รายงานพิเศษ : TIDLOR กระตุ้นผู้ถือหุ้น ใช้สิทธิ์แลกหุ้นเป็น “ติดล้อ โฮลดิ้งส์” โบรกฯแนะ “ซื้อ” รับผลงานแกร่ง
บมจ.เงินติดล้อ (TIDLOR) หนุนผู้ถือหุ้นใช้สิทธิ์แลกหุ้น พร้อมขยายเวลาไปถึงวันที่ 30 เม.ย. 68 ขณะที่โบรกเกอร์ มองการเป็นโฮลดิ้ง สร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ แนะนำ ซื้อ คาดผลงานไตรมาส1/68 เติบโตแข็งแกร่ง
บมจ.เงินติดล้อ (TIDLOR) แจ้งว่า บมจ. ติดล้อ โฮลดิ้งส์ ในฐานะผู้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทฯ ได้ดำเนินการขยายระยะเวลาการแลกหุ้น (Tender Offer) จากเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 16 เม.ย.68 เปลี่ยนเป็นสิ้นสุด วันที่ 30 เม.ย. 68 (เฉพาะวันและเวลาทำการ) เนื่องจากต้องการอำนวยความสะดวกให้ผู้ถือหุ้นที่อาจมีความจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการแลกหุ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นการขยายระยะเวลาการรับซื้อสุดท้าย (Final offer) และจะไม่มีการขยายระยะเวลาเพิ่มเติมอีก
โดยผู้ถือหุ้นแต่ละรายจำเป็นต้องดำเนินการ "ตอบรับ" คำเสนอซื้อหลักทรัพย์ด้วยตนเอง เนื่องจากเป็นสิทธิส่วนบุคคลในการพิจารณาเปลี่ยนแปลงการลงทุนของผู้ถือหุ้น บริษัทฯ จึงไม่สามารถทำให้กระบวนการแลกหุ้นเป็นไปโดยอัตโนมัติได้ และสำหรับผู้ถือหุ้นที่ทำการแลกหุ้นเสร็จสมบูรณ์ตามระยะเวลาที่กำหนด ผู้ถือหุ้นรายดังกล่าวจะเปลี่ยนสถานะจากผู้ถือหุ้นของ บมจ.เงินติดล้อ เป็นผู้ถือหุ้นของ Tidlor Holdings แทน
ทั้งนี้ กรณีที่ผู้ถือหุ้นไม่ได้ทำการตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ผู้ถือหุ้นดังกล่าวจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นของ บมจ.เงินติดล้อ ต่อไป แต่จะไม่สามารถซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ ภายหลังจากที่หุ้นของ บมจ. ติดล้อ โฮลดิ้งส์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ขณะที่บล.เอเอสแอลได้วิเคราะห์หุ้น TIDLOR โดยระบุว่า บริษัทอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างของบริษัทให้กลายเป็นธุรกิจ Holding Company ซึ่งปัจจุบันบริษัทเปิดรับคำเสนอซื้อ หรือแลกหุ้น ซึ่งการแลกหุ้นกำหนดอัตราส่วน 1:1 หุ้น จะไม่เป็นไปอย่างอัตโนมัติ ผู้ถือหุ้นจะต้องเข้ามาตอบรับด้วยตนเอง โดยภายหลังการปรับโครงสร้างเรียบร้อยแล้ว บริษัทยังคงมีรายได้จากธุรกิจต่างๆ เช่นเดิม
สำหรับข้อดีของการปรับโครงสร้างธุรกิจให้เป็น Holding company จะช่วย เรื่องที่จะไม่จำเป็นต้องดำรงสัดส่วนเงินกองทุนชำระแล้วในสัดส่วนไม่เกิน 7:1 เท่า ตามที่ TIDLOR เป็นนิติบุคคลต่างด้าวตามพรบ.การประกอบ ธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (ผู้ถือหุ้นต่างประเทศมากกว่า 50% ของทุนจดทะเบียน) โดยคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดได้ช่วง เม.ย.2568
บล.เอเอสแอล ระบุด้วยว่า ได้ประเมินกำไรสุทธิปี 68-69 เท่ากับ 4.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10%จากปีก่อน และ 5.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อน ตามลำดับ โดยภาพรวมยังคงคุมเข้มในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะโฟกัสในพอร์ตสินเชื่อ จำนำทะเบียนรถ ขณะที่ NIM อาจชะลอตัวลงจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น และผลกระทบจากมาตรการคุณสู้ เราช่วย แต่แลกมากลับคุณภาพลูกหนี้ที่ดีขึ้น และผลขาดทุน รถยึดที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยคาดหวัง Credit cost และ NPLs ratio ที่ชะลอตัว
ส่วนธุรกิจประกันภัยคาดว่า จะเติบโตทั้ง 3 แบรนด ได้แก่ 1. Shield Insurance ผ่านพนักงานสาขา 2. Areegator เป็น online platform ผ่านตัวแทนนายหน้า และ 3.heygoody เป็น online platform ที่ไม่มีการโทรขายประกัน
ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 1/68 คาดว่าจะดีขึ้นจากไตรมาสก่อน และจากปีก่อน เนื่องจาก 1.สินเชื่อยังขยายตัว 2. ค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองที่ลดลงจากคุณภาพลูกหนี้ที่ดีขึ้น และ 3. OPEX ที่ลดลงตามปัจจัยฤดูกาล
ดังนั้นแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 18.60 บาท อิง PBV 1.68 เท่า (GGM : LT ROE 15.6%, TG 5.0%) ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี (2.67 เท่า) – 1.5 SD มองว่า valuation ปัจจุบันน่าสนใจ
ขณะที่ ROE คาดว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และเขาสู่ช่วงขาขึ้น ส่วนในเชิง sentiment อยู่ในระหว่างการทำ tender อาจกระทบต่อความผันผวนของราคาในตลาดบ้าง แต่หากเสร็จสิ้นกระบวนการ คาดหวังการบริหารงานที่มีความคล่องตัว และ ประสิทธิภาพทสูงขึ้น และโอกาสในการจ่ายปันผลที่มากขึ้นจากเดิม (ปี 24 มี payout ratio ที่ 29.9%) โดยเราคาด payout ratio ที่ระดับ 31.5% ในปีนี้
ส่วนปัจจัยเสี่ยง ภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง, คุณภาพลูกหนี้ที่อ่อนแอ, ราคารถยนต์มือสอง, แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลง, มาตรการ market conduct