Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 23-09-2569 (Fund Flows หลั่งไหลเข้าไทย..มุ่งหน้าสู่หุ้น AI)


23 กันยายน 2569

Fund Flows หลั่งไหลเข้าไทย_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ)_0.jpg

เจ๊ได้รับข้อมูลเรื่องที่ Meta เปิดตัวโมเดล AI ใหม่ที่มีประสิทธิภาพประมวลผลสูงขึ้น เปิดใช้ฟรี ประเด็นนี้ในวงการตลาดหุ้นต่างมองว่าเป็นบวกโอกาสต่อยอดฐานธุรกิจโฆษณา และ Commercial ปัจจุบัน และส่งผลความต้องการ AI CAPEX เร่ง บวกต่อหุ้นธีมลงทุนไทย โดยเฉพาะชิ้นส่วนฯ ที่มีขายสินค้าโยง AI โตได้อีกมาก

และมีเสียงแว่วๆ ออกมาว่าจาก Model AI ใหม่ META คือตัวเร่งความต้องการ AI ไทยกลุ่มชิ้นส่วนฯได้ประโยชน์ ประจวบเหมาะกับโมเมนตัม Fund Flows หลังไหลเข้ามาในประเทศไทย มีข้อมูลว่าต่างชาติซื้อหุ้นไทยสูงสุดใน 2 เดือน และตอนนี้เป็นตลาดหุ้นเนื้อหอมมากที่สุดในอาเซียน 

เจ๊มีข้อมูลมาแชร์คือตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงปัจจุบัน(22 ก.ย.) พอร์ตนักลงทุนต่างชาติซื้อ 6,609,894.03 ลบ. ขาย 6,557,211.77 ลบ.สรุปว่าตอนนี้มียอดซื้อสุทธิ 52,682.26 ลบ. และหากแยกออกมาดูเฉพาะเดือน ก.ย.นี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อ 626,561.38 ลบ. ขาย 625,248.10 ลบ.สรุปว่าตอนนี้มียอดซื้อสุทธิ 1,313.28 ลบ. 

กูรูหุ้นเปิดภาพใหญ่ๆ ของตลาดหุ้นไทยเราที่พุ่งแรงช่วงนี้ แรงหนุนหลักของดัชนีมา จากหุ้นกลุ่มชิ้นส่วน (DELTA, HANA) กลุ่มชิ้นส่วนปรับขึ้น นำโดย DELTA 1)ผ่านช่วงHedging สถานะ Bondholder แล้ว 2) ภาพ AI CAPEX ขับเคลื่อนความต้องการผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้อง AI หนุนกำไรปกติ 3Q26F ฟื้นตัวเร็ว +33%y-y, +54%q-q และขึ้นทำจุดสูงสุดรายไตรมาส 4Q26F 3) เราคาดกำไรปี 2027-28F โตเร่ง +51.4%, +37.7% มี

โอกาสเห็น Upside 4) หุ้นผ่านปรับสถานะ -35% จากจุดสูงสุดรอบนี้ 

ส่วน HANA 1)Surprise บวกไม่ติด Cash สัปดาห์ที่ผ่านมา 2) AI CAPEX cycle เร่ง+จีนกระตุ้นเศรษฐกิจเน้นสนับสนุนอุปกรณ์อัจฉริยะ มีโอกาสเปิด Upside คาดก าไรปี 26 +23.7%และ +44% ในปี 27F 

ถัดมาคือเรื่องของหุ้นในกลุ่ม Infra Tech จากที่ทางการกำหนดเกณฑ์ลงทุน Data Center ใหม่คืบหน้าต่อเนื่อง ล่าสุด กสทช. เสนอบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์

-กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมีความพร้อมด้านสาธารณูปโภค โดยต้องมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) และหนังสือรับรองการให้บริการน้ำประปาที่เพียงพอ

-กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการต้องใช้วัสดุโครงสร้าง งานก่อสร้าง และระบบไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 50% เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมไทย

-เพิ่มข้อกำหนดด้านความยั่งยืน (Go Green) โดยผู้ประกอบการต้องมีแนวทางลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยคาร์บอน และมีแผนจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์

ต่อประเด็นนี้มีการประเมินว่าจะเป็นบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยช่วงถัดไป การปรับ เกณฑ์เป็นไปด้วยความรวดเร็ว และได้เกณฑ์ที่ชัดเจนน่าจะช่วยการลงทุนใหม่ๆ เดินหน้า ภายใต้กรอบที่รัฐฯวางแผนไว้ รวมถึงทิศทางการกำกับดูแล ขณะที่การมีเงื่อนไขกำหนดใช้ Local Content ตามกระแสข่าวช่วงก่อนหน้า จะหนุนการหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุน Data Center ไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย ส่วนหุ้นคาดได้จิตวิทยาบวก คือ หุ้นในธีม Infra Tech นิคม AMATA, WHA ไฟฟ้า GULF, BGRIM, GUNKUL ธนาคาร KBANK, KTB, KKP, BBL รับเหมา STECON, PYLON, INSET

อีกเรื่องสุดท้ายที่ยังต้องเกาะติดคือ เมื่อวานนี้ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบขยายโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 40/60 ในเฟส 2 ออกไปอีก 2 เดือนยาวๆ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2569 โดยนำวงเงินที่เหลือจาก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงานฯ มาใช้อย่างคุ้มค่าด้วยวงเงินรวม 42,690 ล้านบาท 

เท่านั้นยังไม่พอ ครม. ยังใจดีอนุมัติเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้อีก 700 บาทต่อคนเฉพาะในเดือนตุลาคม ทำให้อัดฉีดรวมเป็น 1,000 บาทต่อคน ช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยกันแบบตรงจุดสุดๆ

เหตุผลสำคัญก็อย่างที่รู้กันว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมากดดันราคาน้ำมันโลก ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชน งานนี้ภาครัฐจึงเลือกนำวงเงินที่เหลือมาใช้ประคองกำลังซื้อ โดยยืนยันว่าการดำเนินการยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง

ถ้ามองในมุมตลาดหุ้น เจ๊จิ๋มว่าประเด็นที่น่าสนใจไม่ใช่แค่เรื่องเงิน 42,690 ล้านบาท แต่คือเงินก้อนนี้มีโอกาสถูกส่งต่อไปยังร้านค้าและผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งทำให้กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภคมีโอกาสได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย

ส่วนเรื่องหุ้นที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการต่ออายุโครงการ  “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกไปอีก 2 เดือน ก็ยังเป็นกลุ่มหุ้นที่เจ๊จิ๋มเคยบอกไปแล้ว

ตัวแรกที่เจ๊จิ๋มมองว่าได้อานิสงส์ไปเต็มๆ คือ CPAXT เพราะไม่ได้มีโอกาสรับประโยชน์จากการใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีช่องทางจากร้านโชห่วยและร้านค้ารายย่อยที่ต้องซื้อสินค้าเข้าสต็อกจาก Makro เมื่อร้านค้ารายย่อยมีเงินหมุนมากขึ้น ก็มีโอกาสนำเงินกลับไปเติมสินค้า ทำให้ CPAXT ได้แรงหนุนทั้งจากการบริโภคและยอดขายส่ง

ส่วน BJC ก็เป็นอีกตัวที่น่าสนใจ เพราะมีทั้งธุรกิจค้าปลีก Big C และธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคอยู่ในมือ หากกำลังซื้อของประชาชนระดับฐานรากดีขึ้น ก็มีโอกาสสะท้อนกลับมายังยอดขายได้

อีกตัวที่มองข้ามไม่ได้คือ CPALL เพราะเครือข่าย 7-Eleven ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้มีโอกาสรับประโยชน์จากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นโดยตรง โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคมีความถี่ในการซื้อค่อนข้างสูง

ขณะที่หุ้นสินค้าอุปโภคบริโภคอย่าง CBG และ OSP อาจได้รับประโยชน์ในลักษณะ “รอบสอง” เพราะไม่ได้รับเงินจากมาตรการโดยตรง แต่เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และร้านค้ารายย่อยมีเงินหมุนมากขึ้น สินค้าในชีวิตประจำวันก็มีโอกาสขายดีขึ้นตามไปด้วย

การต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส” รอบนี้จึงไม่ได้มีความหมายแค่การช่วยลดภาระค่าครองชีพ แต่ยังเป็นอีกหนึ่งแรงพยุงกำลังซื้อในประเทศในช่วงที่เศรษฐกิจยังต้องรับมือกับต้นทุนพลังงานและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

รักใคร..ชอบหุ้นไหน..จัดไปตามใจท่านเลยค่ะ ^__^