Talk of The Town

คืนนี้ “ทรัมป์” ตอบโต้ภาษี โบรกฯชี้ไทยเสี่ยงโดนเอี่ยวด้วย ฉุดตลาดหุ้นผันผวน วอลุ่มซื้อขายน้อย


02 เมษายน 2568

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองว่า ทั่วโลกต่างจับตาประธานาธิบดี ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บภาษีตอบโต้ (RECIPROCAL TARIFFS) กับประเทศเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ในวันนี้ (2 เม.ย. 68) เวลา 16.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ (ช่วงตี 3 ตามเวลาไทย)

คืนนี้ ทรัมป์ ตอบโต้ภาษี_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

โดยหนังสือพิมพ์ THE WASHINGTON POST รายงานว่าประธานาธิบดี ทรัมป์อาจเรียกเก็บภาษี 20% ต่อสินค้าส่วนใหญ่ที่มีการนำเข้าสู่สหรัฐฯ ขณะที่ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนจากดัชนี TRADE POLICY UNCERTAINTY พุ่งทำสถิติใหม่สูงสุด อีกทั้ง BLOOMBERG ยังคาดการณ์ว่าผลกระทบจากการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯอาจจะผลักให้อัตราภาษีเฉลี่ยพุ่งขึ้นราว 21.7%

ขณะที่กลับมามองประเทศไทย มีความสุ่มเสี่ยงค่อนข้างสูง ที่อาจถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเพิ่มเติม หลังเข้าข่ายหลายเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากขึ้น โดยในปี 2560 อยู่ลำดับที่ 14 มูลค่า 2.01 หมื่นล้านเหรียญฯ) ส่วนปี 2567 อยู่ลำดับที่ 11 มูลค่า 4.56 หมื่นล้านเหรียญฯ

ไทยยังเก็บภาษีนำเข้าสินค้าในอัตราที่สูงกว่าของสหรัฐฯ ราว 8%, ไทยส่งชาวอุยกูร์ 40 คน กลับจีนเมื่อปลายเดือน ก.พ. 68 ทำไทยถูกประณามจากทั้งสหรัฐฯ และยุโรป รวมไปถึงไทยมีสัญญาณโน้มเอียงไปทางจีนมาขึ้น หลังบ้านเราได้เข้าไปเป็น PARTNER ของกลุ่ม BRICS

สำหรับผลที่ตามมาจากการถูกกัดกันทางการค้า อาจกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะถัดไป เพื่อดาวน์ไซด์ต่อการเติบโต GDP (ล่าสุดปี 2568 คาด GDP เติบโตเฉลี่ย 2.9%) โดยเฉพาะภาคการส่งออก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 60-70% ของ GDP ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ ตั้งแต่มีกระแสความกังวลการขึ้น TAX TARIFF ของทรัมป์ในวันที่ 2 เม.ย.68 ว่าจะมีสินค้าอะไรและประเทศใดบ้างที่ติดรายชื่อ ทำให้นักลงทุนมีความไม่แน่นอนในการลงทุนสูง จึงกดดันให้มูลค่าการซื้อขายของ SET เบาบางลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย (24 มี.ค. – 1 เม.ย.) อยู่ที่ 2.7 หมื่นล้านบาท ขณะที่ค่าเฉลี่ยมูลค่าการซื้อขายตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท

โดยล่าสุดมีกระแสข่าวจาก THE WASHINGTON POST รายงานว่า ฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังพิจารณาเก็บภาษีนำเข้าราว 20% ของสินค้าส่วนใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 เม.ย.68 โดยจึงประเมินคร่าวๆว่าจะกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนอย่างไรบ้าง ซึ่ง SET มีรายได้รวม ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ 18.7 ล้านล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นหุ้นที่พึ่งพิงการส่งออกราว 3.6 ล้านล้านบาท(คิดเป็นสัดส่วนราว 19%) ซึ่งประเทศไทยพึ่งพิงการส่งออกไปสหรัฐฯราว 18.3%

ดังนั้น สามารถประเมินได้ว่ารายได้ SET INDEX พึ่งพิงการส่งออกไปสหรัฐราว 3.5% หรือราว 6.5 แสนล้านบาท และหากมีการขึ้นภาษีนำเข้า 20% ดังกระแสข่าวดังกล่าว จะทำให้มีสัดส่วนที่โดนผลกระทบราว 1.3 แสนล้านบาท หรือ 0.7% เท่านั้น

ทั้งนี้ นักลงทุนรอผลสรุปการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐ ช่วงเวลาตี 2 คืนนี้ ทำให้ช่วง 1 –2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิด RISK OFFมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยเหลือ 2.7 หมื่นกว่าล้านบาทต่อวัน ลดลงจากระดับปกติราว 35% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นประเทศอื่นๆ และตลาดหุ้นไทยตอบรับประเด็นนี้มาเยอะในระดับหนึ่งแล้ว สะท้อนได้จากตลอด 5 เดือนที่ทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 (5 พ.ย. 67 –1 เม.ย. 68) SET ลดลง 20%

โดยการเฝ้ารอเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังผันผวนในช่วงนี้ แต่อีกมุมหนึ่งก็เชื่อว่าดาวน์ไซด์ตลาดหุ้นไทยจำกัด หลังเห็นแรงเก็งกำไรสั้นจากต่างชาติที่แอบทยอยซื้อสุทธิสะสมสัญญา SET50 FUTURES กว่า 8.5 หมื่นสัญญา และมีการซื้อสุทธิ CALL OPTION มากกว่า PUT OPTION 5.8 พันสัญญา ในช่วงตั้งแต่ 13 มี.ค. 68 –ปัจจุบัน

Thailand Web Stat