Talk of The Town

GULF หวนเทรดหลังควบรวม โบรกฯ คาดมีราคาเปิดอยู่ที่ 48 บาท หาจังหวะ “สะสม” ลงทุนระยะยาว


03 เมษายน 2568

เกาะติดการกลับมาซื้อขายของบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ภายหลังควบรวมกิจการบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH โดยวันนี้ (3 เม.ย.68) มีกำหนดกลับเข้ามาซื้อขายเป็นวันแรก โดยนักวิเคราะห์คาดราคาหุ้นมีราคาเปิดราว 48 บาท

GULF หวนเทรดหลังควบรวม_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

ความเห็นนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หากอิงราคาปิด ณ วันที่ 20 มี.ค. ของ GULF ที่ 49.75 บาท และ INTUCH ที่ 81.50 บาท เมื่อเทียบบน Swap ratio คาดจะได้หุ้น GULF (NewCo) ที่ราคาเปิดราว 48 บาท เทียบเท่า PER68 28 เท่า และหากนำมาเทียบกับราคาเป้าหมายของที่ 56.5 บาทต่อหุ้นจะมี Upside ราว 17% จึงแนะนำ Buy โดยราคาเป้าหมายเทียบได้กับ PER25F ที่ 33 เท่า

โดยกำหนดราคาเป้าหมายของ GULF (NewCo) ที่ 56.5 บาท โดยใช้วิธี SOTP สำหรับประมาณการปี 2568แบ่งเป็น มูลค่าธุรกิจพลังงานที่ 25 บาทต่อหุ้น รวมทั้ง ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานให้มูลค่า 4.5 บาทต่อหุ้น ธุรกิจสื่อสารและดิจิทัลมูลค่า 27.1 บาทต่อหุ้น จากมูลค่าตามสัดส่วนการถือครอง ADVANC ที่ 40.4% (25.0 บาท) และ THCOM ที่ 41.14% (0.4 บาท) และธุรกิจ Data center และอื่นๆ 1.7 บาท

หลังการควบรวมคาดมูลค่า Asset ทั้งหมดของ GULF (NewCo) ที่ 7.3 แสนล้านบาท บนอัตราส่วน IBD/E ของ GULF (NewCo) ซึ่งคาดว่าจะลดลงเหลือ 0.7 เท่าหลังการควบรวมกิจการ จะเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถกู้ยืมเพิ่มได้ราว 3 แสนล้านบาท โดยปัจจุบันมี Potential project ซึ่งเรายังไม่ได้รวมเข้ามาในประมาณการได้แก่การลงทุนเพิ่มเติมในพลังงานหมุนเวียนจาก Debt headroom ดังกล่าว

จึงมีการทำ Sensitivity analysis โดยสมมติว่า หากเงินลงทุนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้กับโครงการพลังงานหมุนเวียนทั้งในรูปแบบพลังงานโซลาร์, พลังงานน้ำ, พลังงานลม จะสร้างกำไรส่วนเพิ่มในกรอบ 0.9-1.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็นมูลค่าต่อหุ้นในกรอบ 7.6-13.4 บาท และเป็น Upside จากประมาณการปี 2569 ราว 34-64%

ทั้งนี้คาดกำไรปกติปี 2568-2570 ของ GULF (NewCo) ทำจุดสูงสุดต่อเนื่อง โดยปี 2568 คาดที่ 2.6 หมื่นล้นบาท บนการเติบโตเฉลี่ย 18% CAGR โดยมีกำไรเติบโต 43% ในปี 2568, 6% ในปี 2569 และ 7% ในปี 2570

ปัจจัยหลักมาจากการรับรู้รายได้และส่วนแบ่งกำไรจาก Equity MW ของโรงไฟฟ้าใหม่ที่กำลังทยอย COD (Equity MW ได้แก่ HKP IPP 755 MW, BPG IPP 210 MW, และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 1,570 MW)

รวมทั้งการเติบโตของส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC ราว 5% ต่อปี คาดอัตรากำไรขั้นต้นเริ่มปรับตัวดีขึ้นจากต้นทุนเชื้อเพลิงก๊าซลดลงในปี 2569-70 ไปอยู่ที่บริเวณ 302 และ 281 บาทต่อ MMBTU (vs. สมมติฐานปี 68 ที่ 330 บาทต่อ MMBTU) โดยบนประมาณการปัจจุบันยังไม่รวม Upside จาก Potential project หลังการควบรวมกิจการ

ดังนั้น มอง GULF ยังคงโดดเด่นสุดในกลุ่มโรงไฟฟ้า ภายใต้โครงสร้างธุรกิจหลักซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP และ Renewables เป็นหลัก ทำให้ GULF มีความ Secured ทั้งในแง่ของกำไรและ Operating Cashflow

อีกทั้งมี MW growth ปี 2568-2570 ราว 6% CAGR ประกอบกับมีโรงไฟฟ้าพลังงานโซลาร์ และพลังงานน้ำที่รอ COD ยาวไปถึงปี 2572-76 อีก 2,473 MW หรือคิดเป็น Equity MW ส่วนเพิ่ม 20% จากปัจจุบัน โดยหากมองบนกำไรปัจจุบันสัดส่วนกำไรจะมาจาก GULF (ธุรกิจพลังงาน) 63% และ INTUCH เดิม (ธุรกิจ Telecom) 37%

ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า คงมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2568 ของ GULF อยู่ที่ 68.25 บาท/หุ้น คงคำแนะนำ Outperform จากความโดดเด่นด้านปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว พร้อมโอกาสเกิด synergyในธุรกิจใหม่ๆ ที่ยังไม่ถูกรวมไว้ในประมาณการ เน้นหาจังหวะเข้าสะสมลงทุนระยะยาว