กระดานข่าว

SCB WEALTHจับมือทิสโก้ขายTACTIVET7M1 ต่อยอดความสำเร็จ NoGainNoPay


26 กุมภาพันธ์ 2568
SCB WEALTHจับมือทิสโก้ขายTACTIVET7M1 เปิดโอกาสลงทุนในจังหวะตลาดปรับฐาน ต่อยอดความสำเร็จNoGainNoPayลั่นไม่คิดค่าFeeหากผลตอบแทนไม่ถึงเป้าหมาย

882200.jpg
นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Wealth & Investment Product  กลุ่มธุรกิจ Consumer Banking ธนาคารไทยพาณิชย์  เปิดเผยว่า  SCB WEALTH ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้  จำกัด   ซึ่งมีประสบการณ์สูง และมีความเชี่ยวชาญ ในการสร้างผลตอบแทนให้กองทุนประเภท Trigger  Fund ประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมายก่อนระยะเวลาที่กำหนด จึงได้มีการพิจารณาร่วมกันในการเปิดจำหน่ายกองทุนเปิด ทิสโก้ แอคทีฟ ทริกเกอร์ 7M1  ( TACTIVET7M1 ) ภายใต้โครงการ No Gain No Pay  แนวคิดใหม่ของการลงทุน เป็นกองทุนที่ 2  หลังประสบความสำเร็จ จากกองทุนเปิดทิสโก้ ทาร์เก็ต 8M1 ในช่วงเดือนส.ค. 2567 ผลตอบแทนถึงเป้าหมายภายในระยะเวลา เพียง1เดือน 13 วัน  
ทั้งนี้ SCB WEALTH ยึดมั่นในหลักการของ Open architecture  ในการสรรหาผลิตภัณฑ์การลงทุน และคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในช่วงเวลาที่เหมาะสม  เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์การลงทุนจากภายนอกธนาคารมานำเสนอให้กับลูกค้า 
กองทุน TACTIVET7M1 เสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรกและครั้งเดียว  (IPO) ระหว่างวันที่ 25 ก.พ. –  12 มี.ค. 2568 เงินลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท  มูลค่าหน่วยลงทุนละ 10  บาท โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงรายเดียว  นโยบายเน้นลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  และ/หรือตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ  เพื่อหาจังหวะและทิศทางการลงทุนโดยพิจารณาจากระดับราคาของสินทรัพย์ที่จะเข้าลงทุนในขณะเริ่มจัดตั้งกองทุนเป็นสำคัญ  ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนในตราสารทุนโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV  โดยมีกลยุทธ์การลงทุนเพื่อมุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด
สำหรับเหตุผลที่นักลงทุนควรเพิ่มโอกาสสำหรับการลงทุนในกองทุน TACTIVET7M1 เนื่องจาก SCB CIO มองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ ที่ทยอยออกมาต่อเนื่อง จะช่วยหนุนโมเมนตัมเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ให้ยังดีต่อเนื่องได้จากช่วงปลายปี 2567 ส่วนในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลง จากผลของมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่จะกระทบการค้าโลกรุนแรงขึ้น
ในส่วนของ ดัชนีตลาดหุ้นไทย ในระยะสั้นเผชิญแรงกดดันจาก แรงขายกองทุนรวมหุ้นไทยระยะยาว (LTF) ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และความกังวลด้านธรรมาภิบาลในตลาดหุ้นไทย
อย่างไรก็ดี การที่กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างศึกษาแผนการจัดตั้งกองทุน Thai ESG ใหม่ เพื่อรองรับ LTF เดิมที่ครบกำหนด ซึ่งคาดว่าจะออกมาในไตรมาสแรกปีนี้ เพื่อชะลอแรงขายของนักลงทุน รวมถึง กระแสเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ ที่เริ่มกลับเข้ามาซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทย ในเดือน ก.พ. ประกอบกับ Valuation ตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับที่ไม่แพง นอกจากนี้ เราคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้อีก 25 bps ซึ่งจะเพิ่มความน่าสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทย ดังนั้น เราจึงมองว่า สามารถใช้กลยุทธ์ Selective ผ่านการบริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยเน้นคัดสรรหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ มีธรรมาภิบาลที่ดี และ Valuation ไม่แพง ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวน เพื่อหาโอกาสในการทำกำไรได้
 โดยบริษัทจัดการจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนหน่วยลงทุน 2% เมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนถึงเป้าหมาย ภายในระยะเวลาที่กำหนด 7 เดือน   และหลังครบกำหนด 7  เดือนบริษัทจัดการจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนก็ต่อเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนมากกว่าหรือเท่ากับ 10.10 บาท ในอัตรา 0.5% ต่อปี   และ หากมูลค่าหน่วยลงทุนต่ำกว่า 10.10 บาท จะไม่คิดค่าธรรมเนียมบริหารจัดการและรับซื้อคืน  ทั้งนี้ กองทุนที่อยู่ในแนวคิดใหม่ของการลงทุนนี้ จะต้องมีสัญลักษณ์ของ No Gain No Pay เท่านั้น
SCB