Talk of The Town

OSP ผลงานแย่กว่าคาด! งบปี 67 กำไรสุทธิทรุดหนัก 31% โบรกฯ แนะ “ขาย” ให้เป้าเพียง 13 บาท


27 กุมภาพันธ์ 2568

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯถึงกำไรสุทธิปี 2567 อยู่ที่ 1,638 ล้านบาท ลดลง 31.8% จากปีก่อน หากจากการปรับโครงสร้างธุรกิจผ่านการจำหน่ายเงินลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก และรับรู้ผลขาดทุนสุทธิรวมเป็นจำนวน 1,400 ล้านบาท โดยประกอบด้วยการด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัท Basecamp Brews Limited 

OSP ผลงานแย่กว่าคาด!_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

และการตั้งสำรองเงินให้กู้ยืมของบริษัท อินโนเวชั่น ออฟ เอ็กซ์พีเรียนซ์จํากัด (“iEX”) ในไตรมาส 2 และ การตัดจำหน่ายหนี้สูญและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายเงินลงทุนในธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายขวดแก้วในประเทศเมียนมาร์และการจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนในไตรมาส 3 รวมถึงขาดทุนสุทธิจากการแปลงค่างบการเงินหลังจากเลิกกิจการ Shark AG และ Osotspa Europe Limited จากผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยนในไตรมาส 4

สำหรับปี 2567 ภาพรวมตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังเติบโต 6.1% จากปีก่อน ซึ่งโอสถสภายังเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งการตลาด 45.8% ลดลง 0.8%จากปีก่อน ทั้งนี้ โอสถสภามุ่งเน้นกลยุทธ์กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อผลักดันการเติบโตของส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่องผ่านผลิตภัณฑ์นวัตกรรม กิจกรรมการตลาดที่สร้างความแตกต่าง และการทำการตลาดที่มีประสิทธิภาพในเครือข่ายการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าที่แข็งแกร่ง 

ในขณะที่ภาพรวมตลาดเครื่องดื่ม Functional Drinks หดตัว 0.4% จากปีก่อน โดยโอสถสภาครองอันดับหนึ่งด้วยส่วนแบ่งการตลาด 44.3% เติบโต 2.7% จากปีก่อน จากทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มซี-วิทที่เติบโตต่อเนื่อง และมีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มเครื่องดื่มวิตามินซีอยู่ที่ 74.5% เติบโต 5.8% จากปีก่อน และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเปปทีนที่เพิ่มส่วนแบ่งการตลาด 0.9% จากปีก่อน หลังจากนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณประโยชน์ใหม่ ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขึ้น 

นอกจากนี้ตลาดผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลอย่างผลิตภัณฑ์สบู่เหลวอาบน้ำและแป้งสำหรับเด็ก รวมถึงผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายเติบโตอยู่ที่4 – 9% จากปีก่อนโดยโอสถสภามีส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งในผลิตภัณฑ์สบู่เหลวสำหรับเด็ก และมีส่วนแบ่งการตลาดเติบโตทั้งในผลิตภัณฑ์แป้งสำหรับเด็กและผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายสำหรับผู้ชายจากการสื่อสารกับผู้บริโภคมากขึ้น

ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ขาย” ราคาเป้าหมาย 13 บาท  เนื่องจากกำไรไตรมาส 4/67 ที่ออกมาอ่อนต่ำกว่าคาด โดยกำไรสุทธิอยู่ที่ 567 ล้านบาท หากไม่รวมค่าใช้จ่ายจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ กำไรปกติอยู่ที่ 615 ลบ. เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันด้วยฐานที่ต่ำ แต่ลดลง 9% จากไตรมาสก่อน

โดยกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศเป็นกลุ่มที่อ่อนแอที่สุด ลดลง 9%จากช่วงเดียวกัน เนื่องจากการสูญเสียส่วนแบ่งตลาด ขณะที่การส่งออกไปยังเมียนมาร์เติบโต 40% จากช่วงเดียวกันโดยได้รับแรงผลักดันจากส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อน โดยได้แรงหนุนจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ EBIT margin อยู่ที่ 10% เพิ่มขึ้นจากฐานต่ำที่ 8% เมื่อปีที่แล้ว และคงที่จากไตรมาสก่อนหน้า

ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คงคำแนะนำ “ถือ” รอการฟื้นตัวของ market share ที่ชัดเจนหลังปรับกลยุทธ์ใหม่ แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 15.50 เพื่อสะท้อนการเติบโตของกำไรที่ชะลอและตลาดแข่งขันสูง โดยคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 2,888 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76%    

OSP