หากพูดปัจจัยที่มีผลต่อตลาดหุ้นไทยก็คงไม่พ้นเรื่องของกระแสเงินลงทุนต่างชาติ ซึ่งทิศทางของกระแสเงินดังกล่าวก็ยังคงไหวของตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มูลค่าการซื้อขายของกลุ่มต่างนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเป็นขายสุทธิอยู่ที่ 37,105 ล้านบาท
แต่อย่างไรก็ดี ตามเราได้กล่าวไปก่อนหน้า นักลงทุนต่างชาติได้ทยอยขายหุ้นออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีผ่านมา ซึ่งทางสำนักข่าว Share2Trade จึงอยากจะหยิบยกมุมมองจากนักวิเคราะห์ที่น่าสนใจมาแบ่งปันให้แก่ผู้อ่านและนักลงทุน
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด ให้มุมมองว่า ใน 3 ปี ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงทุกปี รวมลดลงมา 484 จุด หรือลดลง 29% (ปี 2566 ลดลง 15.2%, 2567 ลดลง 1.1% และปี 2568 จากต้นปี ลดลง 15.4%) เกิดจากต่างชาติมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากขึ้น โดยปัจจุบันมีสัดส่วนการซื้อขายในตลาดฯสูงถึง 53.8% ซึ่งสวนทางกับนักลงทุนรายย่อยที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นน้อยลงเรื่อยๆ โดยปัจจุบันมีสัดส่วนการซื้อขายในตลาดเพียง 29.1%
โดยการที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากการถูกต่างชาติขายสุทธิอย่างหนักหน่วง โดยต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยหนักทุกปี รวม 3.77 แสนล้านบาท สวนทางกับนักลงทุนไทยที่ค่อยๆ เข้าไปสะสม 2.65 แสนล้านบาท ทำให้นักลงทุนในประเทศเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง
สำหรับประเด็นดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนในช่วงที่ผ่านมา และกดดันให้เม็ดเงินส่วนหนึ่งของนักลงทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น สังเกตได้จากยอด FCD ของไทยพุ่งทำสถิติใหม่สูงสุดต่อเนื่อง แตะ 2.63 หมื่นล้านเหรียญฯในยามที่ดอกเบี้ยประเทศอื่นสูงกว่าไทย
และหากพิจารณาเป็นรายหุ้น จะเห็นได้ว่ามี 20 หุ้นขนาดใหญ่หลายบริษัทที่ถูกต่างชาติขายหนัก ทำให้ราคาหุ้นบางบริษัทปรับตัวลงมาเยอะ อาทิ DELTA, CPALL, AWC, PTTEP, AOT, CPN, BTS, TISCO, TIDLOR เป็นต้น