เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ
Image Slider
Image Slider
Image Slider
Image Slider
Image Slider
Image Slider

คอลัมนิสต์


Smart Invest

  • 2022-06-17 09:51:21
  • 455

คลังจ่อรีดภาษีขายหุ้น ตลาดหุ้นสะเทือน-โบรกฯอ่วม

Mr.Data

ต้องบอกว่า “มาผิดที่ผิดเวลา” สำหรับนโนบายเก็บภาษีขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ 

หลัง อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมายืนยัน กระทรวงการคลังจะเดินหน้าเก็บภาษีการขายหุ้น (Financial Transaction Tax) ในอัตรา0.1% ของมูลค่าขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์  

โดยเตรียมเสนอครม.อนุมัติในเร็วๆนี้ 

เพื่อออกเป็นพระราชกฤษฎีกาประกาศบังคับใช้ในลำดับถัดไป  และกฎหมายจะให้เวลา 90 วัน เพื่อให้โบรกเกอร์จัดทำระบบนำส่งภาษีให้กับกรมสรรพากร

เนื่องจากตลาดหุ้นทั่วโลกมีความ “ผันผวน” อย่างหนัก จากผลกระทบที่เกิดขึ้น หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยแรง เพื่อสกัดเงินเฟ้อในสหรัฐที่พุ่งสูงสุดในรอบ 22 ปี 

ขณะที่สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐและยูเครน ยังคงยืดเยื้อ รวมไปถึงการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ซึ่งกดดันเศรษฐกิจทั่วโลก 

เป็นแรงกระเพื่อให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น ตลาดคริปโตเคอเรนซี 

ถือเป็นการซ้ำเติมภาวะตลาด!

ขณะที่มุมมองตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เห็นว่ายังมี 4 ปัจจัยที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมตามที่ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เคยนำเสนอมาโดยตลอด ดังนี้

1. อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ 0.1% (ภาษีขายหุ้น) ที่จะเรียกเก็บไม่เหมาะสมกับสภาพธุรกิจปัจจุบัน เนื่องจากเป็นอัตราที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2534 เมื่ออัตราค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ (ค่าคอมมิชชั่น) โดยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับประมาณ 0.5% ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราภาษี 0.1% แล้วเป็นอัตราส่วน 5:1 เท่า ในขณะที่ปัจจุบันการแข่งขันของ ผู้ประกอบกิจการรุนแรงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ  ทำให้อัตราค่าคอมมิชชั่นโดยเฉลี่ยในอุตสาหกรรมลดลงเหลือเพียง 0.08% เท่านั้น

ดังนั้น หากภาครัฐยังจัดเก็บภาษีขายหุ้นที่ระดับ 0.1% รวมกับภาษีท้องถิ่นอีก 0.01% คิดเป็น 0.11% จะทำให้อัตราส่วนระหว่างค่าคอมมิชชั่นและภาษีจะกลับเป็น 0.7:1 เท่า ซึ่งจะเห็นได้ว่ารายได้ในการให้บริการการซื้อขายของบริษัทหลักทรัพย์โดยเฉลี่ยจะต่ำกว่าภาษีธุรกิจเฉพาะเสียอีก ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายของผู้ลงทุนที่สูงขึ้นเกินเท่าตัวและจะกระทบต่อสภาพคล่องและการตัดสินใจลงทุนของผู้ลงทุนทุกประเภทอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งกลุ่มรายย่อยที่ลงทุนโดยตรงในตลาดหลักทรัพย์และลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนต่างๆ และผู้ลงทุนต่างประเทศ

2. ต้นทุนการระดมทุน (cost of capital) ของภาคธุรกิจจะยิ่งสูงขึ้นเมื่อสภาพคล่องในตลาดหดตัวจากต้นทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์ที่สูงขึ้น 1 เท่าตัว ทั้งที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศยังไม่สามารถกลับมาขับเคลื่อนได้เต็มที่เหมือนช่วงก่อนโควิด จะกระทบให้บริษัทจดทะเบียนต้องชะลอหรือลดการลงทุนทางธุรกิจ และกระทบต่อการจ้างงาน และ GDP ของประเทศในท้ายที่สุด

3. เกิดต้นทุนภาษีซ้ำซ้อน (double taxation) สำหรับธุรกรรมการพัฒนาสินค้าตลาดทุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะ ETF, Derivative Warrant และ Single Stock Futures ซึ่งอ้างอิงหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ จึงต้องจ่ายภาษีขายทั้งตัวสินค้าที่ผู้ให้บริการไม่ว่าจะเป็น บล. หรือ บลจ. ดูแล และเมื่อต้องขายหลักทรัพย์อ้างอิงในการสร้างสินค้าและดูแลสภาพคล่องของสินค้านั้นๆ การเก็บภาษีจะจำกัดการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุน โอกาสของผู้ให้บริการ และขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทยในเวทีโลกได้

4. การประกาศใช้ภาษีขายหุ้น “ควรแจ้งล่วงหน้า” ในช่วงเวลาและสถานการณ์ที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ลงทุนและผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมความพร้อมและปรับตัว ทั้งจากต้นทุนที่สูงขึ้นและจากภาวะตลาดทุนและดัชนีหุ้นทั่วโลกมีความผันผวนสูงมากในปีนี้ที่มีผลมาจากทั้งสถานการณ์อัตราเงินเฟ้อสูง การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง ปัญหาโควิดที่ยืดเยื้อ และภาวะสงครามระหว่างประเทศที่กดดันอุปทานของสินค้าสำคัญต่างๆ

สุดท้ายนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ในการพิจารณาหาแนวทางที่เหมาะสมในเรื่องนี้ เพื่อการพัฒนาตลาดทุนและเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

จากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น… บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า เป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมกับตลาดหุ้น เพราะการเรียกเก็บภาษี 1 พันบาทต่อมูลค่าขาย 1 ล้านบาท (0.1%) ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับอัตราค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายกันอยู่ในปัจจุบัน ยังผลให้มูลค่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทยชะลอตัวลง โดยเฉพาะจากกลุ่มนักลงทุนที่ซื้อขายตามรอบ (เล่นสั้น)

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด มองว่า สิ่งนี้ถือว่าสวนทางกับกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่คลังส่งสัญญาณเลื่อนเก็บภาษีดังกล่าวออกไปก่อน 

“เรามองข่าวนี้จะยิ่งซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุนหุ้นไทยที่เป็นลบอยู่แล้วจากปัจจัยต่างประเทศให้เป็นลบมากขึ้น”

ทั้งนี้ จากการประเมินเบื้องต้นของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย คาดจะมีผลกระทบรุนแรงต่อสภาพคล่องในการซื้อขายของตลาดหายไปราว 20-30% และจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านตลาดทุนใหม่ ๆ

“เรามองกลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ได้รับผลกระทบเชิงลบโดยตรงจากมูลค่าการซื้อขายที่มีแนวโน้มลดลงจากต้นทุนการเทรดที่สูงขึ้น” 

บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ มองว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยอาจถูก De-rate โดยทุก ๆ ระดับ Fwd. PER ที่เหมาะสมของตลาดหุ้นไทยที่ลดลง 1 เท่า จะมีผลต่อเป้าหมาย SET Index ปีนี้ ประมาณ 103 จุด จากเป้าหมาย SET Index สิ้นปีนี้ในปัจจุบันของเราที่ 1,720 จุด

ขณะที่ราคาหุ้นกลุ่มธุรกิจโบรกเกอร์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงเวลาตลอด 1 สัปดาห์ ปรับตัวลดลง ราว 3-11% 


นี่เป็นเพียง “ปฐมบท” ที่เกิดขึ้นกับโบรกเกอร์ หากกระทรวงการคลังเร่งพิจารณาเก็บภาษีขายหุ้น ภายในเร็วๆนี้ เชื่อว่า ตลาดหุ้นไทยคงทรุดตัวมากกว่านี้ 

ล่าสุดวันที่ 16 มิ.ย.65 ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมากว่า 32.60 จุด แตะที่ระดับ 1,561 จุด  

ถ้าเป็นไปอย่างที่บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ประเมิน เราคงได้เห็นตลาดหุ้นไทย ลงมาทดสอบแถว 1,450 จุด อะไรก็เป็นไปได้….ถ้าหากยังคงเดินหน้าแบบ “หัวชนฝา” เก็บภาษีขายหุ้น ในห้วงเวลาที่ไม่เหมาะสม!!!

  • ผู้โพสต์ มิ้ว
  • 2022-06-17 09:51:21
  • 455

10 ข่าวยอดนิยม

โฆษณา
ผู้สนับสนุน