
กลุ่ม KTIS ประกาศแต่งตั้ง “ภูมิรัฐ หวังปรีดาเลิศกุล” ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจชีวภาพ มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เดินหน้า 3 ภารกิจหลัก ทั้งขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืนตามแนวคิด BCG Economy ยกระดับธุรกิจชีวภาพสู่เสาหลักในการสร้างรายได้และกำไร และสร้างผลกระทบเชิงบวกที่วัดผลได้ให้กับคู่ค้าและผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตควบคู่การสื่อสารคุณค่าสินค้า เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและรองรับโอกาสเติบโตของธุรกิจสีเขียว
บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจรสู่ BCG อย่างยั่งยืน มีคำสั่งแต่งตั้ง นายภูมิรัฐ หวังปรีดาเลิศกุล ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจชีวภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและรองรับการเติบโตของธุรกิจ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
ปัจจุบัน นายภูมิรัฐ อายุ 33 ปี สำเร็จการศึกษาบัญชีบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) หลักสูตรนานาชาติ (BBA) ภาคการเงิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัย Columbia ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยก่อนหน้าที่จะได้รับการแต่งตั้งในครั้งนี้ เคยดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจชีวภาพและผู้อำนวยการฝ่ายไร่
นายภูมิรัฐ หวังปรีดาเลิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจชีวภาพ กลุ่ม KTIS เปิดเผยว่า ธุรกิจชีวภาพของกลุ่ม KTIS มีเป้าหมายสำคัญ 3 ภารกิจ โดยภารกิจแรก คือ การเป็นส่วนสำคัญของกลุ่ม KTIS ในการขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืนอย่างสมบูรณ์ตามแนวคิด BCG (Bio Circular Green) Economy หรือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เนื่องจากการวางโครงสร้างทางธุรกิจของกลุ่ม KTIS จะเห็นได้ว่า สายธุรกิจชีวภาพมีบทบาทในการนำผลิตภัณฑ์จากกระบวนการผลิตมาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่ม จึงมีโอกาสศึกษาพัฒนาธุรกิจใหม่ ทั้งการดำเนินงานด้วยตนเองและการร่วมพัฒนากับพันธมิตร เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับกลุ่ม KTIS
ภารกิจที่สอง คือ การยกระดับธุรกิจชีวภาพให้เป็นเสาหลักในการสร้างรายได้และกำไรของกลุ่ม จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มและต่อยอดจากธุรกิจเดิม ปัจจุบันแนวโน้มของโลกที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจสีเขียว หรือ Green Business เปิดโอกาสให้สายธุรกิจชีวภาพขยายการเติบโตได้มากขึ้น จึงเร่งวางกลยุทธ์เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ลดความผันผวนของผลประกอบการ และสร้างรายได้และกำไรให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
“วันนี้เรามองเห็นโอกาสของธุรกิจชีวภาพที่กว้างขึ้นตามทิศทางของโลก เป้าหมายของเราจึงเป็นการยกระดับจากธุรกิจที่ต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่า ไปสู่การเป็นเสาหลักในการเติบโตของกลุ่ม KTIS โดยเชื่อมการสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งเข้ากับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน” นายภูมิรัฐกล่าว
ส่วนภารกิจที่สาม คือ การสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับคู่ค้าและผู้มีส่วนได้เสีย โดยธุรกิจภายใต้สายชีวภาพมีบทบาทสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าวในหลายด้าน อาทิ ธุรกิจเอทานอลที่ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิลและสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์จากชานอ้อยที่เป็นทางเลือกทดแทนบรรจุภัณฑ์พลาสติกและโฟม ตลอดจนธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีที่มุ่งส่งมอบปุ๋ยคุณภาพดีในราคาที่เกษตรกรเข้าถึงได้ เพื่อสนับสนุนการสร้างผลผลิตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ จะกำหนดเป้าหมายในการสร้างผลกระทบเชิงบวกของแต่ละธุรกิจให้สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และติดตามให้เกิดขึ้นจริงตามเป้าหมายของแต่ละธุรกิจด้วยเช่นกัน
สำหรับความท้าทายในการดำเนินงานนั้น ธุรกิจชีวภาพเป็นธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งอาจเผชิญข้อจำกัดเชิงเศรษฐศาสตร์ในการแข่งขันด้านต้นทุนและราคา ตัวอย่างเช่น บรรจุภัณฑ์จากชานอ้อยที่ยังมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าบรรจุภัณฑ์พลาสติกหรือโฟม ขณะที่ราคายังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภค ดังนั้น จึงต้องพัฒนาความสามารถในการแข่งขันควบคู่กับการรักษาคุณค่าของสินค้า
โดยแนวทางดำเนินงานจะมุ่งเน้น 2 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในทุกขั้นตอน เพื่อลดต้นทุนและลดช่องว่างด้านราคาให้ได้มากที่สุด และการยกระดับคุณค่าของสินค้าควบคู่กับการสื่อสารแบรนด์ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงประโยชน์ที่ได้รับ ทั้งต่อตนเองและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเลือกใช้สินค้าและสร้างโอกาสเติบโตในระยะยาว
ยอดนิยม
Lodon JetX ฉลองความสำเร็จก้าวสู่ 50 สาขาร่วมกับบางจากฯ พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายสู่ 300 สาขาภายในปี 2571
AssetWise เข้าร่วมโครงการสินเชื่อบ้าน “คนละหลัง PLUS” จัดเต็มคอนโด 25 โครงการ เพิ่มโอกาสคนไทยเข้าถึงสินเชื่อบ้านได้ง่ายขึ้น
TRT เปิดเกมโตระลอกใหม่ รุกส่งออก หลังตุน Backlog หม้อแปลงทะลุ 3.4 พันล้านบาท
NOBLE ได้รับสถานะในระดับสูงสุดเป็น “CAC Change Agent” ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส