแข็งค่าในเดือนเดียวกัน เกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง แล้วทิศทางค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือปีนี้จะไปทิศทางใด

ช่วงที่ผ่านมาปีนี้ ค่าเงินบาทอ่อนตัวเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชีย รองจากเงินเยนของญี่ปุ่น ซึ่งปัจจัยหลักมากจากแรงกดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และเป็นผลจากสถานการณ์การแพร่ระบาดรุนแรงของโควิดในไทยที่มีความยืดเยื้อ และการกระจายวัคซีนให้ประชาชนอยู่ระดับต่ำ ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการเงินไทย  ประกอบการภาคส่งออกแม้มีการเติบโตสูง แต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าอัตราการเติบโตของการนำเข้า จึงทำให้เกิดการขาดดุลการค้า เมื่อรวมกับดุลบริการที่หดหายจากนักท่องเที่ยว และนักลงทุนต่างชาติที่เทขายหุ้นไทยออก ส่งผลต่อภาพรวมดุลบัญชีเดินสะพัดเกิด “ภาวะขาดดุล”  

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติยังคาดการณ์ด้วยว่า ปีนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการขาดดุลในรอบ 8 ปี นับจากปี 2556

ปัจจัยในประเทศ เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา  แต่ยังมีปัจจัยต่างประเทศที่มีน้ำหนักมากต่อการเคลื่อนไหวอัตราแลกเปลี่ยน จากที่แบงก์ชาติเคยศึกษาว่าการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท ขึ้นอยู่กับปัจจัยในประเทศ 15% เท่านั้น ส่วนอีก 85% ขึ้นกับปัจจัยต่างประเทศ ค่าเงินเคลื่อนไหวโดยเฉพาะสกุลหลักดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งที่ผ่านมา แม้ทั่วโลกรับรู้ข่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐ และ ธนาคารกลางยุโรป เตรียมจะประกาศ Tapering ในไตรมาส 4 นี้ แต่ในระหว่างทางการดำเนิน

สถานการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐเวลานี้ ท่ามกลางปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่ตึงตัวและความต้องการที่ฟื้นตัวจากการกลับมาเปิดเมือง ทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อสูงขึ้น และอาจไม่ใช่เป็นการปรับขึ้นชั่วคราวอย่างที่เฟดเคยส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้านี้ แม้ล่าสุด “เจอโรม โพเวลล์” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการที่ Jackson Hold การลดวงเงิน QE จะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยจะเริ่มในเดือนธันวาคม ปี 2564 นี้ และไม่เร่งรีบขึ้นดอกเบี้ยในเวลานี้ พร้อมคาดปรับขึ้นดอกเบี้ยเฟดในปี 2566

จากประเด็นเงินเฟ้อที่นักลงทุนทั่วโลกมีความวิตกกังวลกัน เนื่องจากดัชนีผู้ผลิตเร่งตัวขึ้น 8.3% สูงที่สุดในรอบเกือบ 11 ปี และข้อมูลเงินเฟ้อและยอดค้าปลีกในเดือนสิงหาคม  สะท้อนว่าอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ระดับสูงต่อไป ซึ่งจะเป็นสภาวะที่ท้าทายต่อเฟดและตลาดการเงินโลกในระยะข้างหน้าได้ ซึ่งผลประชุมเฟด ในวันที่ 21-22 กันยายนที่จะถึงนี้ จะมีการส่งสัญญาณที่เปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือไม่ แนวโน้มความเสี่ยงที่ค่าเงินดอลลาร์จะปรับตัวสูงขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันต่อการลงทุนสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ (EMs)รวมถึงไทย โดยปัจจุบันอัตราผลตอบแทนของพันธบัตร (ยีลด์บอนด์) ระยะยาวของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือตลาดเกิดใหม่ ส่วนใหญ่ปรับสูงขึ้น ในทิศทางเดียวกับยีลด์บอนด์รัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวอยู่ระดับสูงในช่วงไตรมาส 3

ขณะที่เมื่อเร็วๆนี้ ผลประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ออกมาระบุว่าจะชะลอการซื้อพันธบัตรภายใต้โครงการฉุกเฉิน Pandemic Emergency Purchase Programme (PEPP) ในไตรมาส 4 นี้ ซึ่งจะดำเนินต่อไปจนสิ้นสุดโครงการในเดือนมี.ค. 2565 เป็นอย่างน้อย ส่วนการซื้อโครงการ Asset Purchase Programme (APP) จะยังอยู่ที่ 2 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน  พร้อมกันนี้ ECB ยังปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้เป็น 5% จาก 4.6%  และเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อเป็น 2.2%ในปีนี้ ก่อนจะลดลงสู่ 1.7% 1.5% ในปี 2565 และปี 2566 ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย 2%ของ ECB  ในฝั่งยุโรปจะมีการประกาศอัตราเงินเฟ้อออกมาเช่นกัน

การเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์สหรัฐในระยะข้างหน้า หลังจากที่เคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นนับตั้งแต่ส่งสัญญาณ Tapering และตัวเลขจ้างงานออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และสูงสุดในรอบ 11 เดือน ทำให้นักลงทุนได้มีการปิดสัญญา Short เงินดอลลาร์มากขึ้น แสดงถึงมุมมองของนักลงทุนว่า ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มปรับตัวแข็งขึ้นในอนาคต

ฝั่งเศรษฐกิจกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่นำโดยประเทศจีน  ธนาคารกลาง PBoC มีการดำเนินนโยบายการเงินด้วยการปรับลดอัตราการตั้งสำรอง (Reserve Requirement Ratio หรือ RRR )ของธนาคารพาณิชย์ลงในไตรมาส 4 นี้ เพื่อให้สามารถปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น เป็นการเพิ่มสภาพคล่องในภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว หลังจากที่ไตรมาสแรกเศรษฐกิจจีนโตก้าวกระโดดถึง 18% ซึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด  

โดยภาพรวมของการดำเนินนโยบายประเทศมหาอำนาจ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ส่งสัญญาณเตือนการโยกเงินลงทุนทั่วโลกว่า หากราคาสินทรัพย์เสี่ยงทรุดลงและดัชนีมีความผันผวนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ค่าเงินเยนจะได้รับแรงหนุนจากความต้องการแหล่งพักเงินที่ปลอดภัย

สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่จะขึ้นในเดือนเดียวกันนี้ วันที่ 29 กันยายนนี้ โดยส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า  กนง.จะยังคงยืนดอกเบี้ยที่ระดับ 0.50% และอยู่ระดับต่ำต่อเนื่องไปอีก -2 ปีนี้ ท่ามกลางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ  เนื่องจากแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่ลึกและกว้าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภาคธุรกิจที่ซบเซา ทั้งจากเอสเอ็มอีละธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคท่องเที่ยวที่ปิดตัวจำนวนมาก ตลาดแรงงานที่ยังวิกฤตคนตกงานจำนวนมากรายได้ลดลงเป็นวงกว้างขึ้น  และภาระหนี้สูงที่ต้องใช้เวลานานในการแก้ไข  แม้ว่าตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น แต่ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ต่ำ ล้วนเป็นภาพสะท้อนการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยที่ต้องใช้เวลานานถึง 2-4 ปีจากนี้เป็นต้นไป

ท่ามกลางสถานการณ์โควิดที่ยังต้องเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดรุนแรงอีกระลอก แต่หากเกิดการแพร่ระบาดของโควิดอีกระลอกภายในช่วงปลายปีนี้  และมีการใช้มาตรการล็อกดาวน์เข้มงวดอีกครั้ง EIC ของธนาคารไทยพาณิชย์ คาดว่า จะเกิดผลกระทบซ้ำเติมหนักต่อเศรษฐกิจไทยลงไปอีก และอาจเห็นกนง. ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 1 ครั้งได้ภายในปีนี้ สอดคล้องกับมุมมองของดร. พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย ที่เห็นว่า หลังจากรอบที่แล้ว กนง. เสียงแตกในการคงดอกเบี้ยนโยบาย สะท้อนว่า 2 เสียงที่โหวตให้ลดดอกเบี้ย เพราะอยากให้ช่วยเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณเปิดช่องให้เห็นการลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้าหนึ่งครั้ง ในกรณีกนง.เห็นเศรษฐกิจยังไม่ดี และอยากส่งเสริมให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มที่ แต่หากเห็นว่าความเร็วการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจพอใจแล้วกคงดอกเบี้ยระดับนี้

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยอดผู้ติดเชื้อโควิดที่ลดลงในเวลานี้ ส่งผลให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นกลับมาดีขึ้น และทำให้เกิดเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง ในเดือนสิงหาคม นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 5,5984 ล้านบาท และในช่วงเดือนนี้ (1-14 กันยายน ) ซื้อสุทธิอีก  8,775 ล้านบาท  ส่งผลต่อการปรับตัวของเงินบาทแข็งค่าขึ้น และแข็งค่ากว่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาคด้วย แต่ทั้งนี้ ปีนี้ทั้งปี นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิ 79,067 ล้านบาท

ทิศทางค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้ EIC คาดการณ์ว่า เงินบาทรงตัวอยู่ในกรอบ 32.50 – 33.00 บาท ก่อนจะทยอยแข็งค่าขึ้นอีกเล็กน้อยในปีหน้าจากปัจจัยในประเทศทั้งเรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยหลังจากมีการเปิดเมืองมากขึ้น และมีการฉีดวัคซีนได้มากขึ้น ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาสู่ภาวะปกติมีการบริโภคและการลงทุนที่ฟื้นตัวดีกว่าปีนี้ และคาดหวังภาคการท่องเที่ยวที่จะกลับมา ซึ่งจะช่วยให้เกิดรายได้จากภาคบริการ ส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลลดลง

ความผันผวนของเงินบาทกำลังกลับมาเคลื่อนไหว 2 ทิศทาง เป็นอีกโจทย์ที่เพิ่มขึ้นทั้งนักลงทุนและภาคธุรกิจที่ค้าขายในต่างประเทศ

  • ผู้โพสต์ nongnapas
  • 2021-09-19 07:05:01
  • 350

ผู้สนับสนุน