เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2021-09-27 10:36:25
  • 289

รัฐบาลมือเติบถลุง 2 ล้านล. พร้อมกู้เพิ่มไต่จุดพีคปี’65

By นางชายขอบ

สัญญาณหนี้สาธารณะประเทศไทยกำลังไต่จุดพีค หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ มีมติเห็นชอบการปรับเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มเป็น 70% ต่อ GDP จากเดิมกำหนด 60% เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับจังหวะปิดปีงบประมาณ 2564 ในสิ้นเดือนตุลาคมนี้


นั่นเพราะเข้าทางรัฐบาลที่จะมีช่องกู้ เพื่อชดเชยงบขาดดุลประจำปี 2564 เพราะรัฐบาลจัดเก็บรายได้ภาษีต่ำกว่าเป้า เช่นเดียวกับปีที่แล้ว ซึ่งการกู้ก้อนนี้ จะเป็นคนละส่วนกับเม็ดเงินกู้ 1.5 ล้านล้านบาทที่ใช้กู้วิกฤตเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19ด้วย แต่หนี้กู้ชดเชยขาดดุล จะถูกนำมานับรวมเป็นหนี้สาธารณะด้วย

เชื่อหรือไม่ว่า ในช่วงเวลากว่า 1 ปี ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจไทยจากสถานการณ์โควิดแพร่ระบาดรุนแรง 3 ระลอก คาดว่าสิ้นปี 2564 สัดส่วนหนี้สาธารณะพุ่งขึ้นมาเกือบเกือบ 20% ต่อ GDP จากปี 2562 ก่อนเกิดโควิด สัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ระดับ 41.7%ต่อ GDP คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นอยู่ระดับเกือบ 60%ต่อ GDP

หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น 20% เกิดจากการกู้เงินโดยออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ในปีงบประมาณ 2563 และในปีนั้นยังมีการ “กู้ชดเชยขาดดุลงบประมาณปี 2563” อีกราว 7.84 แสนล้านบาท ส่วนปีนี้ ได้ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2564 เมื่อรวมๆ แล้วเป็นจำนวนเงินกู้ 2.284 ล้านล้านบาท และยังต้องลุ้นใกล้ปิดปีงบประมาณ 2564 จะต้องกู้เงินมาปิดหีบอีกจำนวนไม่น้อย เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในปีงบประมาณ 2563 ที่ผ่านมา

หากวัดผลต่อเศรษฐกิจไทย ในปี 2563 รัฐบาลใช้เงินกู้ก้อนแรกไปราวกว่า 7-8 แสนล้านบาท พยุงเศรษฐกิจติดลบ 6.1% หรือคิดเป็นมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หดตัวเหลือเพียง 15.7 ล้านล้านบาท ลดลงเป็นมูลค่า 1.18 ล้านล้านบาท จากสิ้นปี 2562 GDP อยู่ที่ 16.88 ล้านบาท  

ส่วนปีนี้ รัฐบาลใช้เม็ดเงินที่เหลือของเงินกู้ก้อนแรกราว 3 แสนล้านบาท และใช้เงินกู้ก้อนใหม่อีก 2 แสนล้านบาท ชุมชนนักเศรษฐศาสตร์ทั้งภาคเอกชนและทางการ ประเมินว่า เศรษฐกิจมีโอกาสเสี่ยงติดลบเล็กน้อยจนถึงโตเพียงเล็กน้อย

ความเสี่ยงของประเทศไทย คือ ยิ่งเศรษฐกิจหดตัว สัดส่วนหนี้สาธารณะยิ่งเพิ่มขึ้นเร็วชนเพดาน ขณะที่อาการเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างช้าๆ เนื่องจากทั้งภาคธุรกิจและประชาชนจำนวนมาก ที่ยังไม่สามารถพลิกฟื้นขึ้นมาได้ อย่างน้อยต้องรอไปถึงปี 2566 ที่คาดหวังกันว่า สถานการณ์โควิดจบ และเศรษฐกิจฟื้นกลับมาเท่าก่อนโควิดปี 2562 ได้

หากดูอาการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ หลังจากที่ GDP ครึ่งปีแรกขยายตัว 2% แต่ไตรมาส 3 เป็นช่วงสถานการณ์โควิดระบาดรุนแรง ระลอก 3 รัฐบาลมีการล็อกดาวน์เกือบ 30 จังหวัด กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักอีกครั้งและเกิดผลกระทบรุนแรงหนักหนากว่ามาตรการล็อกดาวน์ทั้งประเทศในช่วงเมษายนในปีที่แล้ว EIC ของธนาคารไทยพาณิชย์ ประมาณการณ์ว่า GDP ติดลบ 0.4% และไตรมาส 4 หดตัวต่อเนื่อง -0.6%

ถึงแม้ว่าจะมีการทยอยเปิดเมืองเปิดประเทศก็ตาม แต่ด้วยภาคธุรกิจจำนวนมากที่มีปัญหาขาดสภาพคล่องและคนตกงานอยู่ระดับสูง ส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศหดตัวแรง แม้จะมีภาคส่งออกที่ขยายตัวก็ตาม กดดันเศรษฐกิจเสียหายหนักตลอดทั้งปี โดยประเมินกรณีฐาน ปีนี้ GDP เติบโต 0.7% แต่หากสถานการณ์โควิดแย่ลงในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ มีโอกาสเห็น GDP ติดลบ 0.5%  นับเป็นการหดตัวปีที่ 2 ติดต่อกัน ทางเศรษฐศาสตร์ถือว่า เข้าสู่ภาวะถดถอย

ในมุมมองของแบงก์ชาติ ย่อมต้องสนับสนุนให้กระทรวงการคลังทำการขยายเพดานหนี้สาธารณะในครั้งนี้อยู่แล้ว เพราะบทบาทของนโยบายการเงินด้านลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตอนนี้ปลุกชีพจรเศรษฐกิจฟื้นไม่ได้มากนัก จึงเลือกเก็บกระสุนไว้ใช้ยามวิกฤตกว่านี้  และปล่อยให้ใช้มาตรการทางการคลังอย่างต่อเนื่องในการช่วยเสริมรายได้ของประชาชนที่ลดลงมาก เพื่อให้พยุงภาคเศรษฐกิจในประเทศไปก่อนในระยะ 2 ปีนี้

อีกทั้งเห็นว่า ปัจจุบัน ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังในการปรับเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นครั้งนี้ ยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจาก

(1) เพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP ไปอยู่ที่ร้อยละ 70 ไม่ถือว่าสูงเกินไป ซึ่งปัจจุบัน สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 55.6%  เทียบกับระดับปัจจุบันของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ประมาณ120% และกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาในแถบเอเชียที่ประมาณ 70%  ซึ่งไทยก็อยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มดังกล่าว

(2) หนี้สาธารณะของไทยเกือบทั้งหมดเป็นหนี้ในประเทศ (ราว 98.2%) และต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลไทยอยู่ในระดับต่ำ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปีของไทย ณ วันที่ 20 กันยายน 2564 อยู่ต่ำกว่า 1.8 %ซึ่งต่ำสุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในอาเซียน โดยส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับเกิน 3 %

(3) ความเสี่ยงในการถูกปรับลด credit rating ของไทยอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากการประเมินความน่าเชื่อถือของแต่ละประเทศ จะขึ้นกับประสิทธิผลของมาตรการในการพยุงและฟื้นฟูเศรษฐกิจ และความสามารถในการบริหารจัดการหนี้ในระยะข้างหน้าเป็นสำคัญ ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าประเทศที่กำลังพัฒนาในแถบเอเชียที่มี credit rating ระดับเดียวกับไทย มีหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่สูงกว่าไทยเป็นส่วนใหญ่ เช่น อินเดีย 87% และมาเลเซียที่ 67%

แต่สิ่งที่แบงก์ชาติมีความกังวล คือ การใช้จ่ายของภาครัฐจะต้องเน้นโครงการที่มีประสิทธิผลสูง อาทิ มาตรการที่รัฐช่วยออกค่าใช้จ่าย (co-pay) เช่น มาตรการคนละครึ่งและมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ รวมถึงมาตรการที่ช่วยพยุงการจ้างงาน โดยอาจให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมเพื่อให้ได้ผลในวงกว้าง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการขยายตัวเศรษฐกิจ ขณะที่การเยียวยาต้องทำให้ตรงจุดเท่าที่จำเป็น และต้องมีกระบวนการใช้จ่ายที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

โดยระยะต่อไป ภาครัฐต้องมีแนวทางชัดเจนที่จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ปรับลดลง เพื่อรักษาวินัย รวมทั้งสร้างพื้นที่ทางการคลังเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต อาทิ การหารายได้เพิ่มเติมจากการสร้างฐานรายได้ใหม่ การควบคุมสัดส่วนของรายจ่ายประจำและการเพิ่มสัดส่วนของรายจ่ายลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างและยกศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

ด้าน EIC ยังระบุด้วยว่า  แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2565 คาดว่าเติบโต 3.4% โดยยังคงเป็นการฟื้นตัวอย่างช้าๆ และยังต่ำกว่าระดับศักยภาพค่อนข้างมาก ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ (output loss) ยังอยู่ในระดับสูง และอาจกระทบต่อศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยกว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับไปอยู่ในระดับปี 2562 จะต้องรอถึงช่างกลางปี 2566 

นายกอบสิทธิ์ ศิลปะชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย ได้แสดงความเป็นห่วงว่า รัฐบาลเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ หากกู้เงินมาแล้วไม่ได้นำเงินมาใช้ในการ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” ไทยอย่างมีประสิทธิภาพ มีโอกาสที่จะเศรษฐกิจขยายตัวต่ำ การเก็บรายได้จากภาษีภาคธุรกิจและประชาชนอยู่ระดับต่ำ ประเทศไทยจะติดกับดักหนี้สาธารณะสูง เช่นหลายๆประเทศที่มีการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะแล้วน้อยประเทศที่จะสามารถกดหนี้สาธารณะลดลงได้ ยกเว้น ไต้หวันและเยอรมัน ขณะที่ประเทศอื่นๆติดกับดักหนี้สาธารณะสูงทั้งนั้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังในระยะสั้น โดยรัฐบาลยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ครบกำหนดได้ แต่ในระยะยาว 3–5 ปีข้างหน้า มีโจทย์ใหญ่รออยู่ คือ หากเศรษฐกิจยังเติบโตในระดับต่ำ ภาครัฐจะสามารถบริหารหนี้สาธารณะให้กลับมายั่งยืนได้อย่างไร เพราะในแต่ละปี รัฐมีภาระรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็น เงินเดือน ค่าจ้าง การใช้สินค้าและบริการ รวมถึงรายจ่ายดอกเบี้ยที่รวมแล้วมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายระจำปี แต่การจัดเก็บรายได้ลดลง

แน่นอนว่า หากรัฐบาลประสบภาวะขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้น เสถียรภาพของประเทศก็จะสั่นคลอน เมื่อถึงเวลานั้น รัฐบาลที่ก่อหนี้ไว้ ก็ไม่ได้อยู่รับผิดชอบแล้ว   

  • ผู้โพสต์ nongnapas
  • 2021-09-27 10:36:25
  • 289

ผู้สนับสนุน