เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ
Image Slider
Image Slider

คอลัมนิสต์


การเงินการลงทุน

  • 2021-12-21 17:19:52
  • 622

ภาพการลงทุนปี 65 “เครดิต สวิส” ชี้หุ้นยังพอได้ พันธบัตรจืดชืด ทองคำเสี่ยง

มุมมองการลงทุนของเครดิต สวิส (Credit Suisse Research Institute) ปี 2565 การเติบโตของเศรษฐกิจ จะอยู่เหนือเทรนด์ในปี 2565 เศรษฐกิจโลกมีทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่งอีกครั้งในปี 2565 ซึ่งจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ตราสารทุนให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ


ในปีหน้าเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องเพื่อเดินหน้าสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ มุมมองการลงทุนของเครดิต สวิสในปี 2565 คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตร้อยละ 4.3 แม้ว่าธนาคารกลางหลายแห่งจะเริ่มยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 แต่อัตราดอกเบี้ยในเศรษฐกิจหลักที่พัฒนาแล้วคาดว่าจะยังคงอยู่ที่ร้อยละ 0 หรือใกล้เคียง ภายใต้บริบทนี้ ตราสารทุนจะยังให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูดอยู่ แม้ว่าอาจจะไม่สูงเท่าปีก่อนหน้าก็ตาม

เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะยังคงแข็งแกร่งในปี 2565 ด้วยแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ที่เข้มแข็ง นโยบายการคลังและนโยบายการเงินที่เกื้อหนุน ตลอดจนการทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ด้วยบริบทนี้ เราคาดว่าตราสารทุนจะให้อัตราผลตอบแทนเป็นเลขหลักเดียวที่น่าสนใจแก่นักลงทุนโดยได้รับแรงหนุนจากผลกำไร นอกเหนือจากการปรับตัวสู่มาตรฐานแบบหลังโควิด-19แล้ว เราเชื่อว่าปี 2565 จะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่โลกที่ความยั่งยืนมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อผู้บริโภค ธุรกิจ ภาครัฐ และผู้กำหนดนโยบาย ภายใต้บริบทนี้ เราคาดว่าเทรนด์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการปกครองจะยังคงมีบทบาทสำคัญและนักลงทุนจะยังคงพิจารณาความยั่งยืนในการจัดสรรเงินลงทุน

มร. ไมเคิล สโตรแบ็ก Global Chief Investment Officer ของเครดิต สวิส กล่าวว่า “จากสถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เราคาดว่าตราสารทุนจะให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจในปี 2565 ดังนั้นควรแน่ใจว่าอัตราส่วนการลงทุนในตราสารทุนนั้นมีมากพอในพอร์ตการลงทุน และเนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าตราสารหนี้จะให้อัตราผลตอบแทนที่น้อย นักลงทุนจึงควรมองหากลยุทธ์ในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อกระจายโอกาสในการลงทุน จากวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ ทำให้นโยบายจะมุ่งเน้นเรื่องสภาพภูมิอากาศมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องนำมาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจการลงทุน”

มร. เรย์ แฟร์ริส Chief Investment Officer ประจำเอเชียใต้ของเครดิต สวิส กล่าวว่า “การทยอยเปิดประเทศของเอเชียได้เริ่มจากเอเชียเหนือไปยังเอเชียใต้ และตอนนี้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็เริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตอันเกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ ประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับผลกระทบในเชิงลบจากการแพร่ระบาดมากที่สุดในปี 2564 นั้นจะเป็นกลุ่มที่มีอัตราการฟื้นตัวสูงสุดในปี 2565 หลังจากการฉีดวัคซีนที่มีความคืบหน้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราคาดว่า อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ จะมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญในปี 2565 โดยเฉพาะอินโดนีเซียเพราะเป็นประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากการเปิดเศรษฐกิจของภูมิภาคอันเนื่องมาจากอินโดนีเซียเป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิและกำลังเริ่มเปิดประเทศหลังจากที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ นอกจากนี้ ตราสารทุนของอินโดนีเซียยังคงอยู่อันดับต้นๆ ของวงจรการฟื้นตัว”

*แนวโน้มของเศรษฐกิจและสกุลเงินในประเทศหลัก

สหรัฐอเมริกา: เครดิต สวิส คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตในอัตราร้อยละ 3.8 ในปี 2565 พร้อมกับการฟื้นตัวของธุรกิจบริการที่เป็นไปอย่างเชื่องช้าและความท้าทายด้านห่วงโซ่อุปทานซึ่งทำให้การฟื้นตัวในระยะสุดท้ายจากการแพร่ระบาดมีความซับซ้อน คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะชะลออยู่ที่ร้อยละ 3.9 หลังจากที่พุ่งสูงขึ้นในปี 2564 เราคาดว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะได้รับอานิสงส์จากอัตราแลกเปลี่ยนกับสกุลเงินอื่นๆ ในตลาดที่พัฒนาแล้วเมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ยุติโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

ยูโรโซน: คาดว่ายุโรปจะเติบโตร้อยละ 2 ในปี 2565 เนื่องจากเศรษฐกิจได้ผ่านพ้นปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ควรเริ่มปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรฉุกเฉินป้องกันผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 (PEPP) คู่ขนานไปกับการปรับลดปริมาณการซื้อพันธบัตรตามมาตรา การผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของ Fed เราคาดว่าในช่วงต้นปี 2565 สกุลเงินยูโรจะค่อนข้างอ่อนตัวเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แต่จะทรงตัวและฟื้นตัวในช่วงต่อไปของปี 2565 ขึ้นอยู่กับการดำเนินการนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB)

สาธารณรัฐประชาชนจีน: หลังจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ จีนได้ประสบกับปัญหาการชะลอตัวอันเนื่องมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ และการปฏิรูปนโยบาย ซึ่งเราคาดว่าปัญหาดังกล่าวจะดำเนินต่อไปในปี 2565 และจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตร้อยละ 6.1 ในปี 2565 และสกุลเงินหยวนจะทรงตัวหรืออ่อนตัวลงบ้างในช่วงครึ่งแรกของปี 2565

ญี่ปุ่น: เศรษฐกิจของญี่ปุ่นคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 7 เนื่องจากรัฐบาลชุดใหม่มีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เราคาดว่าเงินเยนจะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในปี 2565

*มุมมองสินทรัพย์หลัก

ตราสารทุน คาดว่าจะให้ผลตอบแทนเป็นตัวเลขหลักเดียวในปี 2565 ซึ่งน้อยกว่าปี 2564 ในขณะที่ยังคงให้ส่วนชดเชยความเสี่ยงที่น่าสนใจมากกว่าพันธบัตร ตราสารทุนที่ชะลอการฟื้นตัวอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดถือว่าเป็นข้อดี เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากเทรนด์ความต้องการใหม่ๆ หลังการแพร่ระบาด

สาธารณรัฐประชาชนจีนและเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เรายังคงมีมุมมองที่เป็นกลางต่อตราสารทุนจีนและฮ่องกง เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว นโยบายการเงินที่ตึงตัว และการผิดนัดชำระหนี้ ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่ม Property ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศชะลอตัวลงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ มาตรการปราบปรามด้านกฎระเบียบในภาคธุรกิจใหม่กำลังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาด และด้วยภาวะแวดล้อมดังกล่าว เราคาดว่านักวิเคราะห์จะปรับลดประมาณการกำไรปี 2565 ลงอีก แม้ว่า Valuation จะมีความสมเหตุสมผลมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีปัจจัยที่จะทำให้ตราสารทุนจีน outperform ในตลาดโลกและตลาดเกิดใหม่ เราคาดว่าภาวะแวดล้อมด้านนโยบายโดยรวม ซึ่งรวมถึงกฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้น จะส่งผลในทางบวกในระดับปานกลางหลังไตรมาส 1 ปี 2565 และปัจจัยดังกล่าวอาจเป็นเหตุผลที่จะพลิกความเชื่อมั่นของตลาดให้กลับมาเป็นบวกมากขึ้นได้

การสร้างความยั่งยืน (ESG) ของจีน โดยรวมแล้ว การแข่งขันด้านตราสารทุนของจีนจะยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางความไม่แน่นอนในด้านกฎระเบียบและความไม่แน่นอนของกลุ่ม Property เราจึงยังคงแนะนำว่าให้เน้นไปที่ภาคส่วนและ Theme ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรัฐบาล การสร้างความยั่งยืนของจีนนั้นมีความเหมาะสมและให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการฟื้นตัวมากกว่าร้อยละ 50 เปรียบเทียบระหว่างต้นปีกับปัจจุบันแล้วก็ตาม การลดการใช้พลังงานครั้งล่าสุดของจีนตามเป้าหมายการลดปล่อยคาร์บอนประจำปีเป็นข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของจีนที่จะทำให้เป้าหมาย Carbon Neutral ในปี 2603 เป็นจริง และยังเป็นการสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ประเทศไทย เนื่องจากการฉีดวัคซีนในไทยมีอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตราสารทุนของไทยจึงมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการกลับมาเปิดประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การฟื้นตัวของอิงวัฎจักรเศรษฐกิจโลก (Cyclical) และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เป็นปัจจัยบวกต่อตราสารทุนของไทย เนื่องจากภาคธุรกิจที่อิงวัฏจักรเศรษฐกิจเป็นส่วนแบ่งตลาดขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม เรายังคงมีมุมมองที่เป็นกลางต่อตลาด เนื่องจากราคาที่ซื้อขายมี PE Ratio5 เท่า โดย 2 standard deviation สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ซึ่งบ่งชี้ว่าเป็นราคาที่ได้คิดรวมผลกำไรที่คาดหวังหลังจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

การฟื้นฟูของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เนื่องจากการชะลอตัวของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) จึงมีการทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ทั้งจากภายในและภายนอก ส่งผลให้การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงหลักคือ การปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นอานิสงส์จากแผนการกระจายวัคซีน โดยในประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ มีประชากรได้รับวัคซีนครบสองเข็มแล้วถึงร้อยละ 60-80 ในขณะที่ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียกำลังตามมาติดๆ สิงคโปร์กำลังเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากประเทศต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งนับเป็นก้าวย่างที่สำคัญอย่างยิ่งต่อภาคธุรกิจบริการท่องเที่ยวหลังจากที่รอคอยมาอย่างยาวนาน ในส่วนของมาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์นั้น ได้มีการผ่อนคลายมาตรการการเดินทางแล้วบางส่วน โดยจุดหมายปลายทางหลักในช่วงเทศกาลวันหยุดพักผ่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สำคัญคือ ภูเก็ต บาหลี และลังกาวี ซึ่งเป็นโครงการนำร่องเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ด้วยอัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การเปิดประเทศในภูมิภาคนี้จึงสามารถดำเนินต่อไปได้

สำหรับตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาลมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่เป็นลบในปี 2565 ในกลุ่ม Credit ให้ผลตอบแทนที่ต่ำมากทั้ง Investment Grade และ High Yield จนไม่สามารถชดเชยความเสี่ยงเพื่อให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้

สำหรับตราสารหนี้ เราเลือก Asian high yield bonds ที่สกุลเงินหลัก และคาดว่าอัตราผลตอบแทนจะเป็นตัวเลขหลักเดียวในระยะเวลา 12 เดือนข้างหน้า เราคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นปีที่ท้าทายสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ และคงมีโอกาสไม่มากที่จะให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกในกลุ่มสินทรัพย์นี้ เราให้ความสนใจกับ Asian high yield credit ในกลุ่มบริษัท commodities หรือ energy ของอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เราสนใจ Chinese RMB government bonds และคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนร้อยละ 3 ในอีก 12 เดือนข้างหน้าในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ พันธบัตรเหล่านี้ให้ผลตอบแทนสูงกว่า US bonds และ Global bonds และมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำกับ Global assets ดังนั้นจึงควรจะเพิ่มเข้าไปในพอร์ตการลงทุน เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยง นอกจากนี้ เราคาดว่านโยบายการเงินของจีนจะผ่อนคลายลงเล็กน้อยในปีหน้า ซึ่งจะสวนทางกับนโยบายของธนาคารกลางของสหรัฐฯ (Fed) ที่จะเข้มงวดขึ้นในปี 2565

ความต้องการของ Commodities จะยังคงให้ผลตอบแทนดีในปี 2565 เนื่องจากคาดว่าความต้องการจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก และความต้องการเก็บวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น (Restocking) ต้นทุนของการลดคาร์บอนจะยังคงเป็นประเด็นสำคัญ ในขณะที่ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่อาจมีความเสี่ยงเมื่อมีการเริ่มนำนโยบายการเงินเข้าสู่สภาวะปกติกลับมาใช้

การลงทุนแบบ Alternative investment จะยังคงได้รับผลประโยชน์จากสภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำอยู่ และจากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจ สภาพเศรษฐกิจจะยังคงเอื้อต่อตลาดธนบดีธนกิจ ในขณะที่ Hedge funds จะยังคงให้ผลตอบแทนปานกลางโดยใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยที่ผ่านมา

  • ผู้โพสต์ gobmariam
  • 2021-12-21 17:19:52
  • 622

10 ข่าวยอดนิยม

โฆษณา
ผู้สนับสนุน