กระดานข่าว

TISCO ESU ชี้นักลงทุนเริ่มขายหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ โยกเข้าหุ้นการเงินสหรัฐฯ - หุ้นญี่ปุ่น


27 กุมภาพันธ์ 2568

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ชี้เริ่มเห็นเทรนด์นักลงทุนขายหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Magnificent 7 โยกเงินเข้าหุ้นอุตสาหกรรมการเงินสหรัฐฯ ที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนการเงินลด ประกอบกับนโยบายผ่อนคลายกฎเกณฑ์ และหุ้นญี่ปุ่นจากเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว

S__11182134.jpg

นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (Mr. Thanathat Srisawast, Strategist, TISCO Economic Strategy Unit) หรือ TISCO ESU เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นโลกเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว หลังเผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงของสงครามการค้าที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างขึ้น โดยเฉพาะนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในสมัยที่สอง ที่มุ่งสร้างแรงจูงใจในการดึงฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ (Re-shoring) และใช้มาตรการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าเป็นเครื่องมือเพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐ

นโยบายดังกล่าว TISCO ESU มองว่า จะส่งผลให้ตลาดหุ้นได้รับแรงกดดันต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ “Magnificent 7” ที่มีสัดส่วนรายได้นอกสหรัฐฯ ค่อนข้างสูง ทำให้มีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐฯ (บอนด์ยิลด์) ที่ทรงตัวในระดับสูงจะยิ่งกดดันมูลค่าหุ้น (Valuation) ของกลุ่มเทคโนโลยีที่มีอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไร (P/E) ค่อนข้างสูงให้ลดลงใกล้เคียงกับดัชนีตลาดโดยรวมมากขึ้น ส่งผลให้เงินทุนมีแนวโน้มเคลื่อนย้ายไปสู่อุตสาหกรรมอื่น 

“ส่วนต่างของการเติบโต (Growth Premium) ระหว่าง Magnificent 7 กับอีก 493 บริษัทในดัชนี S&P 500 คาดจะลดลงอย่างมีนัยในปีนี้ ซึ่งน่าจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุน (Sector Rotation) จากหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ไปสู่อุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น” นายธนธัช กล่าว

หุ้นกลุ่มการเงินสหรัฐฯ ได้รับผลบวกจากมาตรการผ่อนคลายกฎเกณฑ์

TISCO ESU คาดว่า หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมการเงินของสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะได้รับผลบวกจากกระแส Sector Rotation ในรอบนี้ เนื่องมาจากต้นทุนเงินฝาก (Deposit cost) ปรับลดลงอย่างรวดเร็วหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มลดอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะในกลุ่มบัญชีเงินฝากขนาดใหญ่ (Jumbo Accounts) ที่ก่อนหน้านี้เคยอยู่สูงถึง 1.5% ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 1.0% ส่งผลให้อัตรากำไรดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) ของธนาคารมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น 

นอกจากนี้ มาตรการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ (De-regulation) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาโดยหน่วยงานกำกับดูแล อาทิ การปรับหลักเกณฑ์การพิจารณาปริมาณเงินทุนสำรองที่จำเป็นของธนาคารขนาดใหญ่  หากได้รับการผลักดันต่อเนื่อง จะช่วยหนุนผลประกอบการของภาคการเงิน และทำให้มูลค่าหุ้น (Valuation) ของหุ้นกลุ่มนี้กลับไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกับยุคก่อนวิกฤติการเงินโลก (Global Financial Crisis) ในปี 2551 อีกครั้ง 

หุ้นญี่ปุ่นมีแนวโน้ม Outperform หุ้นโลก จากแรงหนุนเศรษฐกิจฟื้นต่อเนื่อง

นายธนธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า TISCO ESU คาดว่า หุ้นญี่ปุ่นจะสามารถ Outperform หรือสร้างผลตอบแทนดีกว่าดัชนีหุ้นโลก (MSCI ACWI) จากปัจจัยสนับสนุนทั้งด้านอัตราแลกเปลี่ยน ที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY Index) มีแนวโน้มแข็งค่าจากความผันผวนของปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น และโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มูลค่า GDP ของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นสูงกว่า 600 ล้านล้านเยนเป็นครั้งแรก สอดคล้องกับถ้อยแถลงของนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ที่ออกมายืนยันว่า “เศรษฐกิจญี่ปุ่นได้ฟื้นกลับมาอย่างสมบูรณ์ (Japan’s economy is completely back)” พร้อมมองว่าญี่ปุ่นได้หลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดยาวนานแล้ว โดยในช่วงต้นปี 2568 คาดจะเห็นผลการเจราปรับขึ้นค่าจ้าง (Shunto Wage Negotiation) ขึ้นอีก 4-5% ต่อเนื่องจากปีก่อนที่สูงกว่า 5% ซึ่งจะส่งผลบวกต่อแนวโน้มอุปสงค์ภายในประเทศ และเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะข้างหน้าได้