เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Smart Invest

  • 2022-05-06 10:16:16
  • 429

2 กูรูหุ้นเปิดโพยหุ้นเด็ด รับ Sell In May

By: Mr.Data

ดูเหมือนว่า Sell In May ปีนี้ มาเร็ว แรง ทะลุ นรก! ถล่มหนักตามตลาดต่างประเทศ จากความกังวลธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแรงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ในเดือนมิ.ย.


เห็นได้จากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในค่ำคืนที่ผ่านมา (5 พ.ค.) ตามเวลาในไทย พลิกดิ่งแรงเฉลี่ย 3-5% โดยตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นว่าเฟดจะคุม "เงินเฟ้อ" ได้เร็ว 

และเริ่มไม่มั่นใจว่าเฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมเดือน มิ.ย. ส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงและเข้าถือครองดอลลาร์อีกครั้ง 

บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยที่พักตัวในเดือนนี้สอดคล้องกับมุมมองของเรา อย่างไรก็ตาม มองเป็นจังหวะ “สะสมหุ้นพื้นฐาน” ในกรอบ 1,600-1,630 - จุด โดยยังเชื่อมั่นว่าระยะกลาง-ยาวจะได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นต่อเนื่องตามการ Reopening โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดประเทศเต็มรูปแบบในครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งจะช่วยหนุนให้ Fund Flow ยังคงอยู่ในทิศทางไหลเข้ากลุ่มที่ชอบยังเป็น Value Domestic และ Reopening Play ที่มี PER/PBV ไม่สูงเทียบกับในอดีตก่อน COVID-19 ได้แก่ กลุ่มธนาคาร โรงกลั่น ค้าปลีก อสังหา ฯ อาหารและเครื่องดื่ม การแพทย์ เป็นต้น 

ส่วนระยะสั้นเลือกลงทุนหุ้นที่คาดประกาศผลประกอบการ 1Q22-2Q22 แข็งแกร่ง และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากบาทอ่อน

กลยุทธ์ : เก็งกําไรหุ้นที่คาดงบ 1Q22 แข็งแกร่ง และยังเน้นลงทุนหุ้น Value และ Domestic Play

หุ้นเด่นเดือน พ.ค. : GFPT, ILINK, SAPPE, SMT, TH

ขณะที่ นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด คาดว่า ในการประชุมครั้งต่อไปเฟดมีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 0.25% พร้อมกับการเริ่มต้นลดขนาดงบดุล (Quantitative Tightening : QT) ลงเดือนละ 4.75 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจากนี้ บล.ทิสโก้ยังคาดว่า ธนาคารกลางสหภาพยุโรป (ECB) จะเริ่มส่งสัญญาณยุติมาตรการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมเดือนมิ.ย.นี้ และเตรียมส่งสัญญาณเตรียมตัวขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ ขณะที่ตลาดมองว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ ECB จะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย Deposit Rate จะอยู่ที่ระดับ 0% จากปัจจุบันที่อยู่ที่ -0.50%

สำหรับธนาคารอังกฤษ (BOE) เริ่มดำเนินการขึ้นดอกเบี้ยมา 3 ครั้งแล้วตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะดำเนินการเร่งขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นในปีนี้จะมีเพียงธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางจีน (PBOC) เท่านั้นที่ยังมีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากยังไม่มีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมากนัก

แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัว ทั้งการเร่งขึ้นดอกเบี้ยและการเริ่มดึงสภาพคล่องออกจากระบบ โดยเฉพาะจากเฟดคาดจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นมากขึ้นในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ขณะที่ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้น อาจกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องติดตามในระยะถัดไป

ในอดีตตั้งแต่ปี พ.ศ.03 เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้งหมด 11 รอบ ซึ่ง 8 ใน 11 รอบ เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ในเวลาต่อมา มีเพียง 3 รอบที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวขึ้นต่อได้ (Soft-landing) คือ ในปี พ.ศ. 08, 27 และ 37 

บล.ทิสโก้มองโอกาสที่เฟดจะทำ Soft-landing ได้สำเร็จในรอบนี้ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากในปัจจุบันเงินเฟ้อสหรัฐฯ อยู่ในสูงกว่า 8% ซึ่งจะกดดันให้ FED ต้องขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่เร็ว หากใช้การส่งสัญญาณเตือน Recession จากส่วนต่างของเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) อายุ 10 ปี และ 2 ปี ที่ติดลบ ที่มักบ่งชี้ล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ Recession โดยเฉลี่ย 19 เดือน และ Yield Curve ที่ติดลบไปในวันที่ 1 เมษายน ชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่ภาวะ Recession ในช่วงเดือนพ.ย. 66” นายอภิชาติกล่าว

นอกจากการเกิดปรากฎการณ์ “Inverted Yield Curve” ของส่วนต่าง Bond Yield อายุ 10 ปี และ 2 ปี ในต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาแล้ว อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Yield) หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรหักด้วยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectation) ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนใกล้กลับมาเป็นบวกแล้ว หาก Real Yield พลิกกลับมาอยู่ในแดนบวก คาดจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นเป็นต้น เพราะฉะนั้นแนวโน้มการลงทุนนับจากนี้ จะไม่ใช่การแสวงหา “ผลตอบแทน” ด้วยการยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น แต่ต้องเฟ้นหาการลงทุนในเชิง “คุณภาพและคุณค่า” มากขึ้น (Quality & Value) ที่ราคาสมเหตุสมผล มีระดับการประเมินมูลค่าที่ไม่แพง

บล.ทิสโก้ แนะนำลดสัดส่วนการลงทุนหุ้นลงและถือเงินสดเพิ่มขึ้นบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยง โดยมองตลาดหุ้นไทยจะมีความผันผวนมากขึ้นตามหุ้นโลก จากปัจจัยกดดันต่างประเทศที่เป็นลบรอบด้าน ทั้งสงครามยูเครน-รัสเซียที่ยืดเยื้อ เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นไม่หยุด การล็อกดาวน์ในจีน และการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ล้วนสร้างความกังวลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สำหรับหุ้นที่แนะนำในเดือนนี้จะเน้นหุ้นที่คาดว่างบจะออกมาดีเป็นพื้นฐาน โดยอย่างน้อยต้องเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และมีประเด็นบวกหนุนระยะสั้น บล.ทิสโก้ยังคงแนะนำให้ลงทุนในธีมหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการทยอยเปิดเศรษฐกิจ (Re-opening) แนะนำ BEM, CENTEL สำหรับหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อน แนะนำ GFPT และ MEGA และหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว เด่น คือ JMT โดยคาดว่าจะได้เข้าคำนวณในดัชนี MSCI และ SET50 และหุ้น STANLY ที่คาดว่าจะประกาศงบปีพร้อมจ่ายปันผลสูง

หุ้นเด่น เดือนพ.ค. คือ BEM, CENTEL, GFPT, JMT, MEGA และ STANLY ด้านแนวรับสำคัญของดัชนีหุ้นไทยเดือนนี้อยู่ที่ 1,655 จุด และแนวรับต่อไปที่ 1,620 - 1,630 จุด และแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,680 – 1,685 จุด และแนวต้านถัดไปที่ 1,695 - 1,700 จุด ตามลำดับ

  • ผู้โพสต์ มิ้ว
  • 2022-05-06 10:16:16
  • 429

10 ข่าวยอดนิยม

โฆษณา
ผู้สนับสนุน